วันนี้ (23 พฤษภาคม 2549) เป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสสอบปากคำ case คนไร้รัฐไร้สัญชาติ จริงๆ ก็เคยอ่านเกี่ยวกับ case ต่างๆ จาก wwww.archanwell.org มาพอสมควร เคยจัดห้องเรียนให้กลุ่มคนเหล่านี้ก็ประมาณ 2 ครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยได้มีโอกาสซักไซ้ประวัติของพวกเขาเองจริงๆ เสียที

ด้วยความที่เราไม่ใช่นักศึกษากฎหมายโดยตรง แต่กลับอยากจะมาทำงานช่วยเหลือคนในลักษณะที่ต้องใช้กฎหมายเยียวยาอาการป่วยของ case เหล่านี้ อย่างแรกที่รู้สึกก็คือ "ประหม่า" กลัวว่าตัวเองจะไม่น่าเชื่อถือในสายตาของ case แม้แต่ตัวเองก็ยังกังวลอยู่ในใจว่า.. เราจะช่วยเขาได้รึเปล่าว้า??

แต่ความรู้สึกเหล่านี้มันกลับเป็นแรงกระตุ้นให้เราต้องขยันมากกว่าคนอื่น มันทำให้เราพยายามและมีแรงใจมากขึ้น มีคำพูดนึงของอาจารย์แหววที่ก้องอยู่ในหูตลอดเวลาก็คือ "เราจะต้องรู้ให้มากกว่าเขา ถึงจะไปสอนเขาหรือจะไปช่วยเขาได้" อันนี้แหละประโยคเด็ดทำให้เราคอยฮึดทุกทีเวลาเหนื่อยๆ

วันนี้..case ที่เรานัด คือ ครอบครัวนายอำพล มีด้วยกันทั้งหมด 7 คนในครอบครัว ได้แก่ แม่สันที, นางบุญมี, นายอำพล, นายอดุลย์, พระสัญชัย, นายบุญชัย และเด็กชายวิษณุ ซึ่งเป็นลูกของนางบุญมี แต่วันนี้พวกเขามากันแค่ 6 คน ขาดน้องชายคนเล็ก คือ นายบุญชัย ส่วนสถานะเบื้องต้นที่เรากำหนดให้พวกเขา คือ ไม่มีสถานะบุคคลและไร้เอกสารพิสูจน์ตน

เดิมที.."แม่สันที" เกิดที่ทวาย ประเทศพม่า เมื่อปีพ.ศ. 2489 โดยประมาณ ตามคำบอกเล่าของแม่สันที ระบุว่าตนเองมีเชื้อชาติมอญ หลังจากนั้นได้เดินเท้าเข้ามาที่ประเทศไทย ผ่านทางหมู่บ้านบ้านไร่ ตำบลปิล๊อค อำเภอทองผาภูมิ เมื่อประมาณพ.ศ. 2505 และได้พบกับ "พ่อสอน" ซึ่งเป็นคนเชื้อชาติมอญเหมือนกัน และได้แต่งงานกันเมื่อประมาณปีพ.ศ. 2506 ส่วนลูกๆ เกิดที่หมู่บ้านทุ่งก้างย่าง อำเภอไทรโยค จากหมอตำแย ยกเว้นคนเล็กที่เกิดที่โรงพยาบาล เพราะฉะนั้นทำให้ลูกๆ 4 คนแรกของแม่สันทีไม่มีหลักฐานการเกิดแต่อย่างใด

อย่างไรก็ดี ลูกๆ ของนางสันทีทุกคนได้เรียนหนังสือชั้นประถม แม้จะไม่ได้เรียนจนจบจนได้รับวุฒิการศึกษาดังเช่นคนอื่นๆ แต่อย่างน้อยก็เคยศึกษาจนอ่านออก เขียนได้ และทุกคนก็มีหลักฐานยืนยันการเรียนของตัวเอง ซึ่งก็คือ สมุดพก ยกเว้นนางบุญมีที่ไม่มีหลักฐานใดๆ ปรากฏ

นอกจากนี้ แม่สันทียังเล่าว่า..จริงๆ แล้ว ทั้งตัวเองและสามีเคยถือบัตรสีชมพู ออกโดยอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี แต่เนื่องจากการย้ายที่อยู่บ่อยทำให้บัตรของตนสูญหายไป ส่วนพ่อสอนผู้เป็นสามีก็เสียชีวิตไปนานแล้ว

ปัจจุบันแม่สันทีพร้อมทั้งครอบครัวได้ย้ายมาอยู่ที่ ตำบลปากคลองบางปลากด อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นเวลาเกือบ 20 ปีแล้ว อาชีพที่ทำอยู่ คือ การขายเสื้อผ้าบ้าง ขายผักบ้าง เนื่องจากพวกเขาไม่มีบัตรประชาชน จึงทำให้ไม่สามารถสมัครงานที่ใดได้

สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นของครอบครัวนี้เท่านั้น ซึ่งจริงๆ แล้วในรายละเอียดยังมีอีกมากมาย แต่คนนึงที่น่าเป็นกังวลมากที่สุดในวันนี้ คือ เด็กชายวิษณุ หรือ "น้องณุ" ปัจจุบันอายุ 12 ปีแล้ว เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แต่ตัวเองก็ยังไม่มีหลักฐานรับรองการเกิดใดๆ แม้แต่สูติบัตร น้องณุเล่าให้ฟังว่า..ช่วงนี้ทางโรงเรียนถามถึงทะเบียนบ้านกับสูติบัตรตลอดเลย กลัวโรงเรียนไม่ให้เรียนต่อจนจบป.6 พอพูดจบก็น้ำตาคลอ ทำให้นางบุญมีผู้เป็นแม่พลอยร้องไห้ไปด้วยเพราะสงสารลูก นางบุญมีเล่าต่อว่า..น้องณุเป็นเด็กเรียนเก่ง สอบได้ลำดับที่ต้นๆ ของห้องมาโดยตลอด เป็นที่รักของเพื่อนๆ และครูที่โรงเรียน ความใฝ่ฝันสูงสุดของเขาคืออยากเป็น "หมอ"

แม้การสอบปากคำในวันนี้จะจบลงด้วยดี แต่สิ่งที่ยังค้างคาอยู่ในใจ คือ ความรู้สึกสะเทือนใจและความเห็นอกเห็นใจในชะตากรรมของครอบครัวนี้

ณ ตอนนี้ คิดเพียงว่า..เราจะทำอย่างไรดีหนอที่จะให้คนกลุ่มนี้ได้มีสิทธิขั้นพื้นฐานเหมือนคนอื่นทั่วๆ ไป?? ทำอย่างไรดีที่จะให้น้องณุได้เรียนหนังสือจนจบ??

แม้อาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการแก้ไขปัญหาความไร้รัฐไร้สัญชาติให้กับครอบครัวนี้หรือครอบครัวอื่นๆ แต่ตราบใดที่ case หรือเจ้าของปัญหาไม่ละทิ้งปัญหาของตัวเอง และมุ่งมั่นที่จะหาความรู้ใส่ตัวเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหา ข้าพเจ้าเองก็ได้ให้คำมั่นสัญญาแก่ตัวเองเช่นกันว่าจะไม่ละทิ้งพวกเขาเด็ดขาด...