ความรู้เกี่ยวกับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (ตอนที่ 1)
...........................................................................................
เรื่อง ที่ตั้ง ขนาดและรูปร่างของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นจังหวัดที่มีความสำคัญและมีประวัติมาช้านาน ถ้าดูแผนที่ประเทศไทยจะเห็นว่าส่วนที่แคบที่สุดของประเทศไทยก็คือจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นประตูสู่ดินแดนแห่งภาคใต้ของประเทศไทย
1.ที่ตั้ง
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ตั้งอยู่ในภาคตะวันตก (ตามการแบ่งภาคของคณะกรรมการภูมิศาสตร์แห่งชาติ)
1.1 ที่ตั้งสัมพันธ์ (อาณาเขต)
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีที่ตั้งสัมพันธ์หรืออาเขตดังนี้
ทิศเหนือ จดเขตอำเภอชะอำ อำเภอท่ายาง และอำเภอแก่งกระจานจังหวัดเพชรบุรี
ทิศใต้ จดเขตอำเภอประทิว และอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร
ทิศตะวันออก จดอ่าวไทย
ทิศตะวันตก จดประเทศสหภาพเมียนมาร์ (พม่า)
พิจารณาจากที่ตั้งสัมพันธ์แล้วจะเห็นได้ว่า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีแนวพรมแดนที่ติดต่อกับทะเลเป็นแนวยาวทางด้านทิศตะวันออกซึ่งเป็นแนวทางที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ มีแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่ง ประชาชนส่วนหนึ่งที่ตั้งบ้านเรือนบริเวณชายฝั่งทะเล จะประกอบอาชีพการประมง ส่วนด้านความปลอดภัยนั้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกที่อ่าวประจวบและอ่าวมะนาว ซึ่งในครั้งนั้นก็ยากต่อการป้องกันเพราะมีพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง ทางด้านทิศตะวันตกที่ติดต่อกับประเทศเมียนมาร์ เป็นแนวยาวทั้งจังหวัด พรมแดนด้านนี้มักจะมีปัญหาด้านความมั่นคง เพราะในประเทศเมียนมาร์มีชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่ม ที่เป็นปัญาภายในของประเทศเมียนมารืแต่ส่งผลกระทบถึงประเทศไทยเพราะมีพรมแดนติดต่อกัน ส่วนอาณาเขตทางด้านทิศเหนือและทิศใต้ เป็นส่วนที่เปิดสู่จังหวัดอื่นทางถนน
1.2 ที่ตั้งเฉพาะ
ที่ตั้งเฉพาะเป็นที่ตั้งที่กำหนดตามเส้นละติจูดหรือเส้นรุ้ง กับเส้นลองจิจูดหรือเส้นแวง ซึ่งมีตั้งเฉพาะดังนี้
ละติจูดที่ 11 องศา 45 ลิบดาเหนือ ถึง ละติจูดที่ 12 องศา 37 ลิบดาเหนือ
ลองจิจูดที่ 99 องศา 9 ลิบดาตะวันออก ถึง ลองจิจูดที่ 100 องศา 1 ลิบดาตะวันออก
พิจารณาที่ตั้งเฉพาะของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์แล้วจะเห็นได้ว่าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ตั้งอยู่ในเขตละติจูดต่ำ จึงทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยค่อนข้างสูง แต่ก็ไม่ร้อนมากนักเพราะได้รับอิทธิพลจากทะเล ด้านลองจิจูดเป็นเส้นสมมติที่มีความสำคัญในการเทียบเวลามาตรฐานหรือเวลาปานกลางกรีนิซ แต่ประเทศไทยเราไม่มีปัญหาเรื่องการเทียบเวลามาตรฐาน เพราะประเทศไทยใช้ค่งลองจิจูดเดียวกันทั้งประเทศเทียบเวลาปานกลางกรีนิชคือค่าลองจิจูดที่ 105 องศาตะวันออก
2. ขนาดและรูปร่างของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีพื้นที่ประมาณ 6,357.62 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 3,973,512.50 ไร่ เป็นพื้นที่เพื่อการเกษตร 1,250,837 ไร่ (31.43 % ) พื้นที่ป่าไม้ 794,219 ไร่ (19.96 %) ที่เหลือเป็นพื้นที่ไม่ได้จำแนก 1,934,706 ไร่ (48.31%)
รูปร่างของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีลักษณะรูปร่างยาวและแคบตามแนวเหนือใต้ ลักษณะความยาวของพื้นที่ตามแนวเทือกเขาตจะนาวศรีด้านทิศตะวันตกจากเหนือจดใต้ยาวประมาณ 180 กิโลเมตรโดยเส้นตรง และความยาวตามเส้นทางถนนเพชรเกษมยาวประมาณ 212 กิโลเมตร และความตามแนวชายฝั่งด้านทิศตะวันออกยาวประมาณ 222.8 กิโลเมตร ส่วนที่แคบที่สุดของประเทศไทยก็อยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อยู่ในเขตตำบลคลองวาฬ อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ คือวัดจากชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกตรงบ้านหว้าโทนไปจดชายแดนประเทศเมียนมาร์ที่ด่านสิงขรด้านทิศตะวันตกกว้างเพียง 12 กิโลเมตร ส่วนที่กว้างที่สุดของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์อยูที่อำเภอหัวหินกว้างประมาณ 60 กิโลเมตร
3. ลักษณะภูมิประเทศของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วๆ ไปของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีความลาดเอียงจากทิศตะวันตกซึ่งเป็นเทือกเขาตะนาวศรีอันเป็นเทือกเขาที่กั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเมียนมาร์ ลาดลงสู่ด้านทิศตะวันออกซึ่งเป็นอ่าวไทย ด้านตะวันตกเป็นภูเขาสลับซับซ้อน พื้นที่ราบส่วนมากเป็นที่ราบเชิงเขา บางตอนเป็นที่ราบต่ำ มีทั้งที่เป็นป่าทึบ ป่าโปร่ง ลำห้วย ลำคลอง ภูเขานอกจากทางด้านทิศตะวันตกแล้ว ทางด้านชายฝั่งทะเลด้านทิศตะวันออกก็มีภูเขาเป็นหย่อมๆ ทั้งในทะเลและชายฝั่งทะเล ภูเขาทางด้านทิศตะวันตกส่วนใหญ่เป็นภูเขาหินแกรนิต ส่วนภูเขาด้านทิศตะวันออกเป็นภูเขาหินปูน ดินโดยทั่วไปเป็นดินร่วนปนทราย บางแห่งมีหินลูกรังปนอยู่ด้วย
เทือกเขาที่สำคัญได้แก่ เทือกเขาสามร้อยยอด ซึ่งมีความสูงโดยเฉลี่ยของเทือกเขาด้านตะวันออกประมาณ 750 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลสูงสุด 1,215 เมตร ต่ำสุด 306 เมตร ส่วนความสูงจากระดับน้ำทะเลแถบชายฝั่งตะวันออกโดยเฉลี่ยประมาณ 1-5 เมตร จะเห็นได้ว่าพื้นที่มีความลาดค่อนข้างสูง ดังนั้นจึงเกิดมีลำห้วยกระจัดกระจายทั่วไป ในทะเลอ่าวไทยใกล้ชายฝั่งมีเกาะเล็กเกาะน้อย จำนวน 17 เกาะ อยู่ในท้องที่อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ 8 เกาะ อำเภอหัวหิน 3 เกาะ และอำเภอบางสะพานน้อย 3 เกาะ มีประชาชนอาศัยอยู่ 2 เกาะ ได้แก่ เกาะจาน (มีรังนกนางแอ่น) และเกาะทะลุ ทางด้านตะวันตกของจังหวัดมีลักษณะเป็นป่าตลอดแนวเขตจังหวัด ไม้ที่สำคัญได้แก่ ไม้ยาง ยูง ตะแบก ตะเคียน จำปา นาคบุตร
แม่น้ำตามธรรมชาติที่สำคัญของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มี่ดังนี้คือ
1. แม่น้ำปราณบุรี ต้นน้ำเกิดจากเขาพะเนินทุ่ง เขามะเร็วในจังหวัดเพชรบุรี โดยมีแม่น้ำห้วยสัตว์ใหญ่ ห้วยสัตว์เล็ก ห้วยป่า ห้วยป่าเลา ห้วยสะตือ และห้วยโสก ไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำปราณบุรี ต้นน้ำไหลจากทิศเหนือลงทิศใต้ของจังหวัดเพชรบุรี เข้ามาในเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์แล้วไหลวกไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ผ่านบ้านทุ่งพลายงามไหลวกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเลียบไประหว่างเขาดวงหุบผึ้ง และเขาเตย วกกลับไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ผ่านบ้านเขาน้อย บ้านวังพงศ์ ออกสู่ทะเลอ่าวไทยที่ปากน้ำปราณบุรี แม่น้ำสายนี้มีน้ำไหลตลอดปี มีความยาวประมาณ 135 กิโลเมตร
2. แม่น้ำกุยบุรี มีต้นน้ำเกิดจากภูเขาทางทิศตะวันตก ซึ่งกั้นเขตแดนไทยกับพม่า และเขากระโลงฟาง โดยเกิดเป็นคลองกุยขนาดเล็ก 2 สายไหลขนานกันลงไปทางทิศใต้ แล้วรวมกันเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่ขึ้น ไหลไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านบ้านยางชุม บ้านไร่บน บ้านปลายน้ำ บ้านวังยาว แล้วไหลลงสู่ทะเลอ่าวไทยที่บ้านปากคลองเกลียวซึ่งมีน้ำขังตลอดทั้งปี แม่น้ำสายนี้มีความยาวประมาณ 25 กิโลเมตร
3. แม่น้ำบางสะพาน ต้นกำเนิดจากคลองทอง คลองเตย ห้วยขนาน ห้วยยายขวาง ไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำบางสะพาน ซึ่งห้วยและคลองเหล่านี้เกิดจากเขาหินดาด เขาวังตะแบก เขาแดนใหญ่ และเขากะทะครอบ ไหลจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออกผ่านบ้านวังยาว ออกสู่ทะเลอ่าวไทยบริเวณใต้อำเภอบางสะพาน มีความยาวประมาณ 40 กิโลเมตร
4. คลองกรูด อยู่ในเขตบางสะพานช่วงเหนือที่ติดต่อกับช่วงตอนใต้ของอำเภอทับสะแก มีต้นกำเนิดมาจากห้วยกำยาน ซึ่งไหลมาจากเขาใหญ่ รวมกับลำห้วยเล็กๆ ที่ไหลมาจากเขาหินดาดแล้วมารวมกันเป็นคลองกรูด ไหลผ่านบ้านหนองหญ้าปล้อง ออกสู่ทะเลอ่าวไทยที่บ้านทางสาย มีความยาวประมาณ 25 กิโลเมตร
5. คลองบางนางรม มีความยาวประมาณ 20 กิโลเมตรอยู่ในเขตอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์
4. เรื่อง โครงสร้างทางธรณีวิทยาของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ลักษณะทางธรณีวิทยาของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทางด้านทิศตะวันออกจะเป็นที่ราบกว้างกว่าทางทิศตะวันตกเป็นแหล่งเกษตรกรรมและการประกอบอาชีพที่สำคัญของจังหวัด ประกอบด้วยกรวด ดินตะกอน โคลน ที่ถูกน้ำพัดมาทับถมตามที่ราบชายฝั่ง บริเวณที่ราบชายฝั่งตะวันออกมีภูเขาเตี้ยๆ เป็นหย่อมๆ เป็นภูเขาหินปูน เช่น เขาตาม่องล่าย เขาเต่า เขาไกรลาส เขาล้อมหมวก เกาะทะลุ เกาะหลัก เขาสามร้อยยอด เขาตะเกียบ เกาะจาน เป็นหินสีเทา บางแห่งพบเป็นสีเทาอมน้ำเงิน อมเหลืองและอมขาว เป็นทั้งหินปูนเนื้อแน่นเป็นชั้นที่มีบรรพชีวิน ส่วนชั้นล่างของพื้นดินแทรกสลับด้วยหินทราย ลูกรัง หินกรวดเหลี่ยม พวกหินปูน
บริเวณใกล้เชิงเขาทางตะวันตกเป็นที่ราบเก่าซึ่งประกอบไปด้วยชั้นของกรวด ทราย หินมน หินควอร์ต หินชนวน หินทราย และหินแกรนิตที่สะสมตัวตามไหล่เขานอกจากนี้บางแห่งยังพบดินลูกรังอยู่ข้างบนหรือที่ระดับสูงในบางบริเวณ
5. เรื่อง ลักษณะภูมิอากาศของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นบริเวณหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลของความแตกต่างระหว่างพื้นดินอันกว้างใหญ่ของทวีปเอเชียและพื้นน้ำอันไพศาลของมหาสมุทรทางตอนใต้ นั่นคือปัจจัยที่ทำให้เกิดลมมรสุมในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้หรือมรสุมฤดูร้อน ซึ่งเป็นลมที่มีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพของประชากรในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มากที่สุด ส่วนลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือหรือมรสุมฤดูหนาวทำให้เกิดความหนาวเย็น
นอกจากลมมรสุมแล้ว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ยังตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้นมีโอกาสรับแสงอาทิตย์เต็มที่ตลอดทั้งปี ดังนั้นจึงทำให้จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นเขตที่มีอุณหภูมิสูงตลอดทั้งปี แต่ในอากาศยังมีความชื้นหรือไอน้ำมาก เพราะได้รับอิทธิพลจากทะเล สรุปแล้วจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีลักษณะอากาศแบบร้อนชื้น
ปัจจัยทางธรรมชาติที่มีอิทธิพลต่อภูมิอากาศของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
1. ลมมรสุม ลมมรสุมเกิดจากความแตกต่างระหว่างพื้นดินอันกว้างใหญ่ของทวีปเอเชียกับพื้นน้ำอันไพศาลในมหาสมุทรทางตะวันออกและทางใต้ของทวีป จึงเกิดลมพัดถ่ายเทระหว่างพื้นดินกับพื้นน้ำ ลมมรสุมที่พัดผ่านจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มี 2 ชนิด คือ
1.1 ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ พัดเข้าสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ประมาณปลายเดือนพฤษภาคม-เดือนตุลาคม เป็นลมฝนพัดมาจากทะเลอันดามันในมหาสมุทรอินเดีย ช่วงที่ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดผ่านจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จะทำให้มีฝนตกแต่ปริมาณน้ำฝนค่อนข้างน้อยเพราะมีแนวเทือกเขาตะนาวศรีกั้นทิศทางของลม จังหวัดประจวบคีรีขันธ์จึงเป็นเงาฝนแต่อย่างไรก็ตามอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้นี้เป็นแหล่งที่มาของน้ำที่ใช้เลี้ยงชีพและทำการเกษตรให้มากที่สุดของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
1.2 ลมมรสุมตะวันตกเฉียงเหนือ พัดเข้าสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ประมาณเดือนพฤศจิกายน-เดือนกุมภาพันธ์ เป็นลมหนาวพัดเอาความหนาวเย็นจากทางเหนือมาสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
2. พายุหมุน พายุหมุนนับเป็นอิทธิพลทางธรรมชาติชนิดหนึ่งที่ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำฝนให้จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พายุหมุนที่มีอิทธพลต่อจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ส่วนใหญ่เป็นเพียงหางหรือหย่อมความกดอากาศ พายุหมุนที่เคยมีอิทธิพลสูงสุดเท่าที่ผผ่านมาในเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ก็มีในปี พ.ศ.2532 ในวันที่ 3-4 พฤศจิกายน 2532 ได้เกิดพายุไต้ฝุ่นลูกหนึ่งชื่อ "เกย์" พายุไต้ฝุ่นเกย์ได้พัดผ่านอ่าวไทยขึ้งฝั่งที่อำเภอประทิว จังหวัดชุมพร และอำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก่อให้เกิดความเสียหายให้จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นอย่างมาก พายุหมุนส่วนใหญ่ที่มีอินธิพลต่อจังหวัดประจวบคีรีขันธ์จะเกิดในทะเลจีนใต้ ซึ่งนานๆ จะมาสักครั้งหนึ่ง เพราะส่วนใหญ่พายุดังกล่าวจะก่อตัวในทะเล แล้วพัดเข้าหาฝั่งในทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือแล้วมักจะพัดเข้าสู่ประเทศเวียดนาม ส่วนพายุไซโคลนที่เกิดในมหาสมุทรอินเดียจะมีอิทธิพลในช่วงต้นฤดูฝน และจะมีอิทธิพลน้อยกว่าพายุที่เกิดมาจากฝั่งตะวันออก
3. ร่องมรสุม ร่องมรสุมเป็นแนวปะทะระหว่างลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กับลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนมากจะพาดผ่านจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในช่วงปลายฤดูฝน ในขณะเกิดร่องมรสุมมักมีพายุฟ้าคะนองแต่เกิดในช่วงสั้นๆ ไม่เกิน 1 สัปดาห์
4. หย่อมความกดอากาศ หย่อมความกดอากาศมี 2 ชนิด คือ
4.1 หย่อมความกดอากาศต่ำ โดยทั่วไปมักเกิดทางชายฝั่งเวียดนามแล้วพาดผ่านมาทางใต้ บางครั้งก็พาดผ่านมาถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ บางครั้งก็เกิดในอ่าวไทยตอนล่าง ตามปกติหย่อมความกดอากาศต่ำจะทำให้เกิดฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน มักเกิดในช่วงปลายฤดูฝน
4.2 หย่อมความกดอากาศสูง มีแหล่งกำเนิดจากตอนเหนือของประเทศจีนหรือในทวีปเอเชียภาคเหนือ หย่อมความกดอากาศสูงนี้จะพัดเข้ามาปกคลุมและมีอิทธิพลต่อจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นระยะๆ ช่วงที่หย่อมความกดอากาศสูงมีอิทธิพลจะทำให้อากาศแห้งแล้งและหนาวเย็นเป็นฤดูหนาว
6. เรื่อง ลักษณะภูมิอากาศของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
1. ฤดูกาล
ลักษณะอากาศของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์อยู่ในเขตมรสุม (ร้อนชื้น) อากาศโดยทั่วไปไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป ความชื้นอากาศปานกลางเนื่องจากอยู่ใกล้ทะเล จำแนกฤดูกาลได้ 3 ฤดูดังนี้
1.1 ฤดูฝน จะเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน ถึงต้นเดือนพฤศจิกายน ระยะเวลาประมาณ 5 เดือน โดยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งพัดมาจากมหาสมุทรอินเดีย เมื่อลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมประเทศไทยและร่องความกดอากาศต่ำเลื่อนลงมาพาดผ่านจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จะทำให้มีฝนตกทั่วไป อย่างไรก็ตามการเริ่มฤดูฝนอาจช้าหรือเร็วกว่ากำหนดนี้ได้ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความแปรปรวนของสภาวะอากาศ
1.2 ฤดูหนาว ฤดูหนาวเริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม รวม 3 เดือน เมื่อลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดเข้าสู่ประเทศไทย จะนำเอาความหนาวเย็นจากจีนหรือทางตอนเหนือของทวีปเอเชียมาสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
1.3 ฤดูร้อน ฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม รวม 4 เดือน ในระยะนี้ลมฝ่ายใต้และตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมประเทศไทย และเป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์โคจรจากซีกโลกใต้ขึ้นไปทางซีกโลกเหนือ จึงมีอิทธิพลทำให้อากาศร้อนขึ้น
2. อุณหภูมิ
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีอุณภูมิเฉลี่ยตลอดปีไม่สูงมากนักอุณหภูมิจะอยู่ในช่วง 27-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุดประมาณ 32.0 องศาเซลเซียส ต่ำสุด 23.3 องศาเซลเซียส เพราะได้รับอิทธิพลจากทะเล เดือนที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดอยู่ในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือว่าจะพัดผ่านมาในช่วงใด เดือนที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดของปีจะอยู่ในเดือนเมษายน
3. ความชื้นสัมพัทธ์
ความชื้นสัมพัทธ์ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์จะใกล้เคียงกับส่วนอื่นๆ ของประเทศ กล่าวคือความชื้นสัมพัทธ์จะสูงมากในช่วงฤดูฝน และความชื้นสัมพัทธ์จะต่ำในช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อน ความชื้นสัมพัทธ์โดยเฉลี่ยทั้งปี 76.3 % ความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยสูงสุด 87.5 % และต่ำสุดเฉลี่ย 61.6 % ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าปีใดที่มีฝนตกมากความชื้นสัมพัทธ์ก็สูง ช่วงความชื้นสัมพัทธ์ต่ำส่วนใหญ่อากาศจะหนาว
4. ปริมาณน้ำฝน
ปริมาณน้ำฝนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำ เนื่องจากที่ตั้งของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นเขตเงาฝน แต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ยังมีความชื้นจากไอน้ำในทะเลช่วย จึงทำให้อากาศไม่ร้อนจัดมากนัก ปริมาณน้ำฝนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อยู่ในช่วง 716.4 ถึง1,581 มิลลิเมตร เดือนที่มีฝนตกมากที่สุดจะอยู่ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน เดือนที่มีปริมาณฝนน้อยที่สุดจะอยู่ในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม
พื้นที่ที่มีโอกาสฝนตกมากเกินกว่า 120 วัน/ปี ได้แก่ท้องที่อำเภอทับสะแก อำเภอบางสะพาน และอำเภอบางสะพานน้อย ส่วนพื้นที่ที่มีโอกาสฝนตกระหว่าง 80 - 120 วัน/ปี ได้แก่ท้องที่อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ อำเภอกุยบุรี กิ่งอำเภอสามร้อยยอด อำเภอปราณบุรี และอำเภอหัวหิน

ระเอียดยิบเลย ๆ ชอบๆ
รายละเอียดดีจัง หางานเกือบครบ
ชอบมากเดี๋ยวมาเล่นอีกนะ