** ข้อคิดที่ได้จากการเยือนครั้งนี้ ย้ำตรงนี้ว่า เป็นข้อคิดเห็นส่วนตัว
1. เป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอินเดีย เนื่องจากเป็นการเยือนระดับสูง มีทั้งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจและผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไปด้วย ทำให้มีโอกาสได้พบกับบุคคลสำคัญของภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้มีการหารือและสานต่อความสัมพันธ์ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจในระดับสูง ที่อาจนำไปสู่การเยือนระดับสูงและโครงการต่างๆ ในอนาคตอีกหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในอินเดีย การพัฒนาการขนส่งทางบกและอากาศระหว่างกัน การพัฒนาภาคบริการรวมทั้งโครงการท่องเที่ยว
2.ในส่วนของภาคเอกชน ได้มีการจัดให้พบกันระหว่างเอกชนของทั้งสองประเทศอย่างกว้างขวางในสาขาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นก่อสร้าง อุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ อุตสาหกรรมไฟฟ้า ธุรกิจเคมีภัณฑ์ สิ่งทอ สปา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจอาหาร การแปรรูปอาหาร ฯลฯ ทำให้ได้เรียนรู้ถึงศักยภาพของกันและกัน ได้เชื่อมต่อและสร้างเครือข่ายของนักธุรกิจของทั้งสองประเทศซึ่งเป็นโอกาสที่ดีมาก เพราะนักธุรกิจไทยที่ไปครั้งนี้ กับนักธุรกิจอินเดียที่มาร่วมงานล้วนเป็นระดับผู้บริหารและเจ้าของกิจการมาเอง
3. ทำให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนได้เห็นถึงโอกาส ลู่ทางและอุปสรรคของการค้าขายระหว่างทั้งสองประเทศซึ่งเมื่อเห็นแล้วก็มีข้อสรุปและข้อเสนอแนะตลอดจนทางออกที่จะใช้ในการพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับอินเดียให้ดียิ่งขึ้นได้ต่อไป
4. ข้อเสนอที่น่าสนใจก็คือการเสนอแก้กฏระเบียบทางการค้าทั้งของไทยและอินเดีย เช่นเรื่องภาษีวัตถุดิบ การเสียภาษีซ้อน การลดภาษีระหว่างกันเพิ่มขึ้น การตั้งธนาคารไทยในอินเดียเพิ่มขึ้น การสร้างกลไกในอินเดียที่จะช่วยเป็นสื่อกลางสำหรับนักธุรกิจไทยและอินเดียเช่นสภาหอการค้าไทยในอินเดีย เป็นต้น
5. เป็นการสร้างขวัญกำลังใจกับนักธุรกิจไทยที่ไปลงทุนในอินเดียแล้วมั่นใจว่ารัฐเริ่มเห็นความสำคัญของตลาดนี้ สำหรับนักธุรกิจไทยที่ไปร่วมคณะเยือนด้วยแต่ยังไม่ได้ไปบุกอินเดียก็ถือเป็นการปูทางที่ดี ทำให้มั่นใจว่าภาครัฐเอาจริงและพร้อมที่จะสนับสนุนส่งเสริมและผลักดันตลาดนี้
6. เป็นการยืนยันว่าอินเดียยังเป็นประเทศแห่งความเหลือเชื่อ ตลาดอินเดียยังเป็นตลาดที่ยังเติบโตได้อีกมาก และมีศักยภาพโดยเฉพาะสำหรับนักธุรกิจไทย ซึ่งคนอินเดียมีความนิยมชมชอบประเทศไทย ชอบคนไทย ชอบสินค้าไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หากคนไทยเปลี่ยนทัศนคติต่อประเทศอินเดีย ต่อคนอินเดียได้ ก็จะเห็นโอกาสและลู่ทางที่เปิดและรออยู่อีกมาก
สรุป หลังจากการเยือนในลักษณะโร๊ดโชว์นี้แล้ว จากนี้ไป.......ก็อยู่ที่การติดตามและผลักดันให้สิ่งดีๆ ที่เกิดจากการเยือนนี้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป เพื่อประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ
........................................................................
** ความเห็นส่วนตัว
สวัสดีค่ะ
รออ่านจนจบทั้งสองตอน
ทำให้ได้รับทราบความก้าวหน้า
และสัมพันธภาพระหว่างสองประเทศ
ซึ่งนับวันจะเจริญขึ้นไปเรื่อยๆ
เป็นนิมิตหมายอันดี และการมีเพื่อนบ้านที่ดี
หวังว่าพี่โยคีคงสบายดีนะคะ
แม้งานจะหนักไปสักหน่อย
โยคีน้อย
"อินเดีย ขุมทรัพย์ใต้กองขยะ" หาได้ที่ซีเอ็ด :)
กลับมาบอกว่า
หาซื้อมาแล้ว
กำลังคุ้ยขุมทรัพย์ในเล่มอยู่
จบแล้วจะบอกค่ะ และจะบอกต่อด้วย
เพราะอุปสรรคเบื้องต้นคือทัศนคติลบที่มีต่ออินเดียและคนอินเดีย จึงอยากให้ลองอ่านการนำเสนอเพื่อเปลี่ยนมุมมองตรงนี้
สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับการสานต่อนโยบายของทางรัฐบาลและทาง กต. ว่าจะนำผลจากการ Roadshow มาก่อให้เกิดประโยชน์หรือเปล่า
กาแล็กซีทางช้างเผือก
ภาครัฐมีส่วนสำคัญ แต่ต้องอาศัยทุกหน่วยงานบุกไปในทิศทางเดียวกันและพร้อมกันครับ เช่นกระทรวงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น พาณิชย์ อุตสาหกรรม เกษตร วัฒนะรรม การท่องเที่ยว คมนาคม ฯลฯ
ส่วนเอกชน ก็ต้องกล้าทดลองไปเจาะตลาดใหม่นี้โดยร่วมมือใกล้ชิดกับภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการบอกปัญหาอุปสรรคต่างๆ
อย่างไรก็ดี ทั้งหมดนี้ อยู่ที่ความนิ่งของการเมืองไทยด้วยครับ :)
บุษรา
ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่ให้ครับ