ผลผลิตจากการศึกษา น้อมนำมาบูชาพระคุณครู


หากชีวิตนี้ ไม่มีครูผู้เมตตาสอนสั่ง ข้าพเจ้าบอกได้เต็มปากเลยว่า ไม่มีข้าพเจ้ายืนทำงานอยู่ ณ ตรงนี้แน่แท้เจ้าค่ะ

จากการปั่นความรู้ในบันทึก

ระบบการศึกษาไทย ทำไมถึงเป็นแบบนี้...?

http://gotoknow.org/blog/q-a/302664

ของท่านสุญญตา

ท่านเมตตาให้พิจารณาตนเอง

 

วิสัชนา...

ถ้าอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ขอให้ "เสียสละ" เวลาย้อนกลับไป "พิจารณา" ตนเอง
เพราะตนเองนี้เป็น "ผลผลิต" จากระบบการศึกษาที่เปลี่ยนไปเป็นอย่างนั้น

 

จึงปั่นเกลียวออกมา แล้วมาแลกเปลี่ยนที่นี่

_________________________________

 

เมื่อก่อนตอนที่เข้าโรงเรียน

เพราะพ่อแม่ ท่านอยากให้รู้หนังสือ จะได้ไม่โง่

ไปรู้จักเพื่อน จะได้ไม่เหงา

ไปเรียนจากครูเพื่อให้รู้ว่านอกจาก พ่อ แม่แล้ว ก็มีผู้อื่น

ที่พร้อมจะสั่งสอนให้เป็นคนดีได้เช่นกัน

 

พ่อ แม่ ยอมรับว่า หนูไม่รู้ (หนูโง่นั่นเอง)

พอไปโรงเรียนประถม ครูสอนทำนา แหมตอนนั้น ไม่มีงง ไม่มีสงสัย ครูสอนว่า ทำนาทำแบบนี้ ดำนา ดำแบบนี้ เกี่ยวข้าว เกี่ยวแบบนี้ แล้วช่วงว่างจากทำนาก็ปลูกผักสวนครัว

 

ท่านก็สอนทำแปลงผัก โอ้ ก็ไม่สงสัยอีกนั่นแหละเจ้าค่ะ เพราะเป็นเรื่องที่ยังไม่รู้ ทำตอนแรก แปลงผักก็เบี้ยว ๆ ผักก็เหลือง ๆ แต่พอนาน ๆ ไป ครูแนะนำว่า ลองเอาขี้วัว ขี้ควาย มาใส่ อะ มันก็งามขึ้น ผักที่ได้ ก็เอามาทำอาหารกลางวัน ชีวิตตอนประถมมันสนุกมาก ๆ เจ้าค่ะ

 

ช่วงเทศกาลกีฬา

ก็ซ้อมกีฬา วิ่งปลุกเพื่อนตั้งแต่ตีสี่ มาวิ่งรอบหมู่บ้านและโรงเรียน ซ้อมเอาจริงเอาจัง ซะจนได้ชัยชนะ   ตอนนั้นก็ไม่คิดรู้แต่ว่าต้องซ้อม ๆ ต้องพาเพื่อน ๆ ซ้อม ใครไม่ซ้อม แต่เราก็จะซ้อม ซ้อมแล้วเราแข็งแรง ซ้อมแล้วเราพร้อม สำหรับการเเข่งขัน

 

เคยแข่งแพ้แล้วร้องไห้

คุณครูก็สอนว่า เราต้องหัดมีน้ำใจนักกีฬา ปีนี้แพ้ ปีหน้าเอาใหม่

 การแข่งขัน มีตลอด แพ้ครั้งเดียวเอามาเป็นบทเรียน อย่าท้อ

 

ตอนนั้นกำลังใจมันมา อย่างหนักแน่น ปีถัดมา ตั้งใจซ้อม ศึกษาเทคนิค เรียนรู้คู่ต่อสู้ ฝึกแก้เกม ฝึกฝนท่าไม้ตายจนได้ชัยชนะ

 

กีฬาสอนคนได้จริง ๆโดยเฉพาะคนที่ยอมรับว่า โง่ และยอมรับความพ่ายแพ้แล้วลุกขึ้นมาปรับปรุงตนเอง

 

ว่างจากกิจกรรมเหล่านี้ ก็มีเล่นดนตรี พอมาร่วมวงดนตรี ก็สนุกอีกแบบที่หัดเล่น เพราะว่า มันเล่นไม่เป็น จึงมาฝึกฝน จนได้ไปแสดงในงานต่าง ๆทำให้เป็นเด็กที่กล้าแสดงออกมีงานที่ไหน ก็จับไมค์กันไปตามเรื่องตามราว

 ตอนนั้นคาราโอเกะ ไม่รู้จักค่ะ รู้แต่ว่า ร้องเป็นแต่บนเวทีและกับวงดนตรีโรงเรียน

 

พอมามัธยม คราวนี้ ย้ายมาเรียนห่างเพื่อนมาก เหมือนเปลี่ยนสังคม ดนตรีก็เลิกไป เล่นกีฬาอย่างเดียว กะ เอาดีทางกีฬาเลยชีวิตนี้ แบบว่า เรียนไม่มา กีฬาไม่ขาด การเรียนตกต่ำ แทบจะติด ศูนย์ แต่กีฬานี้โดดเด่น ระดับจังหวัด เพราะถือดีว่า แค่เก่งกีฬาอย่างเดียวก็พอ

 

วันหนึ่ง แขนเกิดอุบัติเหตุ ด้วยความถือดี เล่นกีฬาแบบไม่วอม

ตบลูกวอลเล่ย์บอลเต็มแรง หัวไหล่หลุด

 

 หลังจากวันนั้น จากเดิมที่ตบได้เต็มแรง เล่นได้ดี เป็นหัวหน้าทีม นำลูกทีมได้ เป็นศูนย์รวมของทีม เพราะความเชื่อมั่นและทุ่มเท กลายเป็นเล่นไม่ได้ ไม่กล้าตบเพราะการบาดเจ็บ ทนตบ ทุกครั้งก็มีการบาดเจ็บจนเพื่อนร่วมทีมเป็นกังวล ทุกข์ทรมาร ยอมรับการบาดเจ็บแต่ไม่ยอมแพ้ ปรับใหม่ มาหัดตบด้านซ้ายข้างที่ไม่ถนัด แต่ด้วยความที่เป็นข้างที่ไม่ถนัด ก็เพียงเล่นได้บ้าง

แต่ก็ไม่เด็ดขาด ตลอดการพัฒนาตนเอง โค๊ท ท่านเมตตาให้โอกาส ดูแล เอาใจใส่อย่างใกล้ชิด เห็นความตั้งใจเรา ท่านก็ไม่หยุดหย่อน

 

เพราะเอาดีทางกีฬาไม่ได้  ตัดใจหันหลังให้กีฬา หันมาเอาดีเรื่องเรียนอดทนตั้งใจ ฝึกฝนพากเพียร

เพราะไม่ใช่เด็กเก่ง ที่ผ่านมาไม่เคยตั้งใจเรียน มันเหนื่อยมาก ๆ กว่าที่จะอดทน พัฒนาตนเองขึ้นมา

ตารางเวลาใช้ชีวิตและอ่านหนังสือ ถูกกำหนดขึ้นมา อ่านให้มากจัดสรรเวลาให้เหมาะกับตนเอง และกราบขอโอกาสจากพ่อ และแม่ในการอดทนพากเพียร ปรับตารางชีวิตใหม่ ตอนแรก ๆ พ่อกับแม่ก็ งง ๆ

 

เพราะข้าพเจ้าชอบไปนั่งอ่านหนังสือในซอกเล็ก ๆ ที่นั่งได้อย่างเดียว ในซอกของห้องนอน เพื่อท่องตำรา เย็บผ้าม่านปิด พ่อกับแม่เคยขึ้นมาแล้วหาไม่เจอ เป็นอันโกลาหลกันพอควร เพราะท่านหาข้าพเจ้าไม่เจอ บางทีเสาร์อาทิตย์หลบไปทุ่งนาหลังบ้าน ปีนต้นไม่ท่องตำรา อืม นึก ๆ แล้วก็ขำ ทำทุกวิถีทางให้จำได้และไม่ง่วง เพราะตอนนั้นลงมือกระทำแบบโง่ ๆ คิดได้ปุ๊บทำเลย ผลเป็นไง ว่ากันอีกที (แต่ทำไมพอโตมาแล้ว คิดมาก) ขอเพียงตนเองพัฒนาขึ้น เข้าใจบทเรียนมากขึ้น

 แต่แล้วมหัศจรรย์ความอดทนก็ปรากฏ ด้วยคำแนะนำและการประคับประคองของพ่อ แม่ และครูทั้งด้านกีฬาและด้านการเรียน เกรดเฉลี่ยที่เป็นผล ที่ชี้วัด ความอดทนอย่างหยาบ ก็ปรากฏ จนประจักษ์

พอมองย้อนไป เกรดเฉลี่ยตอนมัธยม นั้นเหมือนกราฟแบบ S shape จากเดิมที่ต่ำจนจมดิ่งแล้วพุ่งตัวขึ้นสูงอย่างรวดเร็วจนน่าแปลกใจ

เพราะอะไรหน่ะเหรอเจ้าค่ะตอนนั้น ยอมรับว่าตนเอง ไม่รู้ และให้ความสำคัญกับการเรียนน้อยกว่ากีฬา แต่พอเปิดใจ ยอมรับว่า เรายังไม่ลงฝึกฝนตนเอง ในการเรียนเลยนะ เรายังไม่ลอง แล้วจะรู้ได้ไง

อืม.....พอลองแล้ว ความพากเพียรอย่างอดทน ก็ส่งผล ให้มีสิทธิ์ สอบผ่าน ในคณะดี ๆ มีโอกาสในการเลือกเรียน สาขา ที่ต้องใช้คะแนนมากพอสมควร

        พอเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัย สังคมมหาวิทยาลัย ทำให้เด็กบ้านนอกคนหนึ่ง ที่พึ่งหัด ออกจากบ้าน เข้าสู่สังคมเมืองใหญ่อย่างอิสระ ง่ายมาก ที่จะหลงระเริงในภาพมายา ที่ไม่คุ้นเคย การเรียน ก็ไม่โดดเด่น เพราะโดยธรรมชาติ ไม่ใช่คนฉลาด ที่ได้มาทั้งหมดทั้งสิ้น ความความขยัน พอ ความขยันน้อยลงผลที่ปรากฏ ก็คือ การเล่าเรียนแค่ ลุ่ม ๆ ดอน ๆ

 หลงระเริงกับกิจกรรม มากมายในมหาวิทยาลัยหลงลืม ทางบ้าน ที่คอยให้การสนับสนุน

 

        จนใกล้จะจบการศึกษามีท่านอาจารย์ที่เมตตา มาให้โอกาส

ในการเรียนรู้ในช่วงปิดภาคเรียน เป็นเหมือนเเสงสว่าง ในความมืด

จากเดิมที่ หลงไปท่างโน้นที่หลงไปทางนี้ที สะเปะ สะปะ มืดบอด กับสังคม มายา

 

ท่านส่องทางมา ให้ฝึกฝนตนเอง ให้มีโอกาสใช้เครื่องมือ ท่านอดทน สั่งสอนศิษย์ผู้โง่ ขอย้ำว่าโง่มาก ๆ

 

เพราะวิชาเรียนก็ ไม่ค่อยใส่ใจถามอะไรก็ตอบไม่ได้ มีอย่างเดียวที่ท่านอาจารย์บอกว่า ข้าพเจ้ามีดีอยู่อย่างเดียวคือ ความอดทน (อึด)

 

ตลอดระยะเวลาที่ท่านอดทนสั่งสอนศิษย์ผู้โง่อย่างข้าพเจ้า หันมองกลับไปแล้ว ถ้าไม่ได้ท่าน ดึงรั้งออกมาจากความโง่ ชีวิตนี้ คงย่ำแย่ มืดบอดเป็นเพียง บัณฑิตโง่ ๆ คนหนึ่ง ที่จบไปตามเกณฑ์โลก ๆ ทั่ว ๆไปหาประโยชน์อะไรไม่ได้ หรืออาจจะเป็นเด็กโง่ ๆ ที่ไม่รู้จะเรียนจบการศึกษารึเปล่าก็ยังไม่รู้

 

ด้วยแนวทางที่ท่านอาจาย์วางไว้ให้ ท่านมองการไกลขนาดให้ศึกษาในระดับที่สูงขึ้น แม้ท่านจะเหนื่อยยากเพียงใด ท่านก็เคี่ยวเข็น สอนทั้งเรื่องวิชาการ ทั้งเรื่องการดำเนินชีวิต ขอขอบพระคุณ ท่านอาจารย์ที่สั่งสอนวิชาความรู้ บ่มเพาะความสามารถ ให้นำมาใช้ในการประกอบอาชีพการงานในปัจจุบัน ใบเบิกทางที่ ท่านอาจารย์ให้มา ช่วยเปิดโอกาส ให้ศิษย์มากมาย ศิษย์ขอน้อมบูชาคุณความดีและความอดทนทั้งหมดทั้งมวลนี้ ด้วยใจที่นอบน้อมบูชา

 

หากชีวิตนี้ ไม่มีท่าน ข้าพเจ้าบอกได้เต็มปากเลยว่า ไม่มีข้าพเจ้าที่ยืนทำงานอยู่ตรงนี้เป็นแน่แท้เจ้าคะ

 

สำหรับพระคุณครู ทุกท่านที่อดทนสั่งสอนให้ศิษย์ผู้นี้ มีโอกาสได้เรียนรู้ทุกบททุกบาทในชีวิต ศิษย์ขอมอบคุณความดีในการสร้างศิษย์นี้แด่ครู

 

คุณความดีทั้งหมดที่ข้าพเจ้าได้ทำมาขอน้อมบูชาแด่ครูทุกผู้ทุกคนเจ้าค่ะ

 

^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^

 

เส้นทางการศึกษาที่ผ่านมาก็เป็นเช่นนี้

ลงทุนด้วยการใช้ตนเอง มาทั้งชีวิต

ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ข้าพเจ้า

ก็เป็นอีกหนึ่งผลผลิตของ คุณครูผู้เมตตา

อดทนสั่งสอนศิษย์อย่างไม่มีประมาณเจ้าค่ะ

หมายเลขบันทึก: 305019เขียนเมื่อ 11 ตุลาคม 2009 18:26 น. ()แก้ไขเมื่อ 13 มิถุนายน 2012 12:15 น. ()สัญญาอนุญาต: ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (2)

ถูกต้อง ถูกต้อง

การทำความดีต้องรู้จักประยุกต์ใช้ "ศาสตร์" ต่าง ๆ เข้ามาใช้ให้มาก

ต้องเรียนรู้ วิถีชีวิต อุปนิสัย ของ "เป้าหมาย" โดยเฉพาะคนที่ยังไม่ใช่ "เป้าหมาย" ของเราให้ "ละเอียด"

การทำความดีของเราจึงจะเข้า "จุดดี"

ไม่อย่างงั้นเราก็เหวี่ยงแหไปเรื่อย

ทำดี ผลดีก็ไม่ครอบคลุม "ฟุ้ง" ไปสักเท่าไหร่

ความดีมันก็เลยกระจุก กระจุกอยู่ตรงนี้...

ถ้าทำดีแล้วต้องให้ "คุ้มดี" อย่าให้เสียโอกาสในการเผยแพร่ความดี...

มาอยู่แถว ๆ นี้ ใครต่อใครเขาก็เรียกกันว่า "อาจารย์"

ทุก ๆ คนเป็นอาจารย์ของกันและกัน

คนที่ทำดีเป็นแบบ เป็นอย่าง เขาก็เป็นครู เป็น "อาจารย์" ในทางดี

คนที่ทำชั่ว มั่วตั้ว ก็เป็นแบบ เป็นอย่างเหมือนกัน เพราะเขาก็เป็นครู เป็น "อาจารย์" บอกให้เรารู้ว่า อย่าไป "ทำชั่ว" แบบเขา

เราเกลียดอะไรเราก็อย่าไปทำอย่างนั้น

ถ้าเราเกลียดแล้ว เห็นว่าไม่ดีแล้ว ยังจะไปทำอย่างนั้นอีก ก็ถือว่าแย่กว่าเขา เลวกว่าเขา "ชั่ว" กว่าเขา

ดุคนไม่ดี ดูได้ แต่อย่าดูเพื่อ "หมิ่น" อย่าดูเพื่อ "เหยียดหยาม"

แต่ให้ดูเพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่เขาไม่ดีคืออะไร รู้แล้วจะได้ไม่ทำ ทำอย่างที่เราคิดจะเหยียด จะหยามเขา...

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี