ครูที่ปรึกษามือใหม่

          นับตั้งแต่ลาออกจากพนักงานบริษัทเอกชน ด้าน ไอที มารับราชการ “ครู” ทำให้รับรู้ถึงความแตกต่างอย่างยิ่งในสองอาชีพนี้ จากเดิมต้องคอยให้บริการและแก้ไขปัญหาด้านเทคนิคในแต่ละวัน จะต้องติดต่อประสานงานกับทีมงาน เพื่อแบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าในส่วนที่บริษัทให้บริการ หากให้บริการช้าไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม จะถูกตำหนิด้วยคำพูดที่รุนแรงตลอดเวลา แต่ไม่สามารถโต้แย้งใด ๆ ได้เลย นอกจากต้องทำให้ลูกค้าเข้าใจถึงเหตุผลของปัญหาและสาเหตุแห่งความล่าช้าเหล่านั้น ด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อมเป็นที่สุด ตามนโยบายของบริษัท คือ “ลูกค้าคือคนสำคัญที่สุด” ที่สำคัญ คนส่วนใหญ่ในที่ทำงานจะมุ่งเน้นการทำงานเพื่อความก้าวหน้าของตนเอง และทุ่มเทเพื่อผลประโยชน์ของผู้ว่าจ้างเท่านั้น

          แต่สำหรับ“ครู” นั้น มีหน้าที่หลักที่ต้องทำก็คือ งานสอน “ครู” ต้องรู้จักกับการทำแผนการสอนการเตรียมการสอน การศึกษารูปแบบการสอนต่าง ๆ การจัดสื่อการเรียนการสอน การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การทำวิจัยในชั้นเรียน ฯลฯ อีกมากมาย ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อ “นักเรียน” ทั้งสิ้น “นักเรียน” ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการทุ่มเทของครูในทุก ๆ ด้าน ลองมองย้อนไปในสมัยที่เรายังเป็นนักเรียนเรารับรู้เพียงว่า “ครู” มีหน้าที่สอนและดูแลเรื่องผลการเรียนของเรา แต่ไม่เคย รับรู้ถึงเบื้องหลังของ “ครู” เลย ณ วันนี้เมื่อต้องมารับบทบาทหน้าที่ความเป็น “ครู” ทำให้เรารู้ซึ้งถึงคำว่า “ครูเปรียบเสมือนเรือจ้าง”และเป็น “ครูคือผู้เสียสละ” โดยแท้จริงนั้น เป็นอย่างไร แม้เงินเดือนไม่มากมายเท่าบริษัทเอกชนที่เคยได้รับแต่ก็มีความสุขที่ได้มาสัมผัสอาชีพนี้ ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากความทุ่มเทของ “ครู” ก็คือ “นักเรียน”  นั่นเอง

          ความแตกต่างอีกประการหนึ่งก็คือ “ครูที่ปรึกษา” นอกเหนือจากหน้าที่งานสอนแล้ว ยังต้องทำหน้าที่“ครูที่ปรึกษา”อีกด้วย โดยต้องให้ความดูแลช่วยเหลือนักเรียนในที่ปรึกษาเป็นพิเศษ การไปเยี่ยมบ้านนักเรียนเป็นรายบุคคล ทำให้“ครูที่ปรึกษา” รู้จักพื้นฐานทางครอบครัว สภาพฐานะทางการเงิน พฤติกรรมเมื่ออยู่บ้านและอยู่ที่โรงเรียน เพื่อที่ครูจะได้ทราบว่านักเรียนคนใดจำเป็นที่ต้องได้รับการช่วยเหลือด้านใด การแก้ไขปรับปรุงพฤติกรรมของนักเรียนสำหรับนักเรียนที่อยู่กลุ่มเสี่ยง การดูแลควบคุมพฤติกรรมต่าง ๆ ของนักเรียน การกำกับติดตามเรื่องผลการเรียน เป็นต้น

          ปีการศึกษานี้ เราได้รับมอบหมายให้เป็นที่ปรึกษา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/3 ซึ่งเป็นนักเรียนสายวิทยาศาสตร์ เราต้องทำการบ้านโดยการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียนห้องนี้ จากคุณครูที่ปรึกษาคนเดิม ครูผู้สอนประจำวิชาต่าง ๆ และครูบางท่านที่รู้จักนักเรียนในห้องนี้เป็นพิเศษ ปัญหาที่พบก็คือ การพูดคุยไม่มีกาลเทศะ ความไม่สามัคคี และผลการเรียนที่ลดลง

          ปัญหาเรื่องการพูดคุยในห้องเรียนในขณะที่ครูสอนนั้น มีส่วนทำให้ผลการเรียนลดลง เนื่องจากนักเรียนไม่ตั้งใจเรียน ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องที่ครูสอน จึงทำให้ส่งผลถึงความไม่เข้าใจในบทเรียนนั้น ๆและไม่กล้าปรึกษาครูประจำวิชา จึงแก้ปัญหาโดยการใช้เวลาที่ว่างจากการสอนมาสังเกตพฤติกรรมการเรียนในแต่ละวิชา การตรวจสอบความพร้อมในการเรียน การเข้าเรียน สิ่งที่ได้รับก็คือ นักเรียนลดพฤติกรรมการคุยในห้องเรียนลง และทำให้ครูทราบถึงความถนัดของนักเรียนแต่ละคนในแต่ละวิชาอีกด้วย ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหา และไม่ใช่วิธีที่แก้ปัญหาได้ทั้งหมด แต่จะพยายามหาวิธีที่ดีมาปรับใช้ในลำดับต่อไป

          ปัญหาเรื่องผลการเรียนที่ลดลงครูใช้วิธีการทำแบบสำรวจรายวิชาที่นักเรียนชอบและไม่ชอบ โดยให้เหตุผล ประกอบกับการสังเกตจากการสังเกตการณ์เรียนของนักเรียนในแต่ละวิชา รวมไปถึงการเรียกพบนักเรียนที่มีปัญหาเรื่องการมาสาย การขาดเรียนเป็นประจำ การเข้าเรียนแต่ละวิชาช้า เป็นรายบุคคลเพื่อสอบถามเหตุผลและสาเหตุ เพื่อให้คำแนะนำ ตักเตือนเพื่อนำไปปรับปรุง แก้ไขพฤติกรรม และจะคอยสังเกตพฤติกรรมต่อไปอย่างต่อเนื่อง และหารูปแบบวิธีการแก้ไขใหม่ ๆ มาปรับปรุงต่อไป

           ปัญหาความไม่สามัคคีเดิมนักเรียนห้องนี้มักจะมีแต่กลุ่มเดิม ๆ ที่ทำงาน และทำกิจกรรมของโรงเรียน ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งบางประการระหว่างเพื่อน ๆ ภายในห้อง เกิดความไม่เข้าใจในกระบวนการทำงาน ซึ่งในตอนที่มาเป็นที่ปรึกษาห้องนี้กะทันหันนั้น เป็นช่วงที่กำลังทะเลาะกันพอดีจึงใช้วิธีการปรับความคิดโดยการเล่านิทานที่สอนแง่คิดให้ฟังและถามความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ พร้อมสรุปความคิดที่ได้รับ จากนั้น ครูปูพื้นฐานการทำงานเป็นทีม โดยครูเริ่มต้นทำเป็นตัวอย่างก่อนจัดระเบียบความคิดและการวางแผนการทำงาน แต่มุ่งเน้นให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นของนักเรียนในการออกแบบงาน การลดส่วนเกินและการควบคุมเวลา นอกจากนี้ ครูมุ่งเน้นให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมของโรงเรียน การแบ่งกลุ่มที่คละกันในการทำงาน เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกการทำงานและวางแผนงานร่วมกับคนอื่นเพื่อลดปัญหาการเกี่ยงงานและภาระงานนั้นไปหนักที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

          นักเรียนในห้องยังหารายได้เสริมร่วมกัน โดยการเก็บขวดน้ำพลาสติกและกระดาษขาย เพื่อเป็นเงินออมของห้อง นอกจากนี้ นักเรียนในห้องยังมีความคิดเห็นร่วมกันทุกคนว่าจะสะสมเงินออมไว้วันละ1บาท และจะนำฝากเข้าบัญชีทุกเดือน ครูจึงแนะนำวิธีการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย โดยบันทึกลงสมุดทุกครั้งที่มีรายรับ–รายจ่ายในแต่ละวัน และสรุปบัญชีทุกเดือนลงในสมุดบัญชี หากจะมีการเบิกจ่ายเงินจะต้องได้รับความยินยอมจากตัวแทนห้องที่แต่งตั้งขึ้นด้วย ซึ่งการทำกิจกรรมโดยให้นักเรียนเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบร่วมกันเช่นนี้ จะช่วยให้ลดปัญหาความขัดแย้งและความไม่สามัคคีกันภายในห้องเรียนได้เป็นอย่างดี

           ผ่านมาแล้ว 3 ปี กับครั้งแรกในอาชีพครูกับครูที่ปรึกษามือใหม่วันเวลาช่างผ่านไปรวดเร็ว การเรียนรู้และสะสมประสบการณ์ในอาชีพครูนั้น เสมือนเป็นการเรียนรู้ที่ไม่มีวันหมด เรายังคงต้องพัฒนาตนเองด้วยความภาคภูมิใจในอาชีพของตนเอง เพื่ออนาคตและคุณภาพชีวิตที่ดีของนักเรียนต่อไป