การเดินทางไปสอนที่เวียงจันทร์และอาจารย์ที่ร่วมสอนโดนวิ่งราวกระเป๋า

ประสบการณ์ (สอน) และชีวิตครบรสที่เวียงจันทร์ 6 วัน 5 คืน (5-9 ต.ค. 2552)

 

เมื่อวันที่ 4-9 ต.ค. 2552 มีโอกาสไปสอนที่วิทยาลัยวิทยาการสาธารสุข (ววส) ที่ สปป. ลาว การสอนนี้เป็นหนึ่งในโครงการให้ความช่วยเหลือของกรมวิเทศสหการ กระทรวงการต่างประเทศ ต่อประเทศเพื่อนบ้านผ่านทางคณะฯ โดยไปสอนเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการที่สอบผ่านการคัดเลือกมาจากหัวเมืองต่างๆ ทั่วประเทศของลาวมาเรียนที่วสส. หลังเรียนจบจะได้รับวุฒิปริญญาตรี เหมือนการเรียนต่อยอดในโครงการพิเศษของไทย โดยเดินทางไปพร้อมกับอาจารย์ผู้หญิงอีกท่านหนึ่ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามที่ได้ไป ครั้งแรกไปเที่ยวแบบเช้าไป- เย็นกลับ  ครั้งที่สองไปสอนบรรยายแต่อยู่เพียง 1 คืน ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามที่ได้ไป ยังคิดว่าถนนหนทางเราก็พอรู้ เลยคิดคร่าวๆ ไว้ในหัวว่าจะไปทำอย่างอื่นนอกจากการสอนถ้ามีเวลา

การเดินทางไปก็สะดวกสบายเพราะโครงการเช่ารถตู้เจ้าประจำไว้ให้ไปส่งที่ฝั่งหนองคาย หลังจากนั้นจะมีรถจากสถานทูตไทยในเวียงจันทร์รับไปส่งที่วสส.ที่เวียงจันทร์ ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตรจากสะพานมิตรภาพ เมื่อนั่งรถของสถานทูต เหมือนเราได้อภิสิทธิ์นิดๆ เพราะผ่านเข้าออกเข้าทางช่อง diplomat ไม่ต้องไปรวมกับคนทั่วไป แถมไม่ต้องลงไปเองเพราะคนขับรถจัดการให้หมด

เมื่อไปถึงเป็นวันอาทิตย์ที่ 4 ตค. เป็นวันออกพรรษาพอดี  คิดเล่นๆ ว่าจะไปดูบั้งไฟพญานาคทางฝั่งโน้นถ้ามีโอกาส หลังจากเก็บของที่โรงแรม Parkview เรียบร้อยก็ลงเดินเล่น เนื่องจากโรงแรมตั้งอยู่ใกล้ริมโขง และวันนั้นมีงานลอยกระทงออกพรรษา คนเยอะมากๆ ใหญ่กว่างานไหมที่ขอนแก่น เป็นงานสำคัญของเวียงจันทร์ ทุกคนให้ความสำคัญ เปรียบประมาณงานสงกรานต์ที่เมืองไทย  เราเดินเล่นไปเรื่อยๆ  คิดว่าไปหาข้าวเย็นกินด้วย เลยเดินเข้าไป downtown ไปกินอาหารเกาหลีกัน ร้านเดิมที่เคยกินเมื่อสองปีที่แล้วเนื่องแต่จานใหญ่มากกินไม่หมด ได้ห่อมาให้เด็กที่โรงแรม วันแรกที่เวียงจันทร์ผ่านไปโดยดี ยังคิดว่าทริปนี้โชคดีเพราะได้มาเจองานเทศกาลที่สำคัญของเมือง

เช้าวันต่อมาก็รีบตื่นเพราะต้องรีบไปที่ ววส. ไปเตรียมสอน วันแรกอาจารย์อีกคนสอน เราก็เตรียมพวก lab นักศึกษาตั้งใจเรียนและสนใจเรียนมาก (เรื่องนี้จะพูดในคราวต่อไป)  เราสองคนสอนจนค่ำจึงได้กลับโรงแรม ด้วยความเหนื่อยเลยไม่ได้ออกมากินอาหารนอกโรงแรม เราก็เตรียมสอนสำหรับวันพรุ่งนี้

เช้าวันต่อมาเป็นวันที่  6 ต.ค.  ที่ววส. จัดงานวันครู แต่วันครูจริงๆ เป็นวันที่ 7 ต.ค. วันนั้นจะหยุดให้ครู ไม่ต้องมาทำงาน เลยจัดงานวันนี้ เราสองคนได้รับเชิญเข้าร่วมงาน (รายละเอียดเรื่องนี้จะพูดในตอนต่อไป)  ทำให้แผนการสอนวันนั้นต้องปรับเข้ากับสถานการณ์ เลยเอาเป็นว่าบ่ายวันนั้นที่เราต้องบรรยายและมี lab ด้วย เปลี่ยนเป็นเราบรรยายหมด แล้วเอา lab ย้ายไปอีกวัน วันนั้นก็เลยเลิกไม่ค่ำมากประมาณ17.15 น กลับถึงโรงแรมประมาณบ่ายห้าโมงครึ่ง วันนั้นทั้งวันยังคิดในใจว่า ทริปนี้โชคดีจริงๆ ได้ร่วมงานวันครูของลาวด้วย คนอื่นคงไม่มีโอกาสดีๆ แบบนี้ และในงานวันนั้นอธิการบดีได้กล่าวถึงเจ้าฟ้างุ้ม ซึ่งมี monument ใกล้ ๆ โรงแรมที่พัก เลยชวนกันออกมาเดินเล่นถ่ายรูป ถ่ายรูปเสร็จเราสองคนก็บ่ายหน้าเข้าเมืองหาข้าวเย็นกิน ตอนนั้นยังไม่มืด เราสองคนเดินบนฟุตบาทเราเดินด้านติดกับถนน อาจารย์อีกคนเดินด้านใน เดินผ่านโรงแรมสัก 50 เมตร จะเป็นโรงเรียน เราเดินไปสักพักได้ยินเสียงคนร้อง  เรายังหันไปหาว่าใครร้อง แต่ที่เห็นผ่านสายตาคือ มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งสะพายกระเป๋าอาจารย์ที่เดินด้วยกันไป อ้าว ! เด็กวิ่งราวกระเป๋าอาจารย์อีกคนนี่นา อาจารย์ก็วิ่งตามแต่ไม่เร็วเท่าอาจารย์  วิ่งไปสักพักเราสองคนเห็นรถมอเตอร์ไซด์มาเทียบรับคนร้าย อาจารย์แกคงเห็นว่าวิ่งไม่ทันแน่แล้ว จึงหยุดวิ่ง หันมาหาเรา ส่วนเราตอนนั้นแกบอกว่าหน้าซีดมาก แต่ขณะที่แกหันหน้ามาคุยกับเรา เราเห็นรถมอเตอร์ไซด์อีกคันพร้อมคนซ้อนท้าย มาประกบกับรถคนร้าย ก่อนแยกย้ายกันไปคนละทาง ขณะเกิดเหตุร้านค้าฝั่งตรงข้ามก็ออกมายืนดูแต่ไม่มีใครออกมาช่วย เราสองคนก็ตกใจมาก อาจารย์แกบอกว่าต้องแจ้งตำรวจ เราถามคนขับรถรับจ้างแถวนั้นก็ไม่รู้ว่าสถานีตำรวจอยู่ที่ไหน แต่มีรถอีกคันมาเทียบ เราก็กลัวโดนหลอกอีก เลยชวนกันกลับไปตั้งหลักที่โรงแรม เล่ารายละเอียดให้เจ้าหน้าที่โรงแรมฟัง อาจารย์ก็โทรหาครอบครัวที่เมืองไทยเพื่ออายัดบัตร  ผู้จัดการโรงแรมให้คนขับรถพาไปสถานีตำรวจที่ไกลจากโรงแรมมากๆ เหมือนไปอีกเมือง เป็นสถานีหลักของเมือง ซึ่งสถานที่และคนน่ากลัวมาก จนเราสองคนคิดว่าเรากำลังจะโดนหลอกอีกหรือเปล่า แจ้งความที่เดียวไม่พอ เราต้องไปแจ้งอีกที่ซึ่งเป็นสาขาย่อยรับผิดชอบพื้นที่บริเวณโรงแรมอยู่ทางเข้าตลาดจีน อันนี้น่ากลัวน้อยกว่าสถานีแรก คืนนั้นเลยจบลงด้วยการวิ่งไล่คนร้ายและแจ้งความอีกสองสถานี กลับมากินข้างที่ภตตาคารอาหารจีนหน้าโรงแรม เราสองคนก็เครียดและเหนื่อยมาก กินไม่หมดเลย กลับมาวิเคราะห์ต่อว่าเกิดอะไรขึ้น

คราวหน้าจะมาเล่าถึงความยุ่งยากที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นและข้อควรระวังที่เราไม่เคยรู้