ตอนนี้ถือว่าเป็นตอนจบแห่ง  นครกาย  เอาละมาต่อกันเลยดีกว่าขอรับ..
      จะขอกล่าวถึงเมืองอีกเมืองหนึ่งที่ใหญ่โตมีอำนาจมากมายมหาศาลชื่อว่า มรณานคร กษัตริย์ผู้ครองเมืองนี้ นามว่า พระยามัจจุราช ชื่อนี้ได้ยินไป ณ แห่งหนตำบลใด ก็เป็นที่หวาดกลัวแก่ผู้นั้นยิ่งนัก พระยามัจจุราชพระองค์นี้ ชอบล่าเมืองต่าง ๆ มาอยู่ในอำนาจของตน และไม่มีความปราณีใครทั้งสิ้น ไม่มีรัก ไม่มีเกลียด ไม่รับสินบนใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเด็กเล็ก ผู้ใหญ่ คนแก่ชรา หญิงชาย หรือสัตว์ต่างๆ ถ้าต้องการเอาชีวิตผู้ใดแล้วก็ต้องเอาให้ได้ มิยกเว้นผู้ใดผู้หนึ่งทั้งสิ้น
            ทหารเอกของพระยามัจจุราชคือ หลวงชรา (ความเสื่อมโทรมของร่างกาย) กับหลวงพยาธิ (ความเจ็บไข้ได้ป่วยต่าง ๆ) ทหารเอกทั้งสองท่านนี้ก็เป็นที่หวั่นกลัวน่าเกรงขามของบุคคลทั่วสารทิศ ต่อสู้กับทุกคนมิเลือกหน้าทีเดียว
            พระยามัจจุราช แห่งเมืองมรณา ต้องการที่จะแผ่อำนาจของตนไปตามหัวเมืองต่าง ๆ จึงเรียกเสนาอำมาตย์ให้ประชุมกันพร้อมหน้า ณ ท้องพระโรงแห่งพระนคร แล้วถามว่า เมืองใดบ้างหนอที่ยังหลุดรอดสายตามิได้อยู่ในอำนาจของเราบ้าง เสนาอำมาตย์ทูลว่า ตอนนี้ยังมีเมืองนครกาย  ซึ่งมีเจ้าชายจิตตราชเป็นผู้บริหารบ้านเมืองอยู่ รุ่งเรืองด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ สุข พระเจ้าข้า และทรงทราบว่า ตอนนี้ เจ้าชายจิตตราช กำลังลุ่มหลงในอบายมุขต่าง ๆ เป็นเวลาเหมาะเจาะที่เราจะนำทัพไปตีเอาเมืองไว้ในอำนาจของพระองค์ พระเจ้าข้า ฯ
            เมื่อเป็นดังนั้นพระยามัจจุราช จึงรับสั่งให้หลวงชรา นำทัพหน้า ส่วน หลวงพยาธิ นำทัพหลังเพื่อประชิดล้อมเมืองนครกาย หาวิธีตีเมืองให้จงได้
            ฝ่ายเจ้าชายจิตตราช เมื่อเห็นกองทัพแห่งเมืองมรณานคร ของพระยามัจจุราช มาล้อมเมือง จึงได้ให้ม้าเร็วส่งข่าวถึงสหายของพระองค์คือ  พระยาโอสถ แห่งเมือง เภสัชนคร มาช่วยเสริมทัพนครกายให้เข้มแข็งอีกแรงหนึ่ง พระยาโอสถ จึงนำทัพเภสัชมาช่วยรบเคียงบ่าเคียงไหล่ทัพนครกาย ไม่ช้าก็สามารถตีทัพหน้าทัพหลัง ของพระยามัจจุราช ให้แตกพ่าย อย่างราบคาบ
            พระยามัจจุราช ทรงโกรธกริ้วยิ่งนัก จึงเรียกทัพน้อย ทัพใหญ่ ต่างๆมามี ขุนโรคาพาธ น้อยใหญ่ ขุนภยันตรายต่าง ๆ มาคุมทัพน้อยใหญ่แล้วพระยามัจจุราชทรงเป็นแม่ทัพ  คุมทัพหลวงบุกจู่โจม แบบไม่ให้ทางนครกายตั้งตัวได้ทัน พระเจ้าจิตตราชทรงหลงดีใจที่สามารถตีทัพก่อนให้แตกไปได้ จึงเกิดความชะล่าใจ แม้ว่าหลวงสติ กับหลวงสัมปชัญญะ    โหราธิบดีคู่แฝดจะเตือนให้ระวังก็มิฟัง     หลงเชื่ออำมาตย์คนสนิท คือ มิจฉัตตะ ทัพหลวงของพระยามัจจุราชก็จู่โจมแบบสายฟ้าแลบ    จึงสามารถตีเมืองนครกายได้สำเร็จ เจ้าชายจิตตราช รู้ว่าเสียเมืองแน่แล้ว จึงพาพระราชบิดา พระราชมารดาทั้งพระมเหสีทั้งสามองค์และข้าราชบริพารที่เหลืออยู่หลบหนีแล้วไปสร้างนครใหม่ มีชื่อว่านครกายอีกเหมือนเคย พระยามัจจุราชทราบก็ยกทัพไปตีนครกาอีก เจ้าจิตตราชก็พาวงศ์สกุลไปสร้างนครใหม่ เป็นอย่างนี้อยู่หลายครั้ง หลายครา นานเข้า เจ้าชายจิตตราชก็ทรงหวลระถึง พระฤาษีไตรลักษณญาณ  ท่านฤาษีก็ทราบด้วยญาณรีบมาหาเจ้าชายทันทีขณะนั้น แล้วก็บอกให้สร้างเมืองใหม่มีชื่อว่าอมตมหานิพพานนคร ถ้าสร้างได้พระยามัจจุราช แห่งเมืองมรณา ก็ไม่สามารถหาท่านพบอย่างแน่นอน แต่ต้องตัดใจทิ้งพระราชบิดา-มารดา และชายาทั้งสามพระองค์ให้ได้ มิฉะนั้นไม่สามารถข้ามแม่น้ำสงสารสาครไปสร้างเมืองได้ เจ้าชายรับปาก พระฤาษีจึงบอกวิธีการสร้างให้เสร็จสรรพ
            พระองค์ต้องสร้างอาวุธ ๓ ประการ คือ จินตามยปัญญาวุธ (อาวุธ คือ ปัญญาที่เกิดจากความคิดที่ถูกต้องตามธรรมนองคลองธรรม) สุตมยปัญญาวุธ (อาวุธ คือปัญญาที่เกิดจากการฟัง) และ ภาวนามยปัญญาวุธ (อาวุธ คือปัญญาที่เกิดจากการเจริญให้สิ่งที่ดีให้มีให้เป็นขี้น) และต่อเรือ ชื่อว่า อัฏฐังคิกมรรคนาวา (เรือ คือ มรรคมีองค์ แปด คือ เห็นชอบ ดำริชอบ พูดชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบรู้ชอบ )เพื่อที่จะขี่ข้ามไปสร้างเมือง อมตมหานิพพานนคร และฤาษีก็สอนวิธีการขับขึ่ อัฏฐังคิกมรรคนาวา ให้เจ้าชายจนช่ำชอง คล่องแคล่วแล้วท่านก็ลาจากไป
            เจ้าชายจิตตราช เมื่อฝึกจนช่ำชองแล้วก็ขับขี่เรือสู่สงสารสาคร พระเจ้าอวิชชา พระนางโมหาราชเทวี พระชนก-ชนนี และเจ้าหญิงตัญหา ราคา และอรดี พระชายา ติดตามมาถึงสงสารสาครก็มิอาจข้ามไปได้ ได้แต่ร้องไห้รำพันจนสิ้นใจตายหมดทุดคน  เจ้าชายทรงมีพระทัยเด็ดเดี่ยวมุ่งหน้าต่อไปจนสามารถถึงจุดหมายปรายทาง สร้างเมือง อมตมหานิพพานนคร สำเร็จ สมประสงค์
            พระยามัจจุราช แห่งเมืองมรณา         และกองทัพไมสามารถหาเมืองของเจ้าชายจิตตราชพบก็ยกทัพกลับโดยดี
            เจ้าชายจิตตราชก็เสวยบรมสุขอยู่ในเมืองอมตมหานิพพานนคร ไม่มีเกิด ไม่มีแก่ไม่มีเจ็บ ไม่มีตาย มีสโลแกนประจำเมืองว่า
            นิพฺพานํ  ปรมํ  สุขํ
นิพพาน คือความมีอิสรภาพเป็นบรมสุข
            และยังฝากมายังทุกท่านว่า เราพร้อมต้อนรับทุกท่านตลอดเวลา
แล้วท่านละ พร้อมจะไปเยี่ยมชม อมตมหานิพพานนคร หรือยัง.
                                                                        จบบริบูรณ์       
หวังว่าผู้ที่อ่านคงได้ข้อคิดสะกิดใจเล็กน้อยๆบ้างนะขอรับ

ธรรมะสวัสดี