คนร่ำ คนรวย คนมั่ง คนมี ก็มักจะมี "มิจฉาทิฏฐิ" ตามไปด้วย
ความสุข ความสบายนั้นเป็นข้าศึกตัวสำคัญของ "สัมมาทิฏฐิ..."
คนที่มีความสุข ความสบายมาก ชีวิตของเขาก็ยิ่งหนีออกจาก "ความทุกข์" ซึ่งเป็น "ความจริง" ของชีวิต
ไฉนเลยบุคคลที่ท่านกล่าวเขาจะยอมสละความสุขที่เขามี แล้วจะกล้าของมาเผชิญทุกข์ซึ่งเป็น "สัมมาทิฏฐิ" แห่งชีวิตได้

อริยมรรคมีองค์ ๘ กล่าวเริ่มต้นด้วยการมี "สัมมาทิฏฐิ" คงมั่ง คงมี คนรวยขนาดนั้นก็มักจะไม่มีสิ่งสำคัญที่สุดในตัวนี้...

คนมั่ง คนมี มักจะมีเหตุ มีผล
คนที่มีสัมมาทิฏฐิเขาจะอยู่ "นอกเหตุ เหนือผล..."

การกระทำที่จะให้คนมั่ง คนมีมีสัมมาทิฏฐิได้นั้น หนึ่งก็คือ ไม่ต้องทำอะไร ปล่อยให้เขาอยู่ไปแล้ววันใดที่เขาเจอทุกข์อย่างแสนสาหัส ถ้าหากเขายังพอมีบุญอยู่ เขาจะเจอ "กัลยาณมิตร" ซึ่งจะนำชีวิตไปพบกับ "แสงสว่าง..."

 

เมื่อทุกข์หนัก ๆ คนที่อยู่รอบข้างเขา คนที่เขาเคยรู้จักนั้นจะเป็นเหตุและปัจจัยอันสำคัญว่าเขาจะลงนรกหรือขึ้น "สวรรค์"

คนรวย ๆ มักมี "กรรม" อยู่อันหนึ่งก็คือ
จะทำอะไร ๆ ก็ใช้แต่ "เงิน"
คนจน ๆ ก็มี "กรรม" อยู่อีกอันหนึ่งก็คือ จะทำอะไร ๆ ก็ใช้แต่ "ใจ"

การขวนขวาย การพยายาม การต่อสู้ชีวิตระหว่างคนรวยและคนจนนั้นแตกต่างกัน
บุญและกุศลในพระพุทธศาสนานั้นจะเข้าสเปคอยู่กับ "คนจน..."
การทำทานนั้นจะเข้าสเปคอยู่กับ "คนรวย"

คนรวย ๆ ทำทานมากสักแค่ไหน หรือแม้นเทียบเท่าด้วยภูเขาหิมาลัย ก็ไม่เทียบเท่ากับใจของคนจนที่ได้ไปรักษาศีลและเจริญภาวนา...

อย่างเรานี้นะอยู่วัดมาสามปี เห็นคนรวย ๆ มาวัดก็มีแต่ซื้อนั่น ซื้อนี่มาถวาย ถวายกันใหญ่โตเลย แต่แค่พอชวนกินข้าววัด ชวนนวนวัด ก็บอกว่าธุรกิจรัดตัว หรือไม่ก็นัดคนโน้นคนนี้ไว้ นัดเพื่อนไว้นาน ๆ เจอกันที ต้องออกไปสังสรรค์ข้างนอก...

คนรวยเขาทำกรรมดีมาอย่างหนึ่งคือทำให้เขา "รวย" แต่ทว่ากรรมชั่วที่เขาเคยทำมาคือทำให้เขาห่างจากพระพุทธศาสนาซึ่งนั่นย่อมทำให้จิตใจของเขาไร้ความสุข "สงบ..."
ความสุขทางเนื้อหนัง เขาย่อมได้รับอยู่ด้วยอานิสงส์แห่งทรัพย์สินที่เขามี
แต่ความสุขทางกายเนื้อที่เขาได้รับนั้น ยิ่งทำให้เราได้รับความ "เร่าร้อน" ที่เกิดจาก "ความโลภ ความโกรธ และความหลง" ที่ฝังอยู่ในจิตในใจ

คนจนเขาทำกรรมมาดีกว่า คือ เขาทุกข์กายและ "สงบใจ"
คนจน ๆ เขามีความสงบมาก ชีวิตเขามีความสุขอันเที่ยงแท้ที่เกิดจาก "ความสงบ"

คนจน ๆ มาวัดก็กินข้าววัด กินข้าวในกาละมัง
คนจน ๆ มาวัดก็นอนวัด เพราะไม่มีเงินจะไปนอนที่ไหน
คนจน ๆ มาวัด (อย่างเรา) ไม่มีสตางค์ถวาย ก็ใช้กายใช้ใจทำงานถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมะบูชา สังฆบูชา
คนจน ๆ จึงมีโอกาสรู้ธรรม เห็นธรรมมากกว่าคนรวย
เงินและทรัพย์สินนี้และเป็นเครื่องปิดบัง "ปัญญา" ในการ "เห็นธรรม..."

แต่ถ้าหากจะถามว่าคนที่ก้าวผิดไปแล้วจะให้ก้าวถูกนั้นทำอย่างไร...?
ก็ขอตอบได้คำเดียวว่าต้องมี "กัลยาณมิตร" ที่ดี
คนเราสมัยนี้มี "มิตร" ไม่ดี เอาแค่มิตรเฉย ๆ นะ ไม่ต้องถึงกัลยาณมิตร เพราะกัลยาณมิตรนั้นหายากเต็มที่ แค่มิตรดี ๆ ก็หาแทบไม่ได้แล้ว
ปัญหาเนี่ยมันอยู่ที่ "พระสงฆ์" นี่แหละ
ผู้ที่สังคมสมมติตนให้เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ผู้ที่ต้องทำตนเป็นตัวอย่าง เป็นหน เป็นทางให้บุคคลทั้งหลายเดินตามไปสู่ทางที่ "พ้นทุกข์"
แต่ผู้นำเดี๋ยวนี้ไม่เข้มแข็ง ก็เลยพาคนทั้งหลายไปผิดทิศ ผิดทาง
พาหาเลข หาหวย ไปวัดก็คุยกันแต่เรื่องร่ำ เรื่องรวย รวมทั้งเหตุทางสังคมก็เอื้ออำนวยให้วัดกลายเป็น "พุทธพาณิชย์..."

เมื่อผู้นำ นำไปทางผิดก็หลงกันไปเรื่อย คิดว่าสิ่งนี้คือพุทธศาสนา พิธีกรรมต่าง ๆ คือพุทธศาสนา ก็เพราะว่าคนที่สมมติตนขึ้นเป็นผู้นำทางพุทธศาสนาทำให้ดูอย่างนั้น

เรื่องอย่างนี้ก็อยู่ที่กรรมของใคร กรรมของมันแล้ว
ถ้าหากยังทำทานอยู่ "มิตร" ก็จะพาไปเจอมิตรอย่างนั้นแหละ
พาไปหาเงิน หาเงิน เจอพระก็เจอแต่พระบอกเลข ให้หวย พระเครื่องรางค์ พระของขลัง
แต่ทว่าหากเจอมิตรจน ๆ เขาก็จะนำพาไปรักษาศีล ไปปฏิบัติธรรม

เงินนี้เป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตในการปฏิบัติธรรมของเราได้มากเลยนะ
เงินเป็นแรงบีบรัดในจิตใจคนที่จะทำให้คนเราใช้ประสิทธิภาพของชีวิตไปในทางใด ทางหนึ่ง

อาทิอย่างเราเอง ตอนนี้กำลังจะให้พ่อทำ Detox สูตรมะนาว
แต่ครอบครัวเรามันจน ไม่มีเงินซื้อ Maple Syrub เราก็ต้องขวนขวายหาความรู้เรื่อง "น้ำตาล" กลูโครส และฟลุคโตส ที่เป็นส่วนผสมของ Syrub ต่าง ๆ
แต่คนรวย ๆ เขามีเงินซื้อ เขาก็ได้แต่ซื้อ ซื้อ ซื้อ แล้วก็ซื้อ ไม่ได้ใช้หัวคิดกันสักเท่าไหร่...!!!

การดิ้นรนของคนจน ๆ นี้มันเป็นแรงผลักดันชีวิตได้อย่างดีทีเดียว
หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง
หลาย ๆ ครั้งเราทุกข์มาก ทุกข์เพราะว่าไม่มีเงิน ไม่มีทรัพย์สินจะถวายวัดเหมือนใคร ๆ เขา
เห็นครอบครัวโน้น ครอบครัวพระองค์นี้พาครอบครัวเขามาวัด ถวายโน่น ถวายนี่ แต่ครอบครัวของเขาปีหนึ่งถึงจะมาวัดได้ที
โยมพ่อเคยพูดว่า ต้องเข้าใจนะว่าครอบครัวเราเป็นอย่างไร...!!!
อื้ม เราก็เข้าใจ เราก็เลยได้ตั้งตา ตั้งตนเป็น "กรรมกร" อยู่นี่ไง...

คนที่ถวายปัจจัยสร้างเมรุฯ นี้นะ มาวัดครึ่งชั่วโมง เอาเงินทิ้งไว้แล้วก็ไป
แต่เรามาอยู่ที่นี่สี่เดือนแล้ว ทุ่มเท ตั้งใจ ทิ้งชีวิตนี้ไว้กับเมรุฯ...

เราเคยคิดเสมอว่า ถึงแม้นโยมพ่อ โยมแม่เราไม่ได้ถวายเงินอะไรให้กับวัดที่จะมาสร้างศาลา สร้างอะไรใหญ่ ๆ โต ๆ อย่างที่เห็น
แต่โยมพ่อ โยมแม่ถวายเรา ลูกชายคนเดียวของท่านเนี่ยแหละ นำแรง นำกำลัง นำความรู้ที่มีมาสร้างอะไรต่าง ๆ ให้กับวัด ซึ่งจักคงไว้ในพระพุทธศาสนา...

แรงบีบคั้นของคนมีมาก
ณ ขณะที่เจอแรงบีบคั้นนั้น หากข้างกายมี "มิตรที่ดี" เขาจะแปรแรงบีบคั้นนั้นไป "ทำความดี...
ณ ขณะที่เจอแรงบีบคั้นนั้น หากข้างกายมี "มิตรชั่ว ๆ" เขาจะแปรแรงบีบคั้นนั้นไป "ทำความชั่ว...

เราจะเจอมิตรดีได้อย่างไร...?
ถ้าถามเรา เราก็ตอบได้ว่า ต้องสวดมนต์ เจริญสมาธิภาวนาให้มาก ๆ...
เพราะเรา ตอนที่เจอทุกข์หนัก ๆ ตอนนั้น เราสวดมนต์ตอนเย็นเป็นประจำ สวดไปเรื่อย สวดไปอย่างนั้น
แต่ทว่า วันหนึ่งเราก็มาเจอท่านพระอาจารย์ ซึ่งเราก็ไม่เคยรู้จักมาก่อน ไม่รู้จักวัดนี้ หลวงปู่มั่น หลวงพ่อชา เรายังไม่รู้จักเลย ไปอยู่อุบลราชธานีสามสี่เดือน วัดหนองป่าพง ก็ยังไม่แว่วเข้าหูเลย
ตอนนั้นกรรมมันหนัก รู้จักแต่ร้านเหล้า ร้านเบียร์ รู้จักแต่ที่เที่ยว รู้จักแต่ "โรงหนัง..."

อยู่ดี ๆ เราก็มาบวช เราก็ยังงง ๆ อยู่มา เรามาบวชได้อย่างไงหว่า...!!!

พอกลับมาแล้วทุกข์มาก ทุกข์มากก็สวดมนต์มาก
เรื่องเงินไม่ต้องพูดถึง ไม่ได้ไปทำบุญทำทานที่ไหนอยู่แล้ว ก็ได้แต่ดูแลพ่อแม่อยู่กับบ้าน
อีกอย่างหนึ่ง ถ้ามีเงินก็คงเที่ยวตะลอน ตะลอนไปเรื่อย ไม่ได้ดูแล "พระอรหันต์" ที่บ้านอย่างนั้น
ไอ้เงินนี้ตัวแสบจริง ๆ
มีเงิน ก็มีมือ มีเท้าที่จะไปทำ "ความเลว"
ถึงแม้นจะไปทำดี ก็ละเลยสิ่งที่ดีกว่าคือการดูแลพ่อแม่

ไอ้นี้จริง เพราะอย่างเรา ถ้าเรามีเงิน เราก็จะไปเที่ยวโน่น เที่ยวนี่
ตอนไม่มีเงิน ไม่มีงานถึงได้กลับมา "อยู่บ้าน"
เดี่ยวนี้คนมีเงิน มีงานกันเยอะ พ่อแม่ถึงถูกทิ้งอยู่กับเรา แล้วให้ลูกหลานไปอยู่กับเงิน..
.

คนรวย ๆ เขามีเวลาหาเงิน มีเวลาใช้เงิน แต่ไม่มีเวลาที่จะมาสวดมนต์ ภาวนาอะไรหรอก...
เฮ้อ... ยากนะ ที่จะทำให้คนที่มี "มิจฉาทิฏฐิ" กลับมามี "สัมมาทิฏฐิ" ได้
แต่นั่นก็เถอะ ให้เขาบริจาคเงินไปสักร้อย สักพันภูเขาหิมาลัย วันหนึ่งถ้าบารมีเขาเทียบเท่าได้ซึ่งการรักษาศีลสักเสี้ยวนาที เขาอาจจะเจอกัลยาณมิตรที่ดีแล้วพบทางสว่าง

คงจะต้องรอกันสักแสนชาติ หรือไม่ก็สักร้อย "อสงไขย" เน๊อะ คนที่ทำบุญด้วยเงินเขาถึงจะได้เจอ "กัลยาณมิตร" ที่ดี... (ที่มาจากบันทึก น้อมรับด้วยใจที่นอบน้อม...)

เจอแล้วถ้า "โง่" ก็จะฟังพระธรรมคำสอน ฟังแล้วก็ "โง่" ปฏิบัติไปเรื่อย ไม่คิดมาก ไม่ฟุ้งมาก ไม่ฉลาดไปหาปลายทางก่อนแล้วจึงเริ่มปฏิบัติ...

เจอแล้วถ้า "อวดฉลาด" ก็จะพลาดโอกาสทองแล้วชาติหน้าก็ค่อยว่ากันใหม่

มีคนหลายคนนะ เดินเฉียด "กัลยาณมิตร" ไป แล้วก็ไปใช้ชีวิตกับ "มิตรเลว ๆ..."

อื้ม... คนมีเงินด้วย มีธรรมด้วยนี่หาลำบากจริง ๆ มีเงิน สังคมก็พาไปผิดศีล พาไปเข้าสังคม งานเลี้ยง รื่นเริง เหล้ายา ปาปิ้ง ละทิ้งพ่อ ละทิ้งแม่ แค่กรรมตัวนี้ก็ตกนรกไปหลายร้อยชาติแล้ว

เฮ้อ... ยาก ยากมาก หากเมื่อใดเรายังมีเงิน มีงาน มีเกียรติยศ ชื่อเสียงอยู่ มาวัดก็มางั้น ๆ มันไม่ถึงจิตถึงใจ ละทิ้ง ปล่อยวางงานไม่ได้ ก็สักแต่ว่ามาอวดร่ำ อวดรวยไปเรื่อย...

กำลังแห่งกัลยาณมิตรนั้นพระพุทธองค์ยังตรัสไว้ว่า "เราเป็นเพียงผู้บอกทางเท่านั้น สิ่งทั้งหลายเธอต้องทำเอง..."

คนรวย ๆ เขาไม่ค่อยทำกันหรอก เขามีเวลาทำงาน เขาไม่มีเวลา "ภาวนา..."

ก็นั่นแหละ เหตุและผลมันเป็นอย่างนี้

จงภูมิใจที่เกิดมาจน เพราะความจนเป็นโอกาสที่เราจะได้ "ภาวนา"

อย่าไปอิจฉาคนรวยเลย คนจน ๆ นี่แหละมีโอกาสที่จะพ้นทุกข์ได้ก่อนคนรวย ๆ

ปล่อยคนรวย ๆ เขาร่ำ เขารวย ให้เขาเวียนว่ายตายเกิดไปเถิด

ส่วนเราไปสบายกันดีกว่า ปฏิบัติธรรม รักษาศีล ภาวนา ย่นภพ ย่นชาติ ปิดโอกาสการ"เกิด" ได้ก่อนใคร...