พอไม่มีก็ทุกข์ มีไม่พอก็ทุกข์ พอเพียงก็เพียงพอ

  เมื่อไหร่คนเราถึงจะพอ ไม่ว่าพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่  พอใจในสิ่งที่ตนเองเป็นอยู่  คนเรามีแต่อยากได้มากขึ้น  อยากมีเพิ่มขึ้น  เมืองพอบ่มี  มีแต่เมืองพล  วันนี้ขอเริ่มต้นขอเปิดตัวด้วยพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง

 

     

 

พระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียง

 

 

 

ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง
ไม่ต้องทั้งหมดแม้จะไม่ถึงครึ่ง อาจจะเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็จะสามารถที่จะอยู่ได้
การแก้ไขจะต้องการแก้ไขจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่าย ๆ โดยมากคนก็ใจร้อนเพราะเดือดร้อนแต่ว่าถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ก็จะสามารถที่จะแก้ไขได้

 การจะเป็นเสือนั้นมันไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เราพออยู่ พอกิน
และมีเศรษฐกิจการเป็นอยู่แบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกิน

 หมายความว่า
อุ้มชูตัวเองได้ให้มีพอเพียงกับตัวเอง

อันนี้เคยบอกว่า ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะต้อง
ผลิตอาหารของตัวจะต้องทอผ้าใส่ให้ตัวเองสำหรับครอบครัวอย่างนั้น มันเกินไป
แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอ  จะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่ง บางอย่างที่ผลิตได้
มากกว่าความต้องการก็ขายได้แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไร ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก

 

 

 

พระราชดำรัส
พระราชทานเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540

 

พระราชดำรัสเศรษฐกิจพอ 

 

 

พระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียง

 

 

 

อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น. ต้องให้พอประมาณตามอัตภาพ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติตน

 

ก็พอเพียง”

 

 

 

(พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 4 ธันวาคม 2541)

 

 

 

 

 

 

 

“…ผู้มีปัญญาทุกระดับจึงต้องถือเป็นภาระหน้าที่ ที่จะต้องรู้จักรับ รู้จักใช้ความรู้อย่างถูกต้อง เพื่อสามารถพิจารณาการกระทำให้เหมาะสมแก่ทุกกรณี…”

 

 

 

(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรขง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 28 สิงหาคม 2518)

 

 

 

 

 

 

 

ทำงานเพื่ออะไร ก็ทำเพื่อความสุข ทุกคนต้องการความสุข แต่ถ้าความสุขเป็นเฉพาะบุคคล ก็เป็นความสุขที่โง่

 

 

 

(พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 4 ธันวาคม 2517)