มาต่อกับเรื่องราวของ  นครกาย  ตอนที่ห้า  ต่อเลยขอรับ..
 
    กล่าวถึงเมืองปัจจยาการนคร นี้ พระเจ้าเวทนาผู้ครองนคร มีข้อแม้ว่าถ้าชายใดสามารถจะตอบปัญหา ๕ ข้อ ที่ตั้งไว้ได้    ก็จะยกเจ้าหญิงทั้ง ๓ องค์    ให้เป็นมเหสี    และให้ครองเมืองปัจจยาการนคร แต่หากตอบมิได้แล้วก็จะตกเป็นทาสรับใช้เจ้าหญิงทั้ง ๓ ตลอดไป
            ครั้นเจ้าชายจิตตราช กับอำมาตย์มิจฉัตตะ คู่ใจมาถึงเมืองปัจจยาการนครก็แต่งกายแบบชาวบ้านธรรมดาแล้วขอพักที่บ้านของยายแก่ ๆ คนหนึ่งชื่อว่า ยายมายาวี (ความเจ้าเล่ห์เพทุบายต่าง ๆ )ผู้เฝ้าอุทยานของพระเจ้าเวทนา ยายมายาวี ก็จัดที่พักให้เสร็จสรรพเรียบร้อยตามประสงค์
            รุ่งขึ้นเจ้าชายจิตตราช ก็ลายายมายาวี เพื่อไปแก้ปัญหา ณ โรงมณฑปท้องสนามหลวง แห่งเมืองปัจจยาการนคร เพื่ออาสาแก้ปัญหา หากแก้มิได้ก็จะมอบกายเป็นทาสรับใช้เจ้าหญิงทั้ง ๓  มาแนบชิดคู่กายใจครองเมืองปัจจยาการนคร ตามข้อแม้ทุกประการ ฯ
            ดังนั้น พระเจ้าเวทนาจึงให้พระธิดาเริ่มถามปัญหาเป็นลำดับไป ดังนี้
        คำถามแรก เจ้าหญิงตัณหา ถามว่า ทำไมคนตายแล้วจึงต้องมัดตราสัง ๓ เปราะ คือ ที่คอ ๑ ที่มือทั้งสอง ๑ ที่เท้าทั้งสอง ๑
            เจ้าชายจิตตราชจนปัญญาที่จะตอบปัญหา จึงแอบนำแว่นวิชชามัยมาส่องดูก็รู้แจ้งทันที่จึงตอบว่า
           ที่ผูกคอ คือ มีบุตรเหมือนมีห่วงผูกไว้ที่คอจะกลืนกินอะไรก็ต้องนึงถึงบุตรก่อนเสมอไป
            ที่ผูกมือทั้งสอง คือ มีสามีภรรยาเหมือนผูกมือไว้คิดกลัวนอกใจ
            ที่ผูกเท้าทั้งสอง คือ มีทรัพย์สมบัติเหมือนมีห่วงผูกเท้าห่วงสมบัติจะไปไหนก็กังวลห่วงทรัพย์อยู่ร่ำไป
            เจ้าชายจิตตราชได้ทีบอกภาษิตภาษากวีว่า
            ปุตโต  คีเว  มีบุตรบ่างหนึ่งเกี่ยงพันคอ
            ธะนัง  ปาเท ทรัพย์ผูกบาทาคลอ  หน่วงไว้
            ภริยา  หัตเถ  ภรรยา(สามี)เยี่ยงอย่างปอ รึงรัดมือนา
            สามบ่วงใครพ้นได้  จึ่งพ้นสงสาร ฯ
            คำถามที่สอง เจ้าหญิงราคา เป็นผู้ถามว่า ไฟอะไรร้อนที่สุดในโลก ?
            เจ้าชายจิตตราชก็แอบใช้แว่นวิชชามัยมาส่องดู ก็รู้แจ้งจึงตอบว่า ไฟที่ร้อนที่สุดมีอยู่  ๓ กอง คือ
            กองที่ ๑ ราคัคคิ ไฟคือราคะ (ความกำหนัดยินดีเผาลนจิตใจปุถุชนอยู่เป็นประจำ)
            กองที่ ๒ โทสัคคิ ไฟคือโทสะ (ความประทุษร้าย แรงอาฆาตโดยปราศจากเหตุผล)
            กองที่ ๓ โมหัคคิ ไฟคือโมหะ (ความหลง โง่ งมงายอย่างไร้สาระ)
            คำถามที่ สาม เจ้าหญิง อรดี เป็นผู้ถามว่า ในโลกนี้อะไรเที่ยงที่สุด
            เจ้าชายจิตตราช ก็แอบใช้แว่นวิชชามัยส่องดู ก็รู้แจ้งแถลงไป ตอบว่า
            ในโลกนี้ ความตาย เป็นของเที่ยงแท้แน่นอน  ทุกชีวิตต้องประสพมิสามารถหลีกหนี หลบซ่อน เพราะเป็นมรดกชิ้นสุดท้ายของทุกชีวิต
                                                                                                           
          คำถามที่ สี่ เจ้าหญิงตัณหา เข้ามาถามปัญหาต่อว่า ในโลกนี้อะไรหนักที่สุด
เจ้าชายจิตตราชตอบมิได้ก็แอบใช้แว่นส่องตามเคย จึงรู้ แล้วตอบว่า เบญจขันธ์ (คือ ขันธ์ ๕ มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) เป็นของหนักที่สุด เพราะตั้งแต่ถือกำเนิดมาจนสิ้นลมปราณต้องรับภาระเลี้ยงดู บำบัดทุกข์ บำรุงสุขอยู่ร่ำไป มิได้ขาดตลอดเวลาที่เดียว
            ก่อนจะถามปัญหาข้อสุดท้าย พระเจ้าเวทนาสงสัยว่า เจ้าชายจิตตราชอาจใช้เล่ห์กลวิชชามารจึงตอบปัญหาได้ อีกทั้งใช้เวลามาพอสมควร จึงขอพักผ่อนค่อยมา ถาม – ตอบ ใหม่ในข้อสุดท้าย วันรุ่งขึ้น วันนี้ขอให้แยกย้ายกันไปพักผ่อนก่อน
            เจ้าชายจิตตราชก็ยอมทำตาม เพราะตนเองถือว่ามีของวิเศษอยู่ในตัวมิต้องคิดให้เปลืองสมอง กลับไปพักก่อนก็ดี อีกคำถามพรุ่งนี้ก็ตอบได้สบายอย่างแน่นอน

โปรดติดตามตอนต่อไป

ธรรมะสวัสดีขอรับ