เจ้าหน้าที่ผู้ทำคลอดของสถานพยาบาลสามารถออกหนังสือรับรองการเกิดให้ได้ ไม่ว่าผู้ที่ไปคลอดบุตรที่สถานพยาบาลจะเป็นคนต่างด้าวประเภทใดก็ตาม ดังนั้นถ้าแม่ของเด็กเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมาย มาคลอดที่สถานพยาบาล เจ้าหน้าที่ผู้ทำคลอดก็สามารถออก ท.ร. ๑/๑ ให้ได้ และถ้าเจ้าหน้าที่ผู้ทำคลอดไม่ออก ท.ร. ๑/๑ ให้ก็อาจมีความผิดโดนปรับได้

เมื่อหลายวันก่อน มีเพื่อนที่ทำงานในแวดวงสิทธิเด็ก หารือเข้ามาเกี่ยวกับปัญหาเด็กคลอดในสถานพยาบาล (ในประเทศไทย) แต่ไม่ได้รับหนังสือรับรองการเกิด จากสถานพยาบาล ก็เลยคิดว่าน่าจะเขียนถึงเรื่องนี้เพื่อเป็นการบันทึกไว้ให้คนทั่วไปได้อ่านด้วย

 

หน้าที่ตามกฎหมาย ในการออกหนังสือรับรองการเกิด (ท.ร. ๑/๑)

ในเรื่องการออกหนังสือรับรองการเกิด โดยสถานพยาบาลนั้น เป็นเรื่องที่ พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๒๓ กำหนดให้ผู้ทำคลอดหรือผู้รักษาพยาบาลต้องออกหนังสือรับรองการเกิด (ตามแบบ ท.ร. ๑/๑) ให้แก่เด็กที่ตนเองทำคลอด เพื่อเป็นเอกสารที่ใช้ในการแจ้งเกิดของเด็กคนนั้น

 

การออกหนังสือรับรองการเกิดโดยสถานพยาบาลนั้น มีส่วนช่วยอย่างมาก ต่อการจดทะเบียนการเกิดของเด็ก เพราะเมื่อมีหนังสือรับรองการเกิดที่ออกโดยสถานพยาบาล นายทะเบียนก็จะมีความมั่นใจมากขึ้นในการจดทะเบียนการเกิดให้ เพราะมีพยานบุคคลยืนยันว่าเด็กคนนั้นเกิดในประเทศไทย รวมถึงยืนยันวันเดือนปีเกิด และบุคคลที่เป็นแม่ของเด็กด้วย โดยไม่ต้องมีการสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมแต่อย่างใด

 

นอกจากนั้น การออกหนังสือรับรองการเกิดดังกล่าว เป็นคุณประโยชน์อย่างมหาศาลต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาความไร้รัฐไร้สัญชาติของเด็ก เพราะอาจกล่าวได้ว่าเป็นเอกสารชิ้นแรกที่เป็นการรับรองความมีตัวตนของเด็กที่เกิดมาในโลกนี้ โดยเอกสารดังกล่าวจะมีข้อมูลที่จำเป็นต่อการกำหนดสถานะหรือสัญชาติของเด็ก และอาจเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยไม่ให้เด็กต้องถูกแยกจากครอบครัว เห็นตัวอย่างได้จากการที่เด็กที่เกิดในประเทศไทย โดยมีพ่อแม่เป็นคนต่างชาติ

เมื่อได้รับหนังสือรับรองการเกิดที่ออกโดยโรงพยาบาลแล้วพ่อแม่เด็กก็สามารถนำหนังสือรับรองการเกิดไปแจ้งเกิดต่อเจ้าหน้าที่ทะเบียนราษฎรของไทยได้ รวมทั้งสามารถใช้เอกสารดังกล่าวดังกล่าวในการพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับเด็กที่เกิด ซึ่งนำไปสู่การที่เด็กสามารถมีสัญชาติเดียวกันกับพ่อแม่ได้ และเมื่อพ่อแม่ของเด็กที่เป็นคนต่างชาติเดินทางออกจากประเทศไทยก็จะสามารถนำตัวเด็กออกไปพร้อมกันได้ (ซึ่งถ้าไม่มีเอกสารยืนยันความเป็นพ่อแม่ลูก อาจต้องมีการพิสูจน์ด้วยวิธีอื่นๆ เช่นการตรวจดีเอ็นเอ อันเป็นผลให้เกิดปัญหาความล่าช้า และเด็กอาจถูกแยกจากพ่อแม่ได้ เป็นต้น)

 

ทีนี้หลายคนอาจสงสัยว่า เจ้าหน้าที่ผู้ทำคลอดจะไม่ออกหนังสือรับรองการเกิด (ท.ร. ๑/๑) ให้แก่เด็กที่ตนทำคลอดในสถานพยาบาลได้หรือไม่

เรื่องนี้เห็นได้ว่า กฎหมายทะเบียนราษฎรดังกล่าว กำหนดให้เป็นหน้าที่ และผู้ใดไม่ปฏิบัติตามก็ถือว่าเป็นความผิดตาม มาตรา ๔๗ (๒) ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว อาจเป็นไปได้ว่าเจ้าหน้าที่ผู้ทำคลอดไม่รู้ว่าตนเองมีหน้าที่ดังกล่าว หรืออาจประสบอุปสรรคอื่นที่ทำให้แม้จะอยากออกหนังสือรับรองการเกิดให้ แต่ก็ไม่สามารถทำได้

 

อาจมีคำถามต่อไปอีกว่า เจ้าหน้าที่ผู้ทำคลอดในสถานพยาบาลต้องออกหนังสือรับรองการเกิด (ท.ร. ๑/๑) ให้กับเด็กทุกคนที่คลอดที่สถานพยาบาลแห่งนั้นหรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีที่แม่ของเด็กนั้นไม่มีหลักฐานแสดงตัวใดๆ หรือเป็นคนต่างชาติเข้าเมืองผิดกฎหมาย เรื่องนี้มีคำตอบที่ชัดเจน โดยดูได้จาก จดหมายจากทางกระทรวงมหาดไทยที่ มท ๐๓๑๐.๑/๖๙๘๔ ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๔๕ เรื่อง การออกหนังสือรับรองการเกิด (ท.ร. ๑/๑) ให้กับบุตรของคนต่างด้าว ส่งถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุข

ซึ่งสรุปความได้ว่า เจ้าหน้าที่ผู้ทำคลอดของสถานพยาบาลสามารถออกหนังสือรับรองการเกิดให้ได้ ไม่ว่าผู้ที่ไปคลอดบุตรที่สถานพยาบาลจะเป็นคนต่างด้าวประเภทใดก็ตาม ดังนี้ถ้าแม่ของเด็กเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมาย มาคลอดที่สถานพยาบาล เจ้าหน้าที่ผู้ทำคลอดก็สามารถออก ท.ร. ๑/๑ ให้ได้ และถ้าเจ้าหน้าที่ผู้ทำคลอดไม่ออก ท.ร. ๑/๑ ให้ก็อาจมีความผิดโดนปรับได้ ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

 

ปัญหาและอุปสรรคในการออกหนังสือรับรองการเกิด     

ทีนี้มาดูในทางปฏิบัติบ้าง ก็ได้รับการบอกเล่าจากเพื่อนๆ ในวงการที่ทำงานเกี่ยวกับเด็ก ว่ายังมีสถานพยาบาลบางแห่ง ไม่ออกหนังสือรับรองการเกิด (ท.ร. ๑/๑) ให้กับเด็กที่มาคลอดในสถานพยาบาลแห่งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่พ่อแม่ของเด็กมีสถานะเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมาย ซึ่งปัญหาดังกล่าว จากประสบการณ์ที่ได้จากการทำงาน ผมเห็นว่าอาจเกิดจากเหตุปัจจัย ๒ ลักษณะใหญ่ คือ

๑.      การปฏิเสธไม่ออกให้ โดยความไม่รู้กฎหมาย หรือความมีคติของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคลอด หรือผู้บริหารสถานพยาบาล (ผิดที่ไม่รู้ หรือรู้แต่ไม่ยอมทำให้)

๒.      ปัญหาอุปสรรคในทางปฏิบัติ อันเนื่องมาจาก ความไม่รู้ไม่สนใจของพ่อแม่ของเด็ก ความไม่พร้อมของสถานพยาบาล ทั้งในส่วนของระบบงาน เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในการออกหนังสือรับรองการเกิด หรือปัญหาด้านภาษาในการสื่อสาร เป็นต้น (อาจกล่าวได้ว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ปฏิเสธไม่ออกให้ สถานพยาบาลอยากทำให้ แต่มีอุปสรรคทำให้ออกให้ไม่ได้ ซึ่งถ้ากลับมาขอในตอนที่พร้อมหรืออุปสรรคได้รับการแก้ไข ก็สามารถออกให้ได้)

 

ซึ่งคนทำงานก็ต้องไปเสาะหาข้อมูลเพิ่มเติมว่าสถานพยาบาลที่ไม่ออกหนังสือรับรองการเกิดให้นั้น เป็นด้วยเหตุปัจจัยใด จะได้กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาได้ โดยแนวทางดำเนินการนั้น อาจเป็นได้ทั้งการให้ข้อมูล หรือประชุมร่วมกับทางสถานพยาบาลนั้น เพื่อเน้นย้ำถึง “หน้าที่ในการออกหนังสือรับรองการเกิด” ของสถานพยาบาล และร่วมกำหนดแนวทางในการขจัดอุปสรรคของการออกหนังสือรับรองการเกิด

 

มองไปข้างหน้ากับการพัฒนาระบบการติดตามตรวจสอบ

นอกจากนั้น มีคนเสนอว่า น่าจะยกเป็นประเด็นหารือกับทางกระทรวงสาธารณสุข (สธ) ซึ่งผมก็ว่าเป็นความคิดที่ดี เพราะจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้รับทราบ นโยบายของกระทรวงสาธารณสุขในเรื่องดังกล่าว รวมทั้งการดำเนินงานในปัจจุบัน รวมถึงกลไกในการติดตามตรวจสอบที่มีอยู่ ว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด เพื่อประกันว่าเด็กทุกคนที่เกิดในสถานพยาบาลจะได้รับหนังสือรับรองการเกิด (ท.ร. ๑/๑)

 

ในส่วนตัวผมเองนั้น มีความสนใจเป็นพิเศษในเรื่องของกลไกการติดตาม เพราะหากเรามีข้อมูลหรือสถิติด้านการออกหนังสือรับรองการเกิด ก็จะเป็นหลักฐานสำคัญที่เราจะสามารถประกาศให้โลกได้รู้ว่า เราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน และประสบความสำเร็จในเรื่องดังกล่าวเพียงใด นอกจากนั้นยังเป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วยให้เรารู้ด้วยว่าปัญหาและอุปสรรคอยู่ที่ไหน เพื่อที่จะได้หาแนวทางแก้ไขต่อไป

สิ่งที่ผมอยากรู้ในประเด็นกลไกการติดตามของกระทรวงสาธารณสุข มีดังนื้คือ

  1. หน่วยงานใดภายใน สธ ที่รับผิดชอบด้านระบบข้อมูลที่เกี่ยวกับการออกหนังสือรับรองการเกิด (กล่าวคือมีข้อมูลตัวเลขการออกหนังสือรับรองการเกิดของสถานพยาบาลในสังกัด สธ ทั่วประเทศ)
  2. สธ มีระบบข้อมูลแบบรวมศูนย์หรือไม่ ที่จะช่วยส่วนกลางให้สามารถตรวจสอบการออกหนังสือรับรองการเกิดของสถานพยาบาลทั่วประเทศ (การเชื่อมต่อของระบบข้อมูลระหว่างสถานพยาบาลต่างๆ และ สธ)
  3. ระบบข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันของสถานพยาบาล (และของส่วนกลาง ถ้ามี) สามารถเปรียบเทียบ ตัวเลขการคลอดจริงที่สถานพยาบาลกับตัวเลขการออกหนังสือรับรองการเกิด ได้หรือไม่ (สถิติรายเดือน แยกรายสถานพยาบาล เป็นต้น)
  4. มีการรวบรวมปัญหาและอุปสรรคที่เกี่ยวเนื่องกับการออกหนังสือรับรองการเกิดหรือไม่ (เช่นระบุว่า มีกี่รายที่ไม่สามารถออกหนังสือรับรองการเกิดให้ได้เนื่องจาก พ่อแม่ของเด็กออกจากโรงพยาบาลก่อน และไม่สามารถติดต่อได้ เป็นต้น)

 

ผมว่าถ้าเรามีระบบฐานข้อมูลการออกหนังสือรับรองการเกิดที่ดี เราก็จะมีเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ในการติดตามผลการดำเนินงาน รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น รวมทั้งจะเป็นประโยชน์ต่อการจดทะเบียนการเกิดของเด็กด้วย ซึ่งพอพูดถึงเรื่องนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะเล่าให้ฟังถึง

"โครงการนำร่องของสำนักบริหารการทะเบียน

กรมการปกครอง"

ที่จะเชื่อมข้อมูลการออกหนังสือรับรองการเกิดของสถานพยาบาลเข้ากับระบบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร ของกรมการปกครอง โดยได้เริ่มพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์และทดลองใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๑

ขอเล่าโดยสรุปแบบเร็วๆ ก็แล้วกันว่า ภายใต้โครงการดังกล่าว เจ้าหน้าที่ผู้ทำคลอดในสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการฯ จะทำการกรอกข้อมูลในแบบฟอร์ม ท.ร. ๑/๑ ในระบบออนไลน์ ซึ่งข้อมูลที่กรอกก็จะไปอยู่ในระบบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร เมื่อพ่อแม่หรือผู้มีหน้าที่ในการแจ้งเกิดไปแจ้งเกิด นายทะเบียนผู้รับแจ้งการเกิด ก็สามารถดึงข้อมูลจาก ท.ร. ๑/๑ ของเด็กคนนั้นมาทำการออกสูติบัตรได้เลย โดยไม่ต้องไปสอบถามข้อมูลหรือกรอกข้อมูลใหม่ ซึ่งก็เป็นประโยชน์ในแง่ของการลดเวลาในการจดทะเบียนการเกิด และลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการกรอกข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง นอกจากนั้นข้อมูลที่ใส่เข้าไปในระบบดังกล่าว หากเป็นกรณีของคนสัญชาติไทย ข้อมูลจะถูกส่งไปยังฐานข้อมูลของระบบประกันสุขภาพอีกด้วย 

ก็หวังว่าระบบดังกล่าวจะสามารถใช้ได้ทั่วประเทศในเร็ววันนี้

 

นอกจากนั้น ในอนาคตเราอาจเห็น “บริการจดทะเบียนการเกิดที่สถานพยาบาล” ซึ่งทำให้พ่อแม่ของเด็กที่เกิดในสถานพยาบาลสามารถแจ้งเกิดและเด็กได้รับการจดทะเบียนการเกิดในสถานพยาบาลที่เด็กเกิดนั้นได้เลย โดยไม่ต้องเดินทางไปสำนักทะเบียนอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น

การให้บริการดังกล่าวปัจจุบันก็มีแล้วในสถานพยาบาลใหญ่ๆ ในกรุงเทพมหานคร ที่ผมรู้มาก็มีอยู่ ๗ แห่ง คือ โรงพยาบาลวชิรพยาบาล โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี และโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานทะเบียนของเขตที่สถานพยาบาลแห่งนั้นตั้งอยู่ ไปให้บริการดังกล่าว

 

ก็ขอเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่มีบทบาทเกื้อหนุนให้เกิดบริการดีๆ อย่างนี้แก่เด็กทุกคนที่เกิดในประเทศไทย โดยไม่เลือกปฏิบัติ เพราะสุดท้ายแล้วประโยชน์ก็จะตกอยู่กับเด็กที่เกิดและสังคมไทย และก็หวังว่าในอนาคตผมจะมีโอกาสที่จะเข้าร่วมในความพยายามที่จะพัฒนาระบบดังกล่าวให้ดียิ่งขึ้นต่อไป