การให้อภัยและการแผ่เมตตา.....
ผู้เขียนมีเพื่อนรักตั้งแต่สมัยเด็กๆอยู่หนึ่งคน ที่ยังคงติดต่อกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันชื่อแอน ที่มักจะคุยกันเรื่องธรรมะ การทำบุญเสียส่วนใหญ่ ทุกๆ คืนจะมีสาระดีๆ มาให้เสมอ แอนเป็นคนสนใจในธรรม ส่งหนังสือธรรมมาให้ ส่งบทสวดมนต์มาให้ และชวนไปทำบุญสม่ำเสมอ วันนี้ก็เช่นกัน สาระดีๆ ที่คุยกันเรื่องการให้อภัยและการแผ่เมตตาที่อยากจะแบ่งปันไปให้คนอื่นเผื่อว่ามีประโยชน์บ้าง ไม่มากก็น้อย...ลองอ่านกันดูนะคะ
เมื่อเราเปลี่ยนแปลงอดีตไม่ได้ เราจึงไม่ควรปักใจอยู่กับอดีต แต่เราสามารถเรียนรู้จากอดีตเพื่อทำปัจจุบันและอนาคตให้ดีขึ้นได้ บทเรียนจากอดีตอย่างหนึ่งที่ได้เรียนรู้มาก็คือ “การอยู่กับความโกรธ เกลียด และความขมขื่น ทำให้เราได้เห็นคุณค่าของการให้อภัย”
การให้อภัยมิได้หมายถึงการลืมเหตุการณ์ที่เจ็บปวด แต่หมายถึงการไม่ยอมให้เหตุการณ์เหล่านั้นมาทำร้ายเรา ผู้ที่รู้จักให้อภัยคือผู้ที่ยังจดจำอดีตอันไม่น่าพิสมัยได้ แต่แทนที่จะปล่อยให้อดีตนั้นมากระทำย่ำยี กลับเอาชนะมันได้และสามารถนำมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น เอามาเป็นบทเรียนเพื่อจะไม่ทำความผิดพลาดอีก และที่สำคัญคือเป็นเครื่องเตือนใจว่าความโกรธเกลียดนั้นเป็นอันตรายต่อตัว เราอย่างไรบ้าง
เมื่อเราโกรธใคร อยากทำร้ายใครนั้น คนแรกที่ถูกทำร้ายคือตัวเรานั่นเอง ไม่ใช่แค่จิตใจเท่านั้นที่เร่าร้อนเหมือนถูกไฟสุม แม้แต่ร่างกายก็ยังได้รับผลกระทบด้วย มีบางคนที่มีอาการปวดท้องและปวดศีรษะเรื้อรัง อีกทั้งยังมีความดันโลหิตสูง ซึ่งหมอพยายามตรวจร่างกายแต่ก็ไม่พบความผิดปกติ
การให้อภัยเป็นเรื่องยาก แต่การมีชีวิตด้วยจิตใจที่โกรธแค้นพยาบาทกลับเป็นเรื่องที่ยากลำบากกว่า คนที่มีความโกรธเกลียดอัดแน่นเต็มหัวใจย่อมไม่อาจพบความสุขและความเบิกบานใจได้ คนเช่นนี้ย่อมยากที่จะมีศรัทธาและกำลังใจในการมีชีวิต ด้วยเหตุนี้เราจึงควรเรียนรู้ที่จะปลดเปลื้องความโกรธเกลียดไปจากจิตใจ ด้วยการรู้จักให้อภัยและหมั่นแผ่เมตตาไปให้แก่คนที่ทำความเจ็บปวดให้แก่เรา
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะนึกถึงบุคคลดังกล่าวโดยที่จิตใจไม่พลุ่งพล่าน แต่เมื่อใดที่ใจเราสงบลองนึกถึงเขาอยู่เป็นระยะๆ นึกถึงแต่ละครั้งก็ยิ้มให้เขา แผ่ความปรารถนาดีให้เขา เราจะพบว่าเรายิ้มให้เขาได้ง่ายขึ้น และจิตใจกระเพื่อมน้อยลง ไม่นานเราก็จะให้อภัยเขาได้และมีความปรารถนาดีต่อเขาด้วยใจจริง
ถึงตอนนั้นเราจะพบว่าสิ่งที่ทำให้เราเจ็บปวดทุกข์ทรมานมาเป็นเวลานานนั้นมิ ใช่อะไรอื่น หากได้แก่ความโกรธเกลียดที่เคยอยู่ในใจเรานั้นเอง ความเจ็บปวดที่เกิดเพราะคนบางคนนั้นแท้จริงได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว แต่ที่ยังคงอยู่ก็เพราะใจเรานั้นเองที่ไปรื้อฟื้นและทนุถนอมมันเอาไว้ด้วย ความจงเกลียดจงชังหมายมั่นจะแก้แค้น ตัวเขาอาจอยู่ไกลแสนไกล แต่เราเองต่างหากที่ไปดึงเขามาไว้กลางใจเราอยู่ทุกโมงยาม พูดให้ถูกต้องก็คือใจเรานั่นแหละที่สร้างปีศาจร้ายมาหลอกหลอนตัวเองอยู่ทุก ขณะจิต ปีศาจที่แม้รูปร่างหน้าตาเหมือนคนที่เคยประทุษร้ายเรา แต่เป็นผลผลิตจากใจของเราเอง
การให้อภัยและการแผ่เมตตาแท้ที่จริงก็คือการสยบปีศาจร้ายมิให้มาหลอกหลอนอีก ต่อไป จะเรียกว่าเป็นการเชื้อเชิญมันออกไปจากจิตใจของเราก็ได้ ด้วยการให้อภัยและการแผ่เมตตาเท่านั้น จิตใจของเราจึงจะได้รับการเยียวยาและกลับเป็นปกติสุขอีกครั้งหนึ่ง
ในโลกที่เรามิอาจหลีกพ้นความพลัดพรากสูญเสีย ความเจ็บปวด และบาดแผลในใจ การให้อภัยและการแผ่เมตตาคืออะไรหากมิใช่ยาสามัญที่ควรมีไว้ประจำใจ
ขอให้ทุกท่านใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ด้วยความสุขทั้งกายและใจตลอดไปนะคะ

สาธุ สาธุ ให้อภัย และ ให้ โอกาส ด้วยครับ
สวัสดีค่ะท่าน อ.JJ
เห็นด้วยครับ..และรู้สึกเข้าใจกับความรู้สึกนี้ครับ
ขอบคุณที่ช่วยเตือนสติ
การให้อภัยคือการไม่ผูกใจเจ็บ พยาบาทต่อผู้อื่น บางครั้งเพื่อนเราทำเราแสบจนไม่อยากที่จะให้อภัย
แต่สุดท้ายก็ให้อภัย เอาปี่เก็บไว้คนเดียว
ดีจังเลยครับ จะได้เก็บเอาไว้เตือนตัวเอง มิน่าพระท่านถึงบอกว่า โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า เข้าใจแล้ว ปล. เฉลยเรื่องน้องวัวแล้วครับ...
ไม่ใช่ปัจจุบันอย่างเพ่งโทษ
คิดโกรธ คิดเกลียด ใจดิ่งเหว
พอคิดปั๊ป รับผลปั๊ป อย่างรวดเร็ว
ใครคิดเลวไม่ต้องโกรธ โทษประจาน
คำตอบของชีวิต ปฏิจจสมุปบาท
เรียน คุณชิด
ยินดีค่ะ
ฮ่าๆๆๆ พี่ไข่...มุขนี้ต้องเก็บไว้ใช้บ้าง
ให้พระอภัยไปแล้วไม่ให้ปี่เขาไปด้วยอะคะ...555
ขอบพระคุณค่ะ
อ.ขจิต
โกรธกันไปทำไม...รักกันไว้ดีกว่า....เย้เย...