การไม่ไถ ไม่ดำ ไม่หว่าน ไม่ใส่ปุ๋ย ไม่ฉีดยา ไม่ใช้สารพิษใดๆ ผมทำได้หมดแล้ว เหลือเพียงอย่างเดียว คือ ถ้าไม่เกี่ยวข้าว จะทำอย่างไร

ในสมัยเด็กๆ บ้านผมมีนาเพียงสี่ไร่ (เท่าๆกับแปลงที่ ๑ ที่ผมกำลังทำอยู่ในปัจจุบัน) ทำให้ข้าวไม่พอรับประทานในครอบครัว ๘ คน

บางปีพ่อผมก็ไปขอเช่านาเขาทำไกลๆ ที่ต้องขนมารวมกันที่บ้าน

ตอนนั้นผมเรียนชั้นประถม ประมาณปีที่สาม น้ำหนักตัวประมาณไม่เกิน ๒๐ กก. (เพราะตอนประถมปีที่ ๕ ผมไปโรงเรียนใกล้สถานีรถไฟ ไปแอบชั่งเป็นครั้งแรกในชีวิตได้ ๒๕ กก.) ผมต้องช่วยพ่อแม่หาบข้าวไปรวมกันนวดที่ลานนวด แค่ครั้งละ ๔ ฟ่อน ด้วยไม้คันหลาวที่ทำจากต้นหมาก

เป็นการทำงานที่ทรมานที่สุด ผมย้อนคิดว่า อาจเป็นเพราะไหล่ผมตอนนั้นไม่มีกล้ามเนื้อ ไม้คันหลาวเลยกดลงไปบนหนังหุ้มกระดูก เจ็บทรมานมาก วางพักก็ไม่ได้ เพราะข้าวจะร่วง ต้องทนหาบจากนาไปถึงลานนวดเป็นระยะทางจากแปลงนา น่าจะประมาณกิโลเมตรกว่าๆ

เป็นความฝังใจ ที่ผมกัดฟันพูดกับตัวเองว่า ยังไงผมต้องหนีจากชีวิตที่ทรมานนี้ให้ได้ จึงมุมานะเรียนหนังสือ มาจนพ้นวงจรที่ผมคิดว่าลำบากดังกล่าว

วันนี้ผมกลับมาทำนาเอง ง่ายกว่าเดิมมาก ไม่ต้องหาบเพราะมีรถขน

แต่ก็ยังยากอยู่กับช่วงเกี่ยวข้าวเช่นเดิม

การไม่ไถ ไม่ดำ ไม่หว่าน ไม่ใส่ปุ๋ย ไม่ฉีดยา ไม่ใช้สารพิษใดๆ ผมทำได้หมดแล้ว

เหลือเพียงอย่างเดียว คือ ถ้าไม่เกี่ยวข้าว จะทำอย่างไร

ปีแรก ใช้วิธีลงแขก ก็ต้องรบกวนพรรคพวกพอสมควร สนุกดี แต่ก็เกรงใจ

ปีที่ ๒ ให้คนมาเกี่ยวแบ่งกัน ก็สะดวกดี แต่ก็เสียข้าวไปมาก

ปีที่ ๓ ให้นักศึกษามา “ฝึก” เกี่ยวข้าว ก็ได้ครึ่งเสียครึ่ง แถมมีนักศึกษาบางคนบ่นว่าหนักไป ไม่อยากเรียนกับผม ก็เลยคิดว่าจะไม่ทำอีก

ปีนี้ ปีที่ ๔ จะทำอย่างไรดี

มันเป็นช่วงที่ต้องหาทางออกอีกแล้ว

เกี่ยวเองคงไม่หมด เพราะ บังเอิญมีนามากเกินไป ทำแบบเมามัน

ตอนทำให้เกิด จนได้ผลผลิต มันง่าย แต่ ตอนเกี่ยวมันยาก

ผมเคยคิดว่าตอนเกี่ยวข้าวจะง่ายและสนุกที่สุด แต่ไม่ใช่เลย

กลับเป็นช่วงที่ผมยังหาทางออกดีๆ ง่ายๆ ไม่ได้

จะใช้รถเกี่ยวก็จะทำให้ดินเละเสียหาย (นอกเหนือจากข้าวจะร่วงแบบครึ่งต่อครึ่งแล้ว)

ถ้าดินเละ ก็ต้องไถปรับใหม่ ที่ต้องเข้าไปสู่วงจรอุบาทว์ ของการไถพรวนอีก

ก็อาจจะต้องจ้างคนช่วยมั้ง

ทำให้ผมมองเห็นขีดจำกัดของการทำนาแบบที่ผมทำ ว่า คนที่ขี้เกียจเกี่ยวข้าว หรือไม่มีแรงงานเกี่ยวข้าว จะทำไม่ได้ ต้องไปจ้างรถเกี่ยว

ผมคิดว่าผมได้หลุดพ้นวงจรของความยากลำบากในฤดูเกี่ยวข้าวมาแล้ว แต่วันนี้ผมก็ยังคงค่อนข้างลำบากเช่นเดิม

นอกเสียจากผมจะต้องยอมทำตัวเป็น “คนมีเงิน” หาจ้างคนเกี่ยวข้าวช่วย

ที่ผมพยายามหลีกเลี่ยงมากที่สุด

เพราะ ปรัชญาการทำนาของผม ที่ต้องการทำเป็นตัวอย่าง ก็คือ

มีแค่ที่นากับแรงตัวเอง ไม่มีรถไถ ไถนาไม่เป็น ไม่มีเงินจ้าง ไม่มีปุ๋ย ไม่มียา ไม่มีสารเคมีปราบศัตรูพืช ไม่มีแรงงานเพิ่ม ไม่มีทุน ก็ทำนาได้”

แบบลดต้นทุน แต่ไม่ลดผลผลิต

สงสัย คงต้องยอมหน้าแตกไปอีกสักปี ปีต่อปี ไปเรื่อยๆ

จนกว่าจะหาคำตอบ ว่า จะไม่ต้องเกี่ยวได้อย่างไร ข้าวจึงจะมาเข้ายุ้งเอง

ใครคิดออกช่วยบอกเอาบุญด้วยเถิดครับ