ถ้าคุณต้องการที่จะรับ...คุณต้องเริ่มต้นด้วยการให้ อย่างน้อย ๆ ห้วใจเราก็เต็มไปด้วยความสุข

          ความพยายาม ขยัน อดทน มุมานะ รู้จักหน้าที่ของตนเอง คือความสำเร็จในชีวิต ประสบการณ์คือ ความช่ำชอง ความเชี่ยวชาญ ที่เกิดจากการกระทำหรือความชำนาญ ความเชี่ยวชาญจากสิ่งที่ได้พบเห็นมา แต่ความหมายสำหรับประสบการณ์ของฉันเกิดขึ้นทั้ง 2 อย่าง คือ จากสิ่งที่ได้พบเห็นจากผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่า และจากการกระทำของตัวเอง ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งชีวิตที่เกิดมา ชีวิตต้องผ่านช่วงวัยเด็ก วันเรียน จนกระทั่งเข้าสู่วัยทำงานงาน ฉันใช้ชีวิตเพียง 1/3 ของชีวิตเพื่อการศึกษาเล่าเรียน ส่วนที่เหลือ 2/3 ของฉันมอบให้กับการทำงาน

          พ.ศ.2544 ชีวิตก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงมาจนถึงปัจจุบัน ฉันได้เข้ามาทำงานในโรงพยาบาลแห่งนี้  เป็นลูกจ้างรายวัน ในตำแหน่ง คนงาน ปฏิบัติงาน ซักรีด  สมัยนั้นเครื่องซักผ้าเป็นเครื่องขนาดเล็กทำให้ไม่สามารถใช้เครื่องซักได้ทั้งหมด บางครั้งต้องซักผ้าผู้ป่วยด้วยมือ ประกอบกับ โรงพยาบาลมีการผ่าตัดต่าง ๆ ทุกวันเจอกับผ้ากองโต ๆ ผ้าที่มีสิ่งคัดหลั่ง เช่น เลือด หนอง  ฯลฯ เป็นเวลา 3 เดือนกับการซักผ้า ฉันก็ไม่ได้ดูถูกงานที่ทำ ในความคิดของฉันงานทุกงานมีเกียรติมีศักดิ์ศรีเหมือนกัน ทำงานอะไรก็ได้ทั้งนั้นขอให้เป็นงานที่สุจริตก็พอใจแล้ว

          ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ กับยูนิฟอร์มสีเหลือง เดินไปมาระหว่างตึกผู้ป่วยในมาตึกผู้ป่วยนอก เป็นภาพที่คุ้นตาใคร ๆ หลายครั้งถูกแซวจากเพื่อน ๆ นี่ถ้าเดินไปตลาดหลังสวน คงถึงแล้ว  มีแต่เสียงเรียกหาพี่เล็กช่วยไปส่ง LAB หน่อย พี่เล็กไปเอายามาให้คนไข้ พี่เล็กไปยืมถังออกซิเจน ฯลฯ  บางครั้งถึงกับงงกับคำสั่งไปเลยก็มีหน้าที่รับผิดชอบในตึกผู้ป่วยในคอยปูเตียงรับใหม่และเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้พร้อมใช้ เช่น  น้ำ กระโถน กระบอกฉี่  ผ้าถุง ผ้าเสื้อ  คอยเช็ดตัวให้คนไข้ ฯลฯ  ซึ่งเป็นงานใหม่ของฉันเอง ทุกวันจะมีผู้รับบริการแทบจะไม่ซ้ำหน้ากัน แต่ฉันไม่เคยเลือกปฏิบัติ ไม่เลือกชั้นวรรณะในการช่วยเหลือ  สิ่งสำคัญที่ฉันพยายามเตือนใจตัวเองอยู่เสมอ ต้องขยัน และต้องมีความอดทนให้มาก ๆ เพราะผู้รับบริการมีหลายรูปแบบ ความต้องการไม่เหมือนกัน  บางคนก็เอาแต่ใจ กลายเป็นที่รองรับอารมณ์ของใคร ๆ ก็ว่าได้ ฉันรักอาชีพผู้ช่วยเหลือคนไข้  อาชีพนี้ทำให้ฉันมีคุณค่าในสายตาคนอื่น ๆ และมีความสุขทุกครั้งที่ได้ช่วยเหลือทุก ๆ คน  ถึงแม้เขาคนนั้น จะไม่ได้เปล่งเสียงออกมา แต่สายตาที่ทอดมองสร้างความอบอุ่นให้กับตัวฉันเป็นอย่างมาก ด้วยความตั้งใจและด้วยความมุ่งเน้น “จะบริการผู้ป่วยและญาติให้ดีที่สุด”  

          พ.ศ.2545 พระอาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้าความมืดเริ่มเข้ามาแทนที่ ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น  งานผู้ป่วยในค่ะ (.........) พี่เล็ก Admit  ผู้หญิงอายุประมาณ 50 ปี ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ฉันก็ไปปูเตียงและจัดอุปกรณ์ครบชุดพร้อมใช้ได้ทันที สายตาของฉันได้มองไปบนเตียงสิ่งที่เห็นทำให้ฉันตะลึงไปเลยทีเดียว กับร่างกายซูบผอม  ขอบตาลึกโบ๋ ขาทั้งสองข้างลีบเล็ก  มือตกอยู่ข้างตัวไม่มีแรงที่จะกระดุก กระดิกหน้าตาบ่งบอกถึงความเจ็บปวด เสียครวญครางเป็นครั้งคราว  สังเกตเห็นเด็กคนหนึ่งอายุประมาณ 10 ปี  ตามมาห่าง ๆ มือขวาถือกระเป๋าใบใหญ่ มือซ้ายถือรองเท้า

         ยายหลวย นี่คือชื่อของคุณยายหลังจากที่สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

        2 วันหลังจากนั้นฉันมาขึ้นเวรอีกครั้งมองไปที่เตียง 7 ภาพที่เห็นสายน้ำเกลือระโยงระยาง ลมหายใจแผ่วๆ  หลับตาพริ้ม  ข้าง ๆ เตียงก็ยังเป็นเด็กคนเดิม หลับฟุบกับขอบเตียงของยาย เห็นภาพแล้วรันทดใจอย่างบอกไม่ถูก เด็กวัยนี้ต้องอยู่ที่โรงเรียน หรือไปเที่ยวเล่นตามประสาเด็กเหมือนกับคนอื่น ๆ สิ่งที่ฉันเห็นมันไม่เป็นเช่นนั้น เด็กคนนี้ต้องคอยดูแลยาย เวลาผ่านไปนานพอสมควรฉันว่างจากภารกิจ ฉันได้เดินไปที่เตียงยายด้วยความสงสัย ขอโทษนะค่ะยาย วันนี้ลูกไม่มาเยี่ยมหรือค่ะ  ยายเล่าว่ายายมีลูกด้วยกันหลายคน แต่ไม่มีใครว่าง เพราะต่างคนก็ต้องทำงาน หากินไปวัน ๆ ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา ทำเอาฉันสะอึกไปเหมือนกันกับคำตอบ นี่หรือชีวิต ลูกหลายคนไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้แม่ได้สักคน คิดย้อนกลับกัน ถ้าวันนี้ลูกคนไหนไม่สบาย แม่จะคอยเฝ้าดูอยู่ไม่ห่างแม้แต่วินาทีเดียว คอยป้อนข้าว ป้อนน้ำ เช็ดตัวให้ไม่เคยแสดงอาการรำคาญ หรือความเบื่อหน่ายให้เห็น

          แต่วันนี้แม่ไม่สบายบ้าง หันไปทางไหนมีแต่ความว่างเปล่า คนที่แม่อยากเห็นหน้ามากที่สุดก็ไม่มา.... อนิจจาชีวิต สงสารแต่เด็กไร้เดียงสาคนนี้เท่านั้น เช้า สาย บ่าย ค่ำ ต้องคอยปรนนิบัติ เช็ดตัว ป้อนข้าว ป้อนน้ำ ป้อนยา ดูแลเวลายายขับถ่าย ฯลฯ เกินกว่ากำลังเด็กผู้ชายคนหนึ่งจะรับผิดชอบไหวจริง ๆ ฉันมองด้วยความเห็นใจ  ถ้าพอมีเวลาว่างจากการปฏิบัติงานในหน้าที่ ฉันก็จะไปช่วยเหลือ เช่น แนะนำวิธีการพลิกตัวคนไข้ พยายามชวนให้ยายออกกำลังกายเท่าที่จะทำได้ เช่น ให้กำมือ แบมือ ยกมือ ยกเท้าขึ้นลง พยายามพลิกตัวบ่อย ๆ  จนอาการต่าง ๆ  เริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ  6 เดือนกว่าที่ยายต้องนอนโรงพยาบาล 

         เวรบ่ายวันหนึ่งฉันก็มาขึ้นเวรตามปกติ เหลือบตามองไปที่เตียง 7 เหมือนทุก ๆ ครั้ง แต่วันนี้มีแต่ความว่างเปล่า ความสงสัยวิ่งเข้ามาในสมองทันที น้อง ๆ คนไข้เตียง 7 ไปไหนแล้วค่ะ อ๋อ กลับบ้านไปแล้วพี่ตั้งแต่เมื่อตอนเช้า คำตอบของน้องพยาบาลทำให้ฉันดีใจอย่างบอกไม่ถูก คนไข้กลับบ้านแล้วแสดงว่าอาการหายเป็นปกติแล้วถึงกลับบ้านได้ ยินดีด้วยยาย (ฉันบอกในใจ) หลังจากวันนั้นก็ไม่เจอยายอีกเลย  7 ปีกับการทำงานในตึกผู้ป่วยใน

        พ.ศ.2552 ฉันได้ย้ายสถานที่ทำงานอีกครั้งมาอยู่หน่วยงานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน วันหนึ่งมีเด็กวัยรุ่นรูปร่างผอมสูงโปร่ง นุ่งกางเกงยีนใส่เสื้อยืดคอกลมสีดำ นั่งมองฉันอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน เป็นเวลานานสองนาน จนฉันเริ่มผิดสังเกต  เวลาผ่านไปนานพอสมควรชายหนุ่มคนนั้นลุกขึ้นและเดินเข้ามาหาฉัน

         ป้าเล็กใช่ไหมครับ? ประโยคแรกที่ผู้ชายพูด สงสัยป้าเล็กจำผมไม่ได้แน่เลย ฉันก็ยิ้มแก้เก้อ จำไม่ได้จริง ๆ  ผู้ชายคนนั้นคงต้องรู้ว่าฉันคิดไม่ออกแน่ ก็เลยเฉลยตัวเองต่อ ผมเป็นหลานของยายหลวยครับ  แทบไม่น่าเชื่อสายตาเลย ผู้ชายคนนี้กับยายหลวยคนที่ฉันเคยช่วยเหลือตอนที่ยายนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ทันทีที่นึกได้ ฉันเลยถามต่อว่าแล้วยายหลวยเป็นอย่างไรบ้าง ตอนนี้ยายเดินได้แล้ว ร่างกายแข็งแรงดี ขอบคุณป้าเล็กมากที่ช่วยเหลือผมและยายผมยังจำไม่เคยลืม ประทับใจกับสิ่งที่ป้าเล็กให้ผม ส่วนยายก็พูดถึงป้าเล็กบ่อย ๆ เช่นกัน

         เหตุการณ์ได้ผ่านมานานแสนนาน ฉันเกือบลืมไปด้วยซ้ำ ว่าได้ช่วยเหลือใครไปบ้าง ทุกครั้งที่มีการจำหน่ายผู้ป่วยกลับบ้าน ซึ่งนั่นหมายถึง คนเหล่านั้นหายจากความเจ็บป่วยแล้ว กับส่วนเล็ก ๆ ที่ฉันได้ปฏิบัติไปด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ ถึงไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญ วันนี้หัวใจพองโตใบหน้าบอกบุญอิ่มเอมไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข สุขที่มีโอกาสได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน มันมีคุณค่าทางใจไม่สามารถหาอะไรมาเปรียบเปรยได้เลย....