เราเองเชื่อมั่นในมนุษย์ทุกผู้ ทุกคนในการสร้าง "ความรู้..."
แต่เราเองไม่เชื่อมั่นใน "มนุษย์ปุถุชน" ในการสร้าง "ปัญญา..."
ปุถุชนที่ยังไม่มีความมั่นคงใน "ศีล" ศีลซึ่งเป็นฐานแห่ง "สมาธิ" ซึ่งทั้งสองเป็นสิ่งลิขิตซึ่ง "ปัญญา"
มนุษย์ทุกผู้ ทุกคนมีความรู้และสร้างความรู้ได้
แต่ไม่ใช่มนุย์ทุกผู้ ทุกคนจะมี "ปัญญา" ได้
ยุคสมัยนี้คนเรามีความรู้เยอะแต่มี "ปัญญา" น้อย
ปัญญานั้นวัดได้ "ปัญหาสังคม" ที่เกิดขึ้น
ปัญหาที่เกิด เกิดขึ้นจากการ "ทุศีล" การไม่ซื่อตรง ซื่อสัตย์ในศีลอันพึงมีของความเป็น "มนุษย์"

มนุษย์จึงรู้แต่ที่จะ "ขี้โกง" เอารัด เอาเปรียบ ฉ้อฉลของผู้อื่นและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ตนเอง"
คนเรายิ่งรู้มากยิ่ง "ฉลาด" ในการหลบเลี่ยงมาก
แต่นั่นก็เถอะ วันใดที่เขาต้องทิ้งร่างกายจากโลกนี้ไป เมื่อนั้นเขาจะไปพบกับ "ยมภบาล" ที่ "ตรง" อย่างแท้จริง
ความรู้ ความฉลาดที่สะสมไว้บนโลกนี้ไม่สามารถนำไปใช้ในโลกหน้าได้เลย
บุญ และอกุศลกรรมอันใดที่เคยทำไว้จะปรากฎอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ศาลในโลกนี้ มิใช่ตัดสินความตาม "ใบเสร็จ" เหมือนกับศาลใน "ยมโลก"
"กรรม" คือความจริงนั้นเองจะปรากฏ
บุคคลใดทิ้งพ่อ ทิ้งแม่ ไม่เหลียวหลังดูแล กรรมที่แท้จะตามทัน
ใครคดโกง คอรัปชั่น ความโศรกสันต์ย่อมถามหา
ความรู้แบบโลก ๆ มากเพียงใด ไร้คุณค่า
บุญและกรรมเท่านั้นหนา เป็นที่พึ่ง นำพาของ "จิตใจ..."

ที่มาจากบันทึก (เราเชื่อในมนุษย์แค่ไหน “ในการทำงานสร้างความรู้” ?)
เมื่อมนุษย์ไร้ศีล มนุษย์ไซร้จึงไร้ "ปัญญา"
เมื่อสังคมมนุษย์ถูกครอบงำด้วย "อวิชชา" ความชั่วและพญามารมากมายหนาจะครอบครอง...
เทวดาที่ทำหน้าที่รักษาคนดีช่วงนี้จึง "ตกงาน" เพราะไม่มีคนดีให้คอยช่วยส่งเสริมและปกปักษ์รักษา
เทวดาตอนนี้ต้องนั่งทำหน้า "หงอย" และรอคอย "ผู้มีศีล"
เมื่อใดเรามีศีล เมื่อนั้นเราย่อมเป็นที่ถวิลหาของ "เทวดา"
หากวันใดเราไร้ศีลพึ่งพานำ แน่นอนว่า "พญามาร" จะถามหาหน้าตาเรา...
เฮ้ย... ไอ้คนชั่วอยู่นี่ กูต้องรี่ไปครอบมัน
เฮ้ย... ไอ้คนนี้ดีจริงนั่น กูพรึงพลั่น รีบหลีกลี้ หนีห่างไกล
สังคมในทุกวันนี้จึงเป็นสังคมที่อุดมด้วย "พญามาร" มารที่มาคอยลอก คอยล่อ ให้เราลุ่ม เราหลงไปในกิเลส ตัณหา และกามราคะ
เทวดาเริ่มหายากในสังคมนี้แล้ว
เทวดาต้องหลีกลี้ หนีหน้า เพราะเหม็นห่า "พญามาร..."

ความหอมเอย ความหอมใด จักหอมทวนสายลมได้ เท่าหอม "ศีล"
หอมดอกไม้ หอมสุคนธ์ พาแดดิ้น ดับชีวิน เหม็นสาบสาง กลิ่นร่างกาย
หอมเจ้าเอย หอมเจ้าจริง หอมเจ้ายิ่ง หอมศีลเจ้า
หอมความสุข หอมสงบ หอมพริ้งเพลา หอมศีลเร้า หอมสมาธิ หอม "ปัญญา..."
มนุษย์ไม่ว่ายุคไหนๆ ก็ยังเป็นมนุษย์อยู่ดี
มนุษย์จะโง่หรือฉลาดไม่ได้ขึ้นกับยุคหรือสมัย ทั้งไม่ขึ้นกับคำกล่าวอ้างของใครๆ
มันเป็นอย่างนั้น
โอ้ แสดงว่า.....ช่วงนี้พญามาร คงงานเข้า......ฮา
งั้นต้องตั้งใจ น้อมนำศีลเข้ามาในใจ
ปฏิบัติให้ถึงพร้อมเป็น ปกติ
เทวดที่ ดู แล คนดี จะได้ไม่เหงา
ต้องหาเพื่อนให้เทวดา ดูแลสักคน
(^___^)
งานเข้านะ งานเข้า...
สงสัยจะต้องเริ่มพิมพ์ใบเลิกจ้างให้ "พญามาร" สักหน่อย
บอก ไป ๆ ไปได้แล้ว ที่นี่ไม่มีที่ว่างสำหรับคุณ...
แต่ถ้าส่งเขาไปแล้ว อย่าเว้าวอน ทำเสียดายนะ
ส่งพญามารไปแล้วบางครั้งมีเหลียวหลังกลับ อยู่กันมาตั้งนาน เสียดาย คิดถึงจัง...
บางครั้งมีส่งเทียบไปเชิญ "พญามาร" มางานปาร์ตี้อีกนะ
ในฐานะพนักงานอาวุโส ที่เคยอยู่คู่กับชีวิตนี้มานาน ทางบริษัทเราคิดถึงคุณมาก ขอเชิญมานั่งในตำแหน่ง "ที่ปรึกษา" หน่อย
ระวังนะ ถ้าอาลัย อาวรณ์ "พญามาร" จะต้องซมซานด้วย "ความทุกข์"
ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ความสุขทางเนื้อหนังอย่าไปอาลัย อาวรณ์มันเลย
มันมีความสุขที่สุขเหนือกว่านั้น
ไม่ต้องกลัวเหงา ไม่ต้องกลัวว้าเหว่ เพราะถ้าพ้นจากจุดความสุขทางกายไปแล้ว อารมณ์ทั้งหลายจะ "สงบ..."
ป.ล. แต่กว่ามันจะสงบได้นี่ก็...??? น่าดูเลย
เจ้าค่ะ
สำรวจใจดูแล้ว
โอ้ พญามาร ยังไม่ไปไหน
ยังแวะเวียนมาหา วันละหลาย ๆ รอบ
ปากก็บอกว่า ไม่ได้ส่งบัตรเชิญนะ เธอมาทำไม
แต่ในความเป็นจริง แทบจะเอาราชรถ ไปรับเขามา
วันละไม่รู้กี่รอบ แทบจะสร้างปราสาทอันสวยหรูให้ พญามารอยู่คู่เคียงเลยหรือเนี่ย
โอ้ น่ากลัวจังเจ้าค่ะ
ไม่เคยดูมาก่อนว่า พญามาร อยู่ไม่ไกล
ไม่ได้การละ
ต้องรีบแล้วเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ