(ประธานาธิบดีดิไวท์ ดี ไอเซนฮาวร์)

                สหรัฐอเมริกาในทศวรรษที่ ๑๙๕๐ อยู่ภายใต้การบริหารประเทศของประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ (ค.ศ. ๑๙๕๓ – ๑๙๖๑) ประธานาธิบดีลำดับที่ ๓๔ จากพรรครีพับลิกัน เป็นช่วงที่ต้องพัฒนาประเทศภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ต้องเผชิญกับปัญหาการแทรกซึมของลัทธิคอมมูนิสต์ อีกทั้งต้องเผชิญและแก้ไขปัญหาหลายด้าน ในที่นี้จะขอกล่าวถึงการเผชิญและแก้ไขปัญหาเกษตรกรรม

                สืบเนื่องจากนโยบายการประกันราคาผลผลิตในสมัยประธานาธิบดีรูสเวลท์กำหนดไว้ในอัตราตายตัวถึง ๙๐ % ของมูลค่าผลผลิตที่ได้ ในช่วงปี ค.ศ. ๑๙๕๒ – ๑๙๕๖ อเมริกาถูกแย้งตลาดจากต่างประเทศ แต่เกษตรกรกลับไม่ยอมลดจำนวนการผลิตลง เพราะรัฐยังประกันราคา ทำให้ผลผลิตเช่น ข้าโพด ฝ้าย ใบยาสูบ เนื้อสัตว์ นม ฯลฯ ล้นตลาด ราคาตกต่ำ เกษตรกรจำนำผลผลิตไปขายให้กับรัฐจนเต็มยุ้งฉาง จนไม่รู้ว่า รัฐจะระบายออกไปได้หมดเมื่อไหร่

                จากปัญหาดังกล่าว รัฐมนตรีกระทรวงการเกษตรเสนอให้ประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ยกเลิกการประกันราคาในอัตตา ๙๐ %  และกำหนดการประกันราคาผลผลิตใหม่ที่ยืดหยุ่นกับราคาตลาด จากนั้นรัฐสภาได้ผ่านกฎหมายเกษตกรรมปี ค.ศ. ๑๙๕๔ (The Agricultural Act of 1954)  กำหนดการประกันราคาผลผลิตในอัตรา ๗๐ – ๙๐ %  ทำให้เกษตรกรมีเงินกำไรจากการผลิตลดลงและหันไปปลูกพืชที่เป็ฯที่ต้องการของตลาด

                รัฐบาลเสนอแผน The Soil Bank Program โดยผ่านกฎหมาย The Agricultural Act or The Soil Bank Program of 1956)  เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ลดที่ดินหรือเลิกผลิตพืชที่ล้นตลาด ให้เข้าร่วมแผนธนาคารที่ดิน ที่ดินนั้นจะทำการปศุสัตว์ ปลูกป่า ปลูกต้นไม้หายากและสวยงาม ทำอ่างเก็บน้ำ และอนุรักษ์ดินให้มีสภาพดีดังเดิม โดยรัฐจะให้เงินเป็นการตอบแทน มีเกษตรกรเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก  ในปี ค.ศ. ๑๙๕๘ รัฐจ่ายเงืนค่าตอบแทนถึง ๑.๖ พันล้านดอลลาร์

 

อ้างอิง

อรพินท์ ปานนาค,รศ. ประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกาในคริตส์ศตวรรษที่ ๒๐. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง. ๒๕๕๑.