การให้รอยยิ้ม(ที่จริงใจ)เป็นการให้มิตรภาพ...บางทีรอยยิ้มๆ น้อยๆ ของเรา อาจสร้างกำลังใจให้ใครบางคนในวันที่ท้อแท้ได้มากมายอย่างที่เราคาดไม่ถึง
เมื่อวานข้าพเจ้าได้ไปออกกำลังกาย วิ่งแถวที่สนามหน้าที่ว่าการอำเภอในตอนเย็นๆด้วยอารมณ์อันแจ่มใสที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ตอนเช้า ขณะวิ่งรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของฤดูหนาวที่เริ่มมาเยือน (ข้าพเจ้าเคยใช้คำว่าได้กลิ่นของฤดูหนาว ก็มีคนถามว่ามันเป็นกลิ่นอย่างไร ไม่รู้จะอธิบายว่าอย่างไรเลยใช้คำว่า ความรู้สึกถึงฤดูหนาวดีกว่า) เดินออกกำลังกายไป ยิ้มไปคนเดียว ถ้าใครมาเห็นตอนนั้นอาจจะหาว่าข้าพเจ้าเป็นบ้าก็ได้ ข้าพเจ้ายิ้มให้กับตนเอง ยิ้มให้กับต้นไม้แล้วก็ท้องฟ้า อะไรๆ ก็ดูสดใสราวกับคนที่ตกอยู่ในโลกสีชมพูของห้วงรัก...เปล่า ข้าพเจ้าไม่ได้มีความรักอะไรกับเขาหรอก นอกจากหลงรักฤดูหนาวแล้วรู้สึกราวกับว่ามิตรเก่ากำลังจะกลับมาเยี่ยมเยือนกัน
พูดถึงเรื่องยิ้ม....เวลาคนเรามีความสุข ก็มักจะอดที่จะยิ้มไม่ได้ ถึงจะไม่ได้ฉีกยิ้มแก้มปริ อย่างน้อยๆ ก็ต้องอมยิ้มล่ะน่า....การยิ้มถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของมนุษย์ จะมีสัตว์สักกี่ชนิดที่ยิ้มได้....สุนัขยิ้ม? เสือยิ้ม? หมีแพนด้าก็ไม่เคยเห็นว่ายิ้มได้นะ...ที่ใกล้เคียงหน่อยก็คงเป็นลิง แต่ยังไง ข้าพเจ้าว่า มนุษย์เราก็ยังยิ้มสวยกว่าอยู่ดี
สมัยที่เรียนเคยมีอาจารย์บอกว่าให้ข้าพเจ้ายิ้มบ่อยๆ ยิ้มแล้วสวย...ตอนนั้นไม่ชอบหน้าอาจารย์ ในใจคิดว่าก็แน่ล่ะ ใครจะยิ้มไม่สวย ข้าพเจ้าไม่ได้ฟันหลอ ปากเบี้ยวนี่นา ตอนนี้ชักเห็นด้วยกับอาจารย์แล้ว....เพราะการยิ้มจะทำให้ใบหน้าดูอ่อนโยนลง สายตาก็เป็นมิตร แต่ต้องเป็นยิ้มที่มาจากใจจริงนะ (ศิษย์อกตัญญูผิดไปแล้วท่านอาจารย์....ยกโทษให้ศิษย์ด้วย)
การยิ้มนอกจากจะเพิ่มความดูดีมีระดับให้กับใบหน้าได้อย่างไม่ต้องเสียเงินซื้อเครื่องสำอางมาแต่งแต้มแล้ว ยังเป็นการเพิ่มมิตรภาพได้อีกด้วย.....คนที่จะสร้างมิตรภาพ คงไม่มีใครขมวดคิ้วหน้าบึ้งใส่กันเป็นแน่ การให้รอยยิ้ม(ที่จริงใจ)เป็นการให้มิตรภาพ...บางทีรอยยิ้มๆ น้อยๆ ของเรา อาจสร้างกำลังใจให้ใครบางคนในวันที่ท้อแท้ได้มากมายอย่างที่เราคาดไม่ถึง
การยิ้ม ในยามที่โกรธ หรืออารมณ์หงุดหงิด ก็เป็นการช่วยเรียกสติกลับคืนมาได้อย่างประหลาด ยิ้มน้อยๆ นี่แหล่ะ สามารถทำให้อารมณ์ที่ขุ่นมัวจะค่อยๆ คลายลง เหมือนเมฆหมอกที่ค่อยๆ จางออกจากจิตใจ.....ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ขอเพียงสามารถยิ้มรับกับสิ่งที่เข้ามาได้..ชีวิตนี้ก็แค่นั้น สิ่งต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตเดี๋ยวก็ผ่านไป ไม่มีอะไรแน่นอน
เด็กบ้านนอกอย่างข้าพเจ้ามีโอกาสเข้ากรุง(เทพ) บ้าง...แต่ไม่ว่าครั้งใด ข้าพเจ้าสังเกตว่าชาวกรุงเค้าไม่ค่อยจะยิ้มกันสักเท่าไหร่ เอ...หรือเค้ากลัวว่าจะมีริ้วรอยบนใบหน้าหากยิ้มมากๆ หรือเป็นเพราะว่าการงานอันเร่งรีบ ทำให้เคร่งเครียดเลยลืมยิ้ม? บางคราวก็แอบนึกในใจว่าอยากจะเก็บรอยยิ้มจากชาวชนบท รอยยิ้มที่สดใสของผู้คนต่างจังหวัดมาฝากชาวกรุงเขาบ้างเหมือนกัน หากทำได้จริงคงจะเป็นของขวัญที่วิเศษไม่น้อย จริงไหมคะ?
ยิ้มวันละนิดจิตแจ่มใส.... ยิ้มมากไปและยิ้มคนเดียวระวังเค้าจะหาว่าบ้า อิอิ....
วันนี้ก่อนออกไปทำงาน สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วยิ้มรับวันใหม่กันนะคะ

อ่านแล้วมีความสุขไปกับคุณครับ
คุณมีอารมณ์ดีมากนะครับ
สาวในภาพใช่คุณหรือเปล่าครับ โรแมนติคจังครับ
มิตรภาพเริ่มต้นจากการยิ้ม...
สมานฉันท์... ฮิตกันจัง แต่ไม่เห็นใครยิ้มให้กันเลย
พยายามยิ้มออกมาจากข้างในนะคุณหมอ..
ภาพนี้เคยเห็นที่ไหนจำไม่ได้..(สัญญาไม่เที่ยงจริงๆ)
การยิ้ม ในยามที่โกรธ หรืออารมณ์หงุดหงิด ก็เป็นการช่วยเรียกสติกลับคืนมาได้อย่างประหลาด ยิ้มน้อยๆ นี่แหล่ะ สามารถทำให้อารมณ์ที่ขุ่นมัวจะค่อยๆ คลายลง เหมือนเมฆหมอกที่ค่อยๆ จางออกจากจิตใจ.
...
ขอบคุณครับสำหรับแนวคิดดีๆ..ที่ผมต้องตระหนัก เพราะในชีวิตจริง ผมยิ้มยากเหลือเกิน
มาตามคุณหมอไปทรมานมันแล้วฆ่าทิ้งซะเลย..
http://gotoknow.org/blog/aa123456789/281869
พระคุณเจ้าธรรมฐิต... ภาพนี้อาจจะเคยเห็นจากบันทึกพี่นกก็ได้มั้งคะ...เพราะตอนนั้นครอบครัวดาวกับครอบครัวพี่นกไปเที่ยวด้วยกัน แต่คนถ่ายรูปน่ะ...ดาวเองเจ้าค่ะ
สัญญาผุดขึ้นมาว่าเคยเห็นในบันทึกพี่นกจริงด้วยมีหนูแพลนสู้ตายอยู่
ก็ได้ตระหนักถึงความจริงแห่งไตรลักษณ์ว่า
สัญญาความจำได้หมายรู้มันไม่คงทนจริงๆ(อายุมากขึ้นก้ธรรมดา)
เอาเพลงมาฝากครับ
...
ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม
ยิ้มมานัยน์ตาหวานชื่น
ยิ้มนิดชีวิตยั่งยืน
สดใส อุรา อย่ามัวรอ
สดชื่นอุรา อย่าหน้างอ
มายิ้มกันหนอเพื่อนเอย
ท่านอาจารย์ธรรมฐิตคะ....สัญญาไม่เที่ยง...เวทนาไม่เที่ยง.....สังขารไม่เที่ยง....สาธุ
ปล. รูปน้องแพลน ดาวก็เป็นคนถ่ายอีกนั่นแหล่ะ
ขอบคุณคุณหนานเกียรติ สำหรับบทเพลงค่ะ....
เพลงนี้เคยร้องตอนเรียนอยู่ชั้นอนุบาล...น่ารักดี ความหมายก็ดีด้วย ^v^
คุณดาวฟ้าครับ
คนกรุงเทพนี่ ถ้าไม่รู้จัก แล้วยิ้มพร้อมเดินเข้ามา....คนถูกแจกยิ้มอาจจะคิดไปว่า สงสัยจะมาขายประกันตูแน่ๆ เลย....
นั่นอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้คนกรุงเทพไม่ค่อยยิ้มให้ใครก็ได้....เพราะกล้วโดนคิดว่าจะมาขายประกันน่ะครับ (ฮาฮา)
เป็นความจริงทีเดียวครับ ที่พอเรายิ้ม ร่างกายก็จะผ่อนคลายตามไปด้วย (ยกเว้นยิ้มแหยๆ ยิ้มแหยะๆ นะครับ)
นำภาพมาเรียกรอยยิ้มด้วยครับ....ก๊ากๆๆๆๆ
ลองอ่านดูเผื่อประยุกต์ใช้ได้นะดาวฟ้า(เรียกตามอ.ซิว)
http://gotoknow.org/blog/032012/278831
พี่ชิวคะ....
สงสัยจะถูกคนเข้ามาขายประกันบ่อยๆ แน่ เลย ฮ่าฮ่า
เดี๋ยวนี้เค้าไม่ค่อยแจกรอยยิ้มเดินขายแล้วค่ะ...เค้าโทรมาขายเลยตะหาก (ขี้เกียจฟังมากๆ)
ขอบคุณนะคะ สำหรับภาพเรียกรอยยิ้ม...เห็นแล้วยิ้มทั้งน้ำตาเจือด้วยเสียงหัวเราะ ฮ่าฮ่า
ท่านสามสักคะ...
ตอนสมัยประถม ดาวมีคุณครูประจำชั้นคนหนึ่งที่มักจะมีใบหน้าบูดบึ้งตลอดจนนักเรียนกลัว...จริงๆ คุณครูก็ไม่ใช่คนอารมณ์ขี้หงุดหงิดอะไรหรอก...แต่ไม่ยิ้มด้วยเหตุผลที่ว่ากลัวริ้วรอยบาทากาจะอยู่บนใบหน้า
ตอนหลังมีโอกาสกลับไปเยี่ยมโรงเรียนเก่า...คุณครูดูใบหน้าอ่อนเยาว์ประดับด้วยรอยยิ้ม...อยากจะบอกคุณครูจังว่าคุณครูตอนยิ้มสวยกว่าตั้งแยะ ^-^
กราบขอบพระคุณท่านธรรมฐิตเจ้าค่ะ
ตอนนี้ปัญหาเริ่มเบาบางลงบ้างแล้วหลังจากที่ได้ไปปรึกษาผู้ร่วมงานอื่นๆ...แต่อีกสักพักก็คงจะมีปัญหาใหม่ๆ เข้ามาทดสอบเราอยู่เรื่อยๆ เพื่อให้เราได้พัฒนาตนเอง จริงไหมคะ?
จริงดิคะ ไปทะเล แถวไหนเอ่ยคะ ส่งใจไปนำ .. สุขสันต์นะคะ อย่ารอติดตามอ่าน
อาทิตย์หน้า กลางเดือนไหมเล่า เจ้าน้องจะมาเหนือ มาเวียงพิงค์ หรือ เจียงฮาย
อย่าลืมส่งข่าว วงหน้า นะคะ อยากเจอๆ คิดถึงค่ะ
ดาวไปประชุมเชียงใหม่สองวันเองค่ะ แต่เดี๋ยวเดือนพฤศจิกา วางแผนกับเพื่อนว่าจะไปแอ่วเจียงฮายเจ้า