เรียนโดยเอา ชีวิต เป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ วิชา เป็นตัวตั้ง

            สถาบันอุดมศึกษาทั่วไปจำเป็นต้องเอาวิชาเป็นตัวตั้ง เพราะสถาบันอุดมศึกษาส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพื่อผลิตนักวิชาชีพชั้นสูงป้อน “ตลาดแรงงาน” ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน สถาบันอุดมศึกษาเหล่านั้นจึงต้องคอยวิเคราะห์ว่าตลาดแรงงานต้องการคนที่มีวิชาความรู้และทักษะอะไรบ้าง แล้วจัดกลุ่มความรู้และทักษะเหล่านั้นขึ้นเป็นหลักสูตร นักศึกษา(ซึ่งยังไม่มีวิชาชีพ)ต้องเรียน “วิชา” ตามหลักสูตรนั้นๆ ในการติดตามประเมินผลจึงต้องไปถาม “ผู้ใช้บัณฑิต” ว่าพอใจเพียงไรกับผลผลิตที่ออกไป

            การเรียนโดยเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง โดยหลักการแล้วก็คือการเอาปัญหาและความต้องการในชีวิตและชุมชนของผู้เรียนเป็นตัวตั้งนั่นเอง สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนมุ่งจัดการศึกษาให้แก่ผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่ที่มีอาชีพการงานแล้วเป็นหลัก มีความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และประสบการณ์ในการงานอาชีพของตนมาแล้ว  “วิชา” ในหลักสูตรจึงมีลักษณะคล้าย “ประเด็น” ให้ผู้เรียนได้ประมวลประสบการณ์ของตนมาบูรณาการเข้ากับความรู้จากแหล่งความรู้ต่างๆ ทั้งจากเอกสาร จากผู้รู้ในท้องถิ่น และการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ กันระหว่างผู้เรียนด้วยกันเอง ดังจะสังเกตได้ว่าในแต่ละสาขาวิชาจะมีการจัดวิชาสัมมนาไว้มาก รวมทั้งในกิจกรรมการเรียนการสอนก็จัดให้มีกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อยู่ในทุกวิชา

            บทบาทของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยทั่วไปจะเน้นหนักไปที่การ “ถ่ายทอดความรู้” แก่ผู้เรียนที่ผู้สอนมีสมมุติฐานว่ายัง “ไม่รู้” จากนั้นผู้สอนก็ประเมินว่าผู้เรียนแต่ละคนจดจำความรู้ที่ตนสอน เกิดความเข้าใจ เกิดทักษะ หรือสามารถนำความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้ได้จริงแค่ไหน เพื่อที่ว่าหลังจบการศึกษาไปแล้วจะสามารถนำความรู้และทักษะนั้นไปปฏิบัติงานในสถานประกอบการที่ตนไปทำงานได้

            บทบาทของอาจารย์ในสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนจะแตกต่างจากที่กล่าวมา นั่นคือจะเน้นไปที่การ “จัดกระบวนการ” ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง เรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์ตรงในเรื่องนั้นๆ จากการลงมือทำเรื่องนั้นๆ มานานจนประสบความสำเร็จ (การมีประสบการณ์ตรงของอาจารย์ก็เป็นประโยชน์มาก) เน้นการเรียนรู้จากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันระหว่างผู้เรียน อาจารย์ในสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนจึงเป็น “ผู้จัดกระบวนการเรียนรู้” มากกว่า “ผู้สอน” เป็นการจัดการศึกษาตามแนวคิด “สอนน้อย เรียนมาก” 

สรุปประสบการณ์จากการทำงานกลุ่ม
สรุปประสบการณ์จากการทำงานกลุ่ม

            การ “เรียนมาก” ก็คือการลงมือปฏิบัติมากนั่นเอง และสิ่งที่ปฏิบัตินั้นก็คือการแก้ปัญหาในชีวิตจริงในชุมชนจริงของผู้เรียนแต่ละคนและแต่ละกลุ่ม ผู้จัดกระบวนการเรียนรู้แนะนำให้ผู้เรียนเรียนโดยปฏิบัติในสิ่งที่สัมพันธ์กับปัญหาหรือเรื่องราวในชีวิตของผู้เรียนแต่ละคนแต่ละกลุ่มจริง ผลที่ได้ก็คือ ผู้เรียนได้แก้ปัญหา (ความทุกข์) ของตนจริงๆ ไปในขณะเรียน ไม่ใช่แค่ลงมือทำ “แบบฝึกหัด” เพื่อให้เกิดทักษะ ที่จะนำไปใช้หลังจบการศึกษาไปแล้ว

            ด้วยเหตุนี้ เมื่อเรียนวิชาในกลุ่มการจัดการชีวิตแล้ว ชีวิตของผู้เรียนต้องดีขึ้นทันทีในขณะเรียนนั้นเลย เมื่อเรียนวิชาการจัดการชุมชนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่นของกลุ่มผู้เรียนก็ต้องดีขึ้นทันทีในขณะเรียนนั้นเลย ที่ว่าดีขึ้นนั้นหมายความว่า เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นทันที การประเมินผลจึงพิจารณาจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิตส่วนตัว ครอบครัว (ปัญญา ความรู้ สุขภาพกาย สุขภาพใจ การงาน การเงิน ฯลฯ) และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชุมชนท้องถิ่น (เป็นชุมชนเรียนรู้ พึ่งพาตนเองได้มากขึ้น เข้มแข็งขึ้น) ไม่เน้นการประเมินการอ่านหนังสือหรือฟังอาจารย์ว่าจำได้หรือเข้าใจแค่ไหน การประเมินผลในแทบทุกวิชาจึงดูที่ “ผลลัพธ์” หรือการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมจากเรียนรู้เป็นหลัก

            การทำเช่นนั้นจะต้องสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ใหม่ บรรยากาศการเรียนรู้ใหม่ และกระบวนการเรียนรู้ใหม่

            ในวัฒนธรรมการเรียนรู้เดิม ความสัมพันธ์ระหว่าง “อาจารย์” และ “นักศึกษา” เป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ที่ฝ่ายหนึ่งมีอำนาจมากกว่าเพราะ “รู้วิชา” มากกว่า เป็นผู้ออกข้อสอบ ตรวจให้คะแนน ตัดเกรด ตัดสินการได้หรือตก การผ่านหรือไม่ผ่าน เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้สอนและผู้เรียนมีศักดิ์ศรีไม่เท่าเทียมกัน ในวัฒนธรรมการเรียนรู้ใหม่ ทั้งผู้จัดกระบวนการเรียนรู้และผู้เรียนรู้ต่างร่วมกันเรียนรู้ เพราะต่างก็เป็นผู้ใหญ่ผ่านประสบการณ์ชีวิตกันมาต่างกัน โดย “ไม่มีใครรู้ทุกเรื่อง ไม่มีใครไม่รู้อะไรเลย ทุกคนรู้บางเรื่อง และไม่รู้บางเรื่อง” (เปาโล แฟร์) ด้วยเหตุนี้ทั้งผู้จัดกระบวนการเรียนรู้และผู้เรียนจึงอยู่ในฐานะที่เรียนรู้ไปพร้อมกัน (ดูเรื่อง เหตุใดอาจารย์โครงการมหาวิทยาลัยชีวิตจึงต้องอ่อนน้อมถ่อมตน ใน http://gotoknow.org/blog/surachetv/81766)  

การจัดสถานที่ในการพบกลุ่มเรียน
การจัดสถานที่ในการพบกลุ่มเรียนเป็นแบบ “หันหน้าเข้าหากัน
โดยอาจารย์ก็เป็นหนึ่งในนั้น

             วัฒนธรรมการเรียนรู้ใหม่นี้นำไปสู่ความสัมพันธ์แบบใหม่ระหว่าง “ภาคีการเรียนรู้” ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นระหว่างผู้จัดกระบวนการเรียนรู้กับผู้เรียน ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน ระหว่างผู้เรียนกับชุมชน รวมทั้งกับสิ่งแวดล้อม ก่อให้เกิดบรรยากาศการเรียนรู้ใหม่ ที่ทุกฝ่ายถ้อยทีถ้อยอาศัย แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกันและกันอย่างกัลยาณมิตร ผู้เรียนจำนวนมากเป็นผู้สูงวัย (ที่ผ่านมามากสุด 79 ปี) และที่มาเรียนทั้งสามี-ภรรยาก็มีมาก ผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ก็เชื้อเชิญให้พาลูกมาด้วย เป็นบรรยากาศการเรียนรู้เพื่อชีวิต ที่ไม่ปิดกั้นผู้ใด ไม่แยกสมาชิกในครอบครัว นอกจากนี้ยังอนุญาตให้ผู้ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษามาร่วมได้ (แต่ไม่มีการวัดผล)

 พ่อแม่มาเรียนโดยไม่ต้องทิ้งลูกอยู่บ้าน
พ่อแม่มาเรียนโดยไม่ต้องทิ้งลูกอยู่บ้าน
เด็กบางคนสามารถช่วยพ่อแม่เรียนได้ด้วย

            สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนจัด กระบวนการเรียนรู้ใหม่ ที่ตอบสนองต่อชีวิตของผู้เรียน (ชีวิตเป็นตัวตั้ง) และเน้น การเรียนรู้จากการปฏิบัติ เพราะการเรียนที่ไม่ได้ลงมือปฏิบัติจริงไม่ทำให้ใคร “รู้จริง” ความรู้ที่แท้จริงก็คือ แนวคิดที่ผู้เรียนสรุปขึ้นภายในตนจากการลงมือทำด้วยตนเอง (ความรู้มือหนึ่ง หรือ tacit knowledge) การเรียนรู้แนวคิดและประสบการณ์ของผู้ที่ทำในเรื่องนั้นๆ มาก่อน (ความรู้มือสอง หรือ explicit knowledge) มีประโยชน์ แต่การสามารถสร้างความรู้ใหม่(ความรู้มือหนึ่ง)นั้นสำคัญกว่า เพราะเป็นความรู้ที่สอดคล้องกับผู้เรียน มีพลังที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตนเองและท้องถิ่นได้จริง

            การเรียนในสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน นักศึกษาจึงเรียนผ่านการทำ “กิจกรรม” และ “โครงงาน” เป็นหลัก ทั้งกิจกรรมหรือโครงงานเดี่ยวและกลุ่ม ในการปฏิบัติกิจกรรมนั้น ผู้เรียนเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะทำเรื่องใด ซึ่งก็คือเรื่องที่มี “ความหมาย” กับชีวิต ครอบครัว และชุมชนของผู้เรียนจริง ผู้เรียนเป็นผู้ตั้งโจทย์หรือคำถามเอง เช่น การเรียนรู้เรื่องสุขภาพก็เพื่อความแข็งแรงของผู้เรียน ผู้เรียนปฏิบัติโดยการปรับการกิน การออกกำลัง และการพักผ่อน (ไม่ใช่ให้ท่องจำทฤษฏีเกี่ยวกับสุขภาพ) โดยอาจมีเป้าหมายที่จะไม่ต้องกินยาลดความดัน ยาลดไขมันในเลือด ลดกรดในเลือด อีกต่อไป การเรียนรู้เรื่องการเงินการออมก็ทำจริง ตั้งกลุ่มออมทรัพย์กันในหมู่ผู้เรียนจริง ให้เกิดประโยชน์จริงๆ ในระหว่างการเรียนนั้นเลย เรียนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ทุกคนก็ลงมือจัดระเบียบชีวิตของตนเองใหม่ อยู่อย่างเรียบง่าย ทำกินเองใช้เองมากขึ้น เช่น ปลูกพืชผักสวนครัวจริงๆ เพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน ไม่ต้องซื้อผักตลาด และยังสุขภาพดีเพราะปลอดสารเคมีแน่นอน เรียนเรื่องแผนแม่บทชุมชนก็ทำกับชุมชนของตนจริงๆ ทำแล้วมีผลกระทบกลับมาที่ตนและครอบครัวจริง เรียนเรื่องสุขภาพชุมชน หากชุมชนนั้นมีปัญหาโรคระบาดอะไร ก็ต้องลงมือทำให้โรคนั้นเบาบางลงหรือหมดไปจริง

            ในกระบวนการเรียนรู้ที่เอาปัญหาของชีวิตและหรือชุมชนจริงเป็นตัวตั้งนี้ ผู้เรียนจะกระตือรือร้นค้นคว้าหาวิชาความรู้ที่จำเป็นเองโดยไม่ต้องให้ใครบอกหรือบังคับ เพราะผู้ใหญ่จะกระตือรือร้นในการเรียนรู้เรื่องที่มีความหมายกับชีวิตจริงมากกว่าเรื่อง “รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม” การเรียนโดยเอาชีวิตจริงชุมชนจริงเป็นตัวตั้งนี้จึงเป็นการเรียนในเรื่องที่ใกล้ตัว เรียนสนุก

กิจกรรมฝึกการผ่อนคลายและการตะหนักรู้ในตนเอง
กิจกรรมฝึกการผ่อนคลายและการตะหนักรู้ในตนเองก่อนเริ่มกิจกรรมภาคบ่าย

กิจกรรมการเรียนรู้หลายกิจกรรมที่นำไปสู่การเข้าใจตนเองและผู้อื่น
กิจกรรมการเรียนรู้หลายกิจกรรมที่นำไปสู่การเข้าใจตนเองและผู้อื่น

            นักศึกษาของสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนทุกคนจะต้องมีโครงงานใหญ่เรื่องหนึ่งที่ใช้ระยะเวลาทำ 3 ปี โดยจะต้องเริ่มคิด “หัวข้อโครงงาน 3 ปี” ตามสาขาที่ตนเรียน ตั้งแต่ก่อนภาคการศึกษาแรกของตน โดยสถาบันจัดให้มีการฝึกอบรม เตรียมความพร้อม ผู้ที่สมัครเข้ามาเป็นนักศึกษาใหม่ในทุกปีการศึกษา

นักศึกษานำเสนอหัวข้อโครงงาน ศรร.แม่วาง เชียงใหม่
นักศึกษาแต่ละคนนำเสนอหัวข้อโครงงาน 3 ปีของตน
ในหลักสูตรฝึกอบรมเตรียมความพร้อม
(ภาพจากศูนย์เรียนรู้ อ.แม่วาง ที่ใช้วัดเป็นสถานที่เรียน)

            การจัดฝึกอบรมเพื่อเตรียมความพร้อมนี้นอกจากเพื่อช่วยนักศึกษาให้สามารถคิดหัวข้อและพัฒนาเค้าโครงของโครงงานแล้ว ยังช่วยทบทวนรื้อฟื้นความรู้และทักษะการฟัง การอ่าน การพูด และการเขียนทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวัน การอบรมเตรียมความพร้อมใช้เวลา 8 สัปดาห์ เฉพาะวันเสาร์ – อาทิตย์ ระหว่าง 8 สัปดาห์นี้ นักศึกษาทุกคนจะได้รับความช่วยเหลือให้สามารถพัฒนา เค้าโครงของโครงงาน 3 ปี ของตนให้ชัดเจนขึ้น เช่น ในสาขาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นก็ให้คิดโครงงานพัฒนาการงานอาชีพของตน โดยให้ตั้งวัตถุประสงค์ว่า 3 ปีที่เข้ามาเป็นนักศึกษาในสถาบัน ตนต้องการจะบรรลุอะไร แค่ไหน ในการงานอาชีพของตนหรือครอบครัว ในสาขาสุขภาพชุมชนก็ให้คิดโครงงานที่ตนสนใจจะทำเพื่อสร้างเสริมสุขภาพชุมชนของตนให้บรรลุใน 3 ปี ในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อชุมชนก็คิดโครงงานสร้างสรรค์นวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่จะช่วยแก้ปัญหาบางอย่างของตนหรือชุมชนโดยใช้ระยะเวลา 3 ปี จากนั้นก็ใช้ความรู้และประสบการณ์ที่เรียนวิชาต่างๆ ตลอดหลักสูตรมาประกอบการปฏิบัติโครงงานนั้น โดยจะต้องประเมินและนำเสนอความก้าวหน้าของโครงงานในแต่ละภาคเรียนและแต่ละปีการศึกษา แล้วสรุปและทำรายงานผลของโครงงานเพื่อนำเสนอในภาคเรียนสุดท้าย

            กระบวนการเรียนรู้ผ่านโครงงาน (Project-based Learning) นี้ยังนำไปใช้กับการเรียนรู้ในวิชาต่างๆ อีกด้วย โดยนักศึกษาจะคิดหัวข้อโครงงานนำเสนอในตอนต้นของภาคเรียน ปฏิบัติระหว่างภาคเรียน และสรุปทำรายงานนำเสนอในปลายภาคเรียน ระหว่างภาคเรียนก็มาพบกลุ่มเพื่อรายงานความคืบหน้าและแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์จากการทำโครงงานของตนหรือกลุ่มตน

 การนำเสนอโครงงาน ศรร.เชื้อเพลิง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์