สาเหตุที่เยาวชนไทยไม่สนใจ 

เอกลักษณ์ของท้องถิ่น (ตอนที่ 6)

ขาดผู้นำในการมีส่วนร่วมสร้างภูมิปัญญา

(ชำเลือง  มณีวงษ์/ผู้เขียน)

          เราจงมาช่วยกันสานความเข้าใจให้กับเยาวชน คนรุ่นใหม่ ได้มีความรู้สึกนึกคิดรักบ้านเกิดเมืองนอน ยกย่องเอกลักษณ์ของท้องถิ่น เพิ่มความเข้มแข็งให้กับสังคมกันตั้งแต่บัดนี้ จะดีกว่า

          เด็ก ๆ ที่ผมสอนในภาคเรียนนี้ เขายังได้แสดงความคิดความเห็นเอาไว้อีกหลายประเด็น เป็นต้นว่า วงเพลงอีแซว เพลงฉ่อยของโรงเรียนอยู่มานานเกือบ 20 ปี เพราะมีครูชำเลือง มณีวงษ์ เป็นผู้นำในการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านศิลปะการแสดงเพลงพื้นบ้าน นักแสดงในวงเข้ามาแทนที่กันเมื่อถึงเวลาที่รุ่นพี่จบออกไป เพราะมีผู้นำคือ รุ่นพี่นำรุ่นน้อง พี่สอนน้องถอดแบบกันออกมาแบบสมัยเก่าที่ครูเพลงสอนศิษย์โดยบอกบทร้องกันแบบคำต่อคำ ตามแบบที่ผมเรียนรู้ฝึกปฏิบัติมาจากป้าอ้น จันทร์สว่าง ครูเพลงคนแรกของผมนั่นเอง

          แต่ยังมีอีกมากมายในวันนี้ ที่การสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมไปถึงฝึกหัดการแสดงเพลงพื้นบ้าน แบบไม่มีชีวิตชีวา ดูทำไปงั้น ๆ เอง พอให้มีไม่ให้ถูกเขาตำหนิได้ว่า ไม่มีส่วนร่วมในการรักษาเอกลักษณ์ของท้องถิ่น แต่ก็ยังขาดผู้นำที่แท้จริง ที่จะนำทางไปสู่จุดมุ่งหมายแห่งความสำเร็จ แต่ก็ยังไปไม่ถึง เพราะความสำเร็จจริง ๆ นั้น มิใช่ยืนหยัดอยู่ได้เพียงประเดี๋ยวเดียว แต่ความยั่งยืน ยาวนาน ความคงทนถาวรต่างหากที่จะบ่งบอกได้ว่า เป็นของจริง ที่ไม่ต้องมีเงื่อนไขใด ๆ เลยว่า ตัวเด็กที่จะมาศึกษาฝึกหัดมีน้อย หรือไม่มี ทั้งนี้เพราะการเพาะกล้าต้นอ่อนพันธุ์ใหม่ มาแทนที่ต้นเก่า เป็นการขยายพันธุ์ที่ยาก ลำบากแสนเข็น ผมอยากจะพูดว่า มันยากกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีกก็ว่าได้ ต้องใช้ความอดทนสูงมาก ในวันที่เราไม่มีอะไรเลย ทุก ๆ ปี จักลับมาเริ่มต้นที่ศูนย์อยู่เสมอ กว่าที่จะทำให้วงเพลงมีมาตรฐานเท่าเดิมก็ใช้เวลาหลายเดือน พอจะเข้าที่เด็ก ๆ ที่โตที่สุดก็จบการศึกษาออกไป  วนเวียนกันอยู่อย่างนี้

         

         

         

          ด้วยเหตุผลนี้เองจึงต้องมีผู้นำ ผมทำวงเพลงพื้นบ้านมานาน นานเท่ากับชีวิตตัวเอง เพราะวันที่ผมร้องเพลงขอทานตามน้าชาย ผมเรียนอยู่ชั้น ป.1 (ร้องไม่ถูกทำนองเลย) พออยู่ชั้น ป.5 ก็หัดแสดงลิเก ขั้นชั้น ป.6 - ป.7 เริ่มร้องเพลงปะกวดและไปเชียร์รำวงกับน้าชายแล้ว ส่วนการทำขวัญนาคก็ได้ยินพ่อคุณร้องมาตลอดจนจำบางบทร้องได้ ดูเหมือนว่าเป็นการซึมซับที่มีมาในการดำเนินชีวิตของผมอย่างช้า ๆ ทีละน้อย ๆ

          มาถึงวันนี้ ผมจึงไม่เครียดเลยที่สอนเด็ก ๆ แล้วเขาทำตามเราไม่ได้ แต่เขาจะทำได้ในเวลาต่อมา บางคนต้องใช้เวลาเรียนรู้ฝึกปฏิบัติเป็นปี ถึง 3 ปีก็มี หรือ 6 ปียังไม้ได้ตามที่เราฝึกให้ก็มี แต่เขาสามารถที่จะเป็นนักแสดงร่วมอยู่ในวงเพลงได้ตลอด 6 ปี  ทั้งนี้เพราะเด็กมีความแตกต่างกันในหลายด้าน ความจำ ความสนใจ ความสามารถในการรับรู้ คุณสมบัติที่ติดตัวมาแตกต่างกัน จึงทำให้เด็ก ๆ ในวงเพลงแสดงออกในความสามารถได้ไม่เท่ากัน

-         บางคนใช้เวลาฝึกหัด 1 เดือน สามารถร้องรำทำท่าทางที่สวยงามได้

-         บางคนใช้เวลาฝึกหัด 3 เดือน ออกแสดงงานระดับมืออาชีพได้

-         บางคนใช้เวลาฝึก 6 เดือน เป็นพ่อเพลง แม่เพลงได้ (ร้องนำได้)

-         บางคนใช้เวลาฝึก 1-2 ปี สามารถด้นกลอนสดได้อย่างฉับพลัน

ในเมื่อเรามีคนเก่งอยู่ในวง และมีลักษณะเด่นที่แตกต่างกันในหน้าที่ เช่น บางคน มีความสามารถในการให้จังหวะตีกลอง, ตะโพน ฉิ่ง กรับ บางคนร้องเก่ง บางคนรำเก่ง บางคนพูดเก่ง ผมก็จับเอาคนเหล่านี้มาเป็นผู้นำในการสอนรุ่นน้องทำให้นักแสดงในวงเพลงได้รับการถ่ายทอดอย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องมารอครูเพียงคนเดียว

นี่คือ ผู้นำในการสืบสานเพลงพื้นบ้านในโรงเรียน ที่สร้างสรรค์ผลงานสำเร็จมายาวนาน แล้วถ้าในชุมชนมีผู้นำในการสร้างสรรค์ภูมิปัญญา และถ้าในสังคมไม่ขาดผู้นำที่จะสานต่อภูมิปัญญาในหลาย ๆ ด้าน เอกลักษณ์ของท้องถิ่น โดยเฉพาะศิลปะการแสดงท้องถิ่นเพลงพื้นบ้านก็จะมีทายาทสืบสานต่อ ๆ กันอย่างไม่มีวันสูญหายไปอย่างแน่นอน

(ติดตามตอนที่ 7 สาเหตุที่เยาวชนไทยไม่สนใจเอกลักษณ์ของท้องถิ่น)