ความเวิ้งว้างของทะเลทราย ความยากลำบากในการเดินทางทำให้ชนเผ่าต่างๆที่เป็นผู้ชายหาทางกลับบ้านไม่ถูก ก็เลยหาเมียแถวนั้น ตั้งรกรากอยู่แถวนั้นเสียเลย แหม น่าเสียดายที่ท่านอธิบดีอัยการเขต ๖ หาทางขึ้นเครื่องกลับไทยถูก ไม่เช่นนั้นละก็ ท่านคงอยู่แถวตุนฮวง เพราะอยู่เมืองจีน ๕-๖ วันเห็นบอกว่าอูฐสวย....ฮิฮิ

เมื่อระหว่างวันที่ ๑๗ – ๒๗ มีนาคม ๒๕๔๘ ท่านคัมภีร์ แก้วเจริญ อัยการสูงสุด ท่านสัตยา อรุณธารี อธิบดีอัยการเขต ๘ ท่านสุเวช จิตมหาวงศ์ อธิบดีอัยการเขต ๒ และท่านสุเมธ ชัยช่วงโชค  อธิบดีอัยการเขต ๖ ท่านศิริศักดิ์ ติยะพรรณ รองอธิบดีอัยการฝ่ายคณะกรรมการอัยการ(โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด)ท่านรัฐกร นิ่มวัฒนา อัยการพิเศษฝ่ายกิจการต่างประเทศ ท่านขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ เลขานุการอัยการสูงสุด ท่านณัฐวุฒิ สกุลพานิช อัยการจังหวัดมีนบุรี  ผมอัยการจังหวัดคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดภูเก็ต  และท่านสนธ์ กังสนารักษ์ รองเลขานุการอัยการสูงสุดได้รับเชิญจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนให้เดินทางไปตามเส้นทางสายไหมเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ ร่องรอยอารยธรรม วัฒนธรรมท้องถิ่นและแลกเปลี่ยนความรู้ระบบอัยการของกันและกัน ต่อไปนี้คือรายงานการเดินทางและความรู้ที่ได้รับจากการเดินทางในครั้งนี้ในด้านต่างๆสไตล์อัยการชาวเกาะ

        ผมเขียนบันทึกนี้โดยไม่ได้เขียนแบบไดอารี่ คือไม่ได้เรียงลำดับเหตุการณ์แต่เล่าเป็นเรื่องๆไปตามสิ่งที่ไปพบเห็นมา

เส้นทางสายไหม ในศตวรรษที่ ๑๙ นักวิชาการยุโรปได้ขนานนามเส้นทางการค้าจากเมืองฉางอานทางตะวันออกไปถึงอาณาจักรโรมันว่าเส้นทางสายไหม เพราะในสมัยราชวงศ์ฮั่นได้มีการพยายามสร้างสัมพันธมิตรและแลกเปลี่ยนสินค้ากับชาวตะวันตก และสินค้าที่นำไปส่วนใหญ่ก็คือผ้าไหม รองลงมาก็คือพวกเครื่องสัมฤทธิ์ ส่วนสินค้าที่ทางตะวันตกนำเข้ามาก็คือ องุ่น วอลนัต อูฐ และม้าพันธุ์ดี  เส้นทางสายไหมเริ่มต้นที่เมืองฉางอานไปสิ้นสุดที่เมืองต้าฉิน โดยเมื่อถึงเมืองตุนฮวงก็จะมีทางแยกไปทางเหนือและใต้แต่ก็ไปถึงต้าฉินเหมือนกัน และผ่านอานซีเหมือนกัน จึงไม่น่าแปลกใจเมื่อเราไปดูพิพิธภัณฑ์ตามเส้นทางสายไหมมีหุ่นขี้ผึ้งของพ่อค้าหนวดเครารุงรัง เพราะอานซีคืออิหร่านนั่นเอง ที่เมืองต่างๆตามเส้นทางสายไหมจะไม่มีชาวจีนล้วน ไกด์เล่าให้ผมฟังว่าความเวิ้งว้างของทะเลทราย ความยากลำบากในการเดินทางทำให้ชนเผ่าต่างๆที่เป็นผู้ชายหาทางกลับบ้านไม่ถูก ก็เลยหาเมียแถวนั้น ตั้งรกรากอยู่แถวนั้นเสียเลย แหม น่าเสียดายที่ท่านอธิบดีอัยการเขต ๖ หาทางขึ้นเครื่องกลับไทยถูก ไม่เช่นนั้นละก็ ท่านคงอยู่แถวตุนฮวง เพราะอยู่เมืองจีน ๕-๖ วันเห็นบอกว่าอูฐสวย....ฮิฮิ

 

        การเดินทาง ในการเดินทางครั้งนี้ เราเดินทางจากประเทศไทยไปยังเซี่ยงไฮ้ แล้วเดินทางด้วยเครื่องบินจากเซี่ยงไฮ้ไปตั้งต้นเส้นทางสายไหมที่เมืองซีอาน แล้วขึ้นเครื่องเดินทางไปเมืองหลานโจว ต่อไปที่เจี่ยยู่กวง ต่อจากนั้นจึงนั่งรถยนต์ไปอีก ๔๘๐ กิโลเมตรจนถึงตุนฮวง จากตุนฮวงนั่งเครื่องกลับไปที่หลานโจว แล้วเดินทางต่อไปยังปักกิ่งคารวะอัยการสูงสุดจีน จึงเสร็จสิ้นการเดินทาง ความสมบุกสมบันในการเดินทางทำให้แต่ละท่านเหนื่อยอ่อน เป็นอย่างไรดูภาพได้เลยครับท่าน

        พุทธศาสนา

เป็นที่น่าแปลกใจมากเมื่อเราไปเยี่ยมชมสถานที่ตามเมืองต่างๆเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านอัยการสูงสุดมีความสนใจเรื่องพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่งและได้ทำการบ้านมาอย่างดีคำถามที่ท่านถามมัคคุเทศก์ทำเอาเขาทึ่งกันเป็นแถบๆ เช่นเรื่องพระถังซัมจั๋งเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎก จีนเขาเรียกพระถัมซัมจั๋งว่า “เสวียนจั้ง” ท่านเดินทางไปถึงดินแดน “เทียนจู๋” ซึ่งคืออินเดีย ปากีสถานและบังกลาเทศ และศึกษาพระพุทธศาสนาถึง ๑๕ ปี และได้บันทึกการเดินทางของท่านไว้ชื่อ “ต้าถังซีอี้ว์จี้” ท่านบันทึกไว้อย่างละเอียดจึงเป็นเอกสารสำคัญของจีนในการศึกษาภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ของประเทศอินเดียในสมัยโบราณ

ถ้ำม่อกาว เราได้ถ่ายเฉพาะด้านหน้า หลังจากนั้นถูกสั่งห้ามถ่ายภาพเสียดายมากเพราะในถ้ำแต่ละถ้ำสวยมาก เศรษฐีแต่ละคนที่นับถือพุทธศาสนามาสร้างพระพุทธรูปหรือตกแต่งถ้ำไว้เพื่อบำเพ็ญกิจทางศาสนา

     แต่ที่ผมสงสัยและได้คำตอบเกี่ยวกับคนจีนในยุคปัจจุบัน กลับได้ความว่าคนจีนยุคปัจจุบันไม่สนใจศาสนาใดศาสนาหนึ่งโดยเฉพาะ จะเรียกว่าไม่นับถือศาสนาเลยก็ว่าได้ เห็นว่าอันไหนดีก็ทำตาม ผมจึงไม่แปลกใจว่าทำไมเมืองตุนฮวงที่มีสถานที่สำคัญทางศาสนา เช่นที่ถ้ำโมเกาหรือม่อกาว อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเขาหมิงซา มีพระพุทธรูปนั่งขนาดใหญ่อันดับสามของโลก สูง ๓๓ เมตร และถือเป็นพระพุทธรูปนั่งในถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ที่ผนังถ้ำยังมีภาพเขียนพุทธประวัติ ภาพเกี่ยวกับครอบครัวของผู้มาทำการสร้างห้องโถงในถ้ำไว้เป็นที่บูชาพระพุทธรูปของครอบครัวรวมทั้งการเดินทาง ถ้ำแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยยุคราชวงศ์เยวี๋ยน แต่ถูกทอดทิ้งในราชวงศ์หมิง และมาซ่อมแซมอีกครั้งสมัยราชวงศ์ชิง แต่ในสมัยราชวงศ์ชิงอ่อนแอและคนจีนไม่เห็นคุณค่าของศิลปะและวัฒนธรรมที่ค้นพบจึงถูกชาวตะวันตกที่กำลังตื่นตัวในอารยธรรมโบราณ เช่น อเมริกา ฝรั่งเศส รัสเซีย อังกฤษ มาขโมย ลอกรูปภาพออกจากผนังถ้ำ(ทำให้ภาพในถ้ำหายไปเป็นช่องสี่เหลี่ยม) ตำราต่างๆถูกขนไปจำนวนมาก

ในเมืองตุนหวงจะเน้นนางอัปสรเป็นหลัก ที่หน้าโรงแรม ที่วงเวียน ก็จะมรูปนางอัปสรเต็มไปหมด แต่คณะที่ไปด้วยกันอยากเห็นนางอัปสรตัวจริง อิอิ

ในช่วงปี ค.ศ.๑๙๐๐ ได้มีการค้นพบถ้ำเก็บพระไตรปิฏก พบสิ่งของหลายอย่างทั้งภาพเขียน ผ้าปักลวดลายต่างๆ ทั้งอุปกรณ์ทางพิธีกรรมที่ตกทอดจากยุคศตวรรษที่ ๔-๑๑ จำนวนมาก ซึ่งทำให้สามารถศึกษาย้อนหลังทางด้านประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ การปกครอง เศรษฐกิจ ศาสนา อารยธรรมชนเผ่า ภาษา ศิลปวัฒนธรรม จนได้ชื่อว่าเป็นมหาสมุทรแห่งประวัติศาสตร์  เสียดายที่เขาไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพเลยมีภาพมาให้ชมน้อยมาก นี่ถ้าเป็นบ้านเราการโปรโมทเมืองแห่งนี้ก็ต้องเน้นไปที่พุทธศาสนา แต่เขากลับไปโปรโมทเมืองตุนฮวงด้วยนางอัปสร ซึ่งเป็นนักดนตรีบนสวรรค์ ในเมืองก็จะมีรูปนางอัปสรที่วงเวียน หน้าโรงแรมก็มีนางอัปสร ของที่ระลึกส่วนใหญ่ก็เป็นทางอัปสร ผมว่าถ้าเมืองตุนฮวงโปรโมทการท่องเที่ยวด้วยดินแดนแห่งพุทธศาสนา ในสายตาชาวพุทธน่าจะเป็นจุดขายได้ดีกว่านางอัปสรนะ แต่ท่านอธิบดีเขต ๘ บอกว่าถ้าโปรโมทการท่องเที่ยวด้วยนางอัปสรจริงๆจะเจ๋งกว่า พับเผื่อย.....

 

ภาพประดับหินสีต่างๆเป็นเรื่องราวพุทธประวัติสวยงามมากๆ

ไม้เท้าเขาดูกันที่ห่วง ยิ่งมีหลายห่วงก็แสดงว่าเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ส่วนที่เห็นเป็นกล่องสี่เหลี่ยมหลายกล่อง คือกล่องที่บรรจุพระธาตุกล่องเล็กก็จะอยู่ในกล่องใหญ่เป็นชั้นๆครับ

        วัด คราวนี้เราเหมือนกับไปทัวร์วัดกับทัวร์พิพิธภัณฑ์ เพราะท่านอัยการสูงสุดให้ความสนใจเส้นทางสายไหมกับพระพุทธศาสนา แต่พระพุทธศาสนาในเมืองจีนปัจจุบันหาคนสนใจยาก คงเหมือนกับประเทศอินเดียหรือศรีลังกาที่คนเสื่อมความนิยม แต่พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองในมืองไทย และจีนก็คงรู้ว่าเราเป็นชาวพุทธ จุดที่จัดให้เราไปชมจึงเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาและเกี่ยวกับการเผยแพร่พุทธศาสนาในเมืองจีน เราได้ไปวัดฟาเหมินซื่อ ที่นี่ก็มีพิพิธภัณฑ์ เราได้เห็นพระธาตุของพระพุทธเจ้าของแท้ ท่านอัยการสูงสุดจะมีคำถามเกี่ยวกับพระถังซำจั๋ง จีนเขาเรียก เสวียนจั้ง คำถามเกี่ยวกับพระเจ้าถังเกาจง การเผยแผ่พระพุทธศาสนา เส้นทางการเดินทาง การแปลพระไตรปิฏก ทำเอาไกด์ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ที่อธิบายแล้วมีคนสนใจ วัดที่เราไปแทบทุกแห่งจะมีพิพิธภัณฑ์ให้ชมน่าสนใจมาก เพียงอย่างที่บอกคือคนจีนแท้กลับให้ความสนใจพุทธศาสนาน้อย