โรคพิษสุนัขบ้า
โรคพิษสุนัขบ้า หรือที่เรียกอีกหลายชื่อว่า โรคกลัวน้ำ โรคหมาบ้า โรคหมาว้อ
สาเหตุของโรคพิษสุนัขบ้า
โรคพิษสุนัขบ้าเกิดจากเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้า(Rabies virus) เชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าเมื่อออกจากร่างกายจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน ถูกทำลาย ได้ง่าย เมื่อถูกความร้อน ยาฆ่าเชื้อที่ได้ผลดี คือ ฟอร์มาลิน 70%แอลกอฮอล์ ไลโซล กรดหรือด่างอย่างแรง หรือ 10%ไฮโปรคลอไรด์ (น้ำผสมคลอรีนไฮเตอร์หรือคลอร็อคในอัตราส่วน 1 ส่วนต่อน้ำ 9 ส่วน)
สัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด เช่น วัว ควาย ม้า หมู ลิง ชะนี กระรอก กระต่าย พังพอน หนู
แต่ที่พบได้มากที่สุดคือ สุนัข 96% รองลงมา คือ แมว 4%
การติดต่อ
คนเราจะติดเชื้อชนิดนี้ก็ต่อเมื่อ
- ถูกกัดหรือข่วน
- ถูกเลีย หรือน้ำลายสัตว์กระเด็นเข้าแผล รอยขีดข่วน หรือเยื่อบุตา จมูก ปาก ถ้าน้ำลายถูกผิวหนังปกติไม่มีรอยขีดข่วนบาดแผลไม่มีโอกาสติดโรค
- การติดต่อทางระบบหายใจ โอกาสติดน้อยมาก
- การติดต่อโดยการกิน เกิดขึ้นได้ยาก ไม่เคยมีรายงาน
- การติดต่อจากคนสู่คน ในธรรมชาติ ไม่เคยมีรายงาน
อาการของสุนัขที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า
1.ระยะแรก 2 - 3 วัน
อารมณ์และอุปนิสัยเปลี่ยนไป
กินข้าว กินน้ำน้อยลง / การเคี้ยวหรือกลืนผิดไป
2.ระยะตื่นเต้น(อาการบ้าแบบดุร้าย)
ไม่อยู่นิ่ง มีอาการทางประสาท กัดทุกสิ่ง
เสียงเห่าหอนเปลี่ยนไป ตัวแข็ง ล้มลงชักกระตุก
3. ระยะอัมพาต(อาการบ้าแบบซึม)
คางห้อยตก ลิ้นห้อยออกนอกปาก น้ำลายไหล ขาอ่อน ล้มลงแล้วลุกไม่ได้
เป็นอัมพาตทั้งตัวและตาย
อาการบ้าในสุนัขมี 2 แบบ
ชนิดซึม หมายถึงสุนัขที่แสดงอาการในระยะตื่นเต้นสั้น และแสดงอาการในระยะอัมพาตเด่นชัด
ชนิดดุร้าย หมายถึงสุนัขบ้าที่แสดงอาการในระยะตื่นเต้น ให้เห็นเด่นชัดยาวนาน แสดงอาการระยะอัมพาตสั้น
การเกิดโรคพิษสุนัขบ้าในคน
เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย โดยการถูกกัด ข่วน และเพิ่มจำนวนในเซลล์
กล้ามเนื้อเข้าทางระบบประสาท เข้าสู่สมองและเพิ่มจำนวนมากขึ้น
* * * พร้อมทำลายสมองของคนเรา***
ส่วนใหญ่ระยะฟักตัวในคนประมาณ 3 สัปดาห์ จนถึง 4 เดือน มีบางรายเร็วเพียง 4 วันหรืออาจนาน เกิน 1 ปี จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง คือ
- จำนวนปริมาณเชื้อที่เข้าไป
- ตำแหน่งที่เชื้อเข้าไป
- เชื้อจากสัตว์ป่า
อาการในคน มี 2 แบบคือ
1. แบบก้าวร้าวดุร้าย
2. แบบอัมพาต
อาการของโรคแบ่งเป็น 3 ระยะคือ
1. ระยะเริ่มแรก
อาจมีอาการไม่สบาย ครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เจ็บคอ คล้ายเป็นหวัด คลื่นไส้ ปวดท้อง และที่พบบ่อยที่สุด คือ อาการคันมักเริ่มจากบริเวณแผลที่ถูกกัด
2. ระยะอาการทางประสาท
อาจคลุ้มคลั่ง ดุร้าย กลัวน้ำ ความรู้สึกไวกว่าปกติ ทุรนทุราย เป็นอัมพาต น้ำลายไหลต้องบ้วนทิ้ง กลืนน้ำลายไม่ได้
3.ระยะสุดท้าย
ไม่รู้สึกตัว หายใจกระตุก ผู้ป่วยส่วนมากมักจะตายภายใน 7 วัน หลังจากเริ่มแสดงอาการ
อาการของโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์อื่น
แมว- หลบซุกตัวในมุมมืดแล้วจะมีอาการตื่นเต้น ฉุนเฉียว ดุร้าย กล้ามเนื้อสั่น น้ำลายไหล มีอาการทางประสาท
สุกร- ในสุกรมักแสดงอาการเฉียบพลัน นิสัยเปลี่ยนไป ดุร้ายขึ้น ตื่นเต้น น้ำลายไหลมาก กระวนกระวาย
โค-กระบือ ไม่กินหญ้า กระสับกระส่าย ตื่นเต้น กล้ามเนื้อเกร็งกระตุก ร้องเสียงแหบ น้ำลายไหล กัดฟัน ท้องป่อง หางบิดหรือขาอ่อน
ม้า-มีอาการตื่นเต้น ดุร้าย กัดคน ไวต่อเสียงมาก เอาเท้าโขกพื้น กัดรางอาหาร กินอุจาระ ตาแดง จ้องนิ่ง หรือมีอาการท้องผูก
แพะ-แกะ มีอาการไม่กินหญ้า กระวนกระวาย ตื่นเต้น ดุกว่าปกติ ตาเบิกกว้าง จ้องนิ่ง ชอบเอาเท้าโขกพื้น
การควบคุมและป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าสำหรับผู้เลี้ยง
n เลี้ยงสุนัขหรือแมวต้องพาไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เมื่ออายุ 2-4 เดือน แล้วฉีดกระตุ้นอีกครั้งตามกำหนดนัด และฉีดซ้ำทุกปี
n ไม่นำสัตว์ป่าหรือเก็บลูกสุนัขมาเลี้ยง
n ไม่ควรปล่อยสุนัขออกมาเพ่นพ่านนอกบ้าน
n ถ้าไม่ต้องการเพิ่มจำนวนลูกสุนัข ควรทำการคุมกำเนิดสุนัข
n พบเห็นสัตว์สงสัยเป็นโรคพิษสุนัขบ้า ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์
การหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกสุนัขกัด
อย่าแหย่
อย่าเหยียบ
อย่าแยก
อย่าหยิบ
อย่ายุ่ง
จะทำอย่างไรเมื่อถูกสัตว์กัด
1. ล้างแผล ล้างแผลด้วยสบู่กับน้ำหลายๆ ครั้ง เพื่อล้างเชื้อออกจากบาดแผล ถ้ามีเลือดออกควรปล่อยให้เลือดไหลออก อย่าบีบหรือ เค้นแผล เพราะจะทำให้เชื้อแพร่กระจายไปส่วนอื่น
2. ใส่ยา ใส่แผล เช่น เบตาดีน ทิงเจอร์ไอโอดีน แอลกอฮอล์ 70 % จะช่วยฆ่าเชื้อโรค อย่าใส่สิ่งอื่น เช่น เกลือ ยาฉุน ลงในแผล ไม่ควรเย็บแผล ถ้าจำเป็นควรรอไว้ 3-4 วัน ถ้าเลือดออกมากหรือแผลใหญ่อาจเย็บหลวม ๆ และใส่ท่อระบายไว้
3.กักหมา กักสัตว์ที่กัดไว้ดูอาการอย่างน้อย 15 วัน โดยให้น้ำและอาหารตามปกติ อย่าฆ่าสัตว์ให้ตายทันที เว้นแต่สัตว์นั้นดุร้ายกัดคนหรือสัตว์อื่นหรือไม่สามารถกักสัตว์ไว้ได้ ถ้าสัตว์หนีหายไปให้ถือว่าสัตว์นั้นเป็นโรคพิษสุนัขบ้า
4.หาหมอ รีบไปหาแพทย์หรือสัตวแพทย์ทันทีที่ถูกกัด เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนและซีรั่ม อย่ารอจนสัตว์ที่กัดตาย เมื่อสัตว์ตายรีบตัดหัวส่งตรวจโรคพิษสุนัขบ้า
จะส่งซากสัตว์วินิจฉัยโรคพิษสุนัขบ้าได้อย่างไร
1.ตัดหัวสัตว์ ตัดหัวสัตว์ตรงคอต่อ ใส่ถุงพลาสติกซ้อนหลาย ๆ ชั้น รัดปากถุงให้แน่น ใส่ถุงมือทุกครั้งที่ตัดหัวสัตว์ ถ้าเป็นแมวหรือสัตว์ตัวเล็กสามารถส่งได้ทั้งตัว
2.แช่แข็ง ใส่กระติกหรือภาชนะอย่างอื่น เช่น กล่องโฟม แล้วใส่น้ำแข็งให้เย็นตลอดเวลา
3.ประวัติ ส่งพร้อมประวัติสัตว์ ชนิด เพศ อายุ สี อาการป่วย ชื่อ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ เจ้าของสัตว์ และผู้ถูกกัด
หน้าที่ของเจ้าของสุนัขตามพระราชบัญญัติ โรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ 2535
1. นำสุนัขไปรับการฉีดวัคซีนครั้งแรกเมื่อสุนัขอายุ 2 – 4 เดือนและครั้งต่อไป
ตามที่กำหนดในใบรับรองการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
2. เมื่อสัตว์ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วให้ติดเครื่องหมายประจำตัวและเก็บ
ใบรับรองการฉีดวัคซีนไว้ การขายหรือให้สุนัขแก่ผู้อื่น ต้องมอบใบรับรอง
ให้ด้วย
3. ไม่ปล่อยสัตว์ออกมาตามที่สาธารณะ สัตว์ที่ไม่มีเครื่องหมายแสดงการฉีดวัคซีนจะถูกเจ้าหน้าที่จับขัง 5 วัน ถ้าไม่มีผู้ไปรับ จะถูกดำเนินการตามกฎหมาย
4. เมื่อสัตว์มีอาการของโรคพิษสุนัขบ้า ให้แจ้งต่อสัตวแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขภายใน 24 ชม.
ท่านกำลังทำผิดต่อสังคมอย่างใหญ่หลวง ถ้าท่านทำตนอย่างนี้
1.ปล่อยสุนัขของท่านเพ่นพ่านในที่สาธารณะโดยไม่ดูแล
2.ปกปิดเมื่อสุนัขที่เลี้ยงอยู่ไปกัดกับสุนัขบ้าแล้วไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพราะสุนัขอาจติดเชื้อโรค พิษสุนัขบ้า
3.นำสุนัขไปปล่อยตามสถานที่ต่างๆ เช่น วัด โรงเรียน
การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
- ฉีดสัตว์อายุ 3 เดือนขึ้นไป และฉีดกระตุ้นเข็มที่ 2 เมื่ออายุ 4 เดือน หลังจากนั้นฉีดทุก ๆ 1 ปี(ระยะ คุ้มโรค 1 ปี)
- การเก็บรักษา ต้องเก็บในตู้เย็นอุณหภูมิ 4-6องศาเซลเซียส
- ตำแหน่งที่ฉีด ฉีดเข้าใต้ผิวหนังหรือกล้ามเนื้อในขนาด 1 ซีซี / ตัว