ในการสอนวิชาการจัดการทรัพยากรที่ดิบแบบบูรณาการ ในภาคต้น ๒๕๕๒ นี้ผมได้ทดลองปรับเทคนิคการสอนแบบกรณีศึกษา เพื่อให้นักศึกษาได้เห็นภาพจำลองสถานการณ์ว่า
การทำงานแบบบูรณาการนั้นจะต้องมีความรู้อะไรบ้าง ถ้าขาดอย่างหนึ่งอย่างใด การทำงานก็จะมีโอกาสล้มเหลวได้ง่ายมาก
ตามคำกล่าวที่ว่า “เรือรั่วรูเดียวก็จมได้”
ที่ผมใช้เป็นแนวทางของการทำงานแบบ “บูรณาการ” ว่าต้องมีทุกอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ใช่คำที่มีการบิดเบือน แค่ว่า “การทำงานร่วมกันอย่างกลมกลืน ก็เรียกว่า บูรณาการแล้ว
ที่ผมว่าเป็นการใช้ศัพท์ผิด โดยบิดเบือนใช้คำว่า “บูรณาการ” แทนคำว่า “ผสมผสาน”
ที่สามารถกลับมาอธิบายได้ว่า
“จะทำงานผสมผสานกันอย่างไร ถ้ายังไม่อุดรูรั่วของเรือได้ เรือก็จะยังจมอยู่ดี”
ในกระบวนการสอนในภาคการศึกษานี้ ผมใช้โจทย์หลายโจทย์ เพื่อตรวจสอบความพร้อมของนักศึกษา
แต่เนื่องจากนักศึกษาที่เรียนกับผมในภาคการศึกษาที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาเกษตรศาสตร์สาขา พืชไร่ และพืชศาสตร์โดยรวม
ผมจึงปรับใช้ตัวอย่างงานที่ผมทำร่วมกับบริษัทผลิตเอธานอล จากมันสำปะหลัง
ที่มีเป้าการผลิตที่ ๔ แสนลิตรต่อวัน และต้องการมันเส้นประมาณ ๘ แสนตันต่อปี โดยกำหนดโจทย์ไว้ว่า การลงทุนทั้งหมดต้องไม่เกิน ๖๕๐๐ บาทต่อไร่ และต้นทุนรวมของมันเส้นไม่เกิน ๑.๗๕ บาทต่อ กก.
มีปัจจัยแวดล้อมคือ มีพื้นที่ให้เช่าไร่ละ ๑ พันบาทต่อปี ขนาด ๒ พัน ถึง ๑ หมื่นไร่ บนพื้นที่ลูกคลื่นลอนตื้น มีฝนตกประมาณ ๑๒๐๐ มม. ต่อปี ระหว่าง พฤษภาคม ถึงตุลาคม หนักในช่วง สิงหาคมถึงกันยายน มีลมกรรโชกแรงบ้างเป็นครั้งคราวแบบไม่มีทิศทางแน่นอน
และให้นักศึกษาฝึกหัดทำแผนการใช้ที่ดินแบบบูรณาการที่ลดอัตราเสี่ยง และให้ผลผลิตสูงเพียงพอ ภายใต้ทรัพยากรที่มี
และนำประเด็นดังกล่าวมาใช้วัดผลการเรียนรู้ในการสอบไล่
ปรากฏผลในเบื้องต้นว่า
1. นักศึกษาส่วนใหญ่มีความรู้ในสายงานของตัวเอง ยังไม่พอที่จะใช้ในการกำหนดแผนการใช้ที่ดินเพื่อการผลิตมันสำปะหลังดังกล่าว
- อาจเกิดจากหลักสูตรที่กำหนดวิชานี้อยู่ในปี ๓ ที่ยังไม่ได้เรียนวิชาพื้นฐานต่างๆมากพอที่จะนำมาใช้ในการวางแผนตามเหตุการณ์สมมติตามกรณีศึกษาในครั้งนี้
- นักศึกษาอาจเคยเรียนมาแต่ใช้ระบบการท่องจำไปสอบ ได้สอบผ่านแล้ว และลืมไปแล้ว
- หรือการสอนของอาจารย์ไม่สร้างให้เกิดความเชื่อมโยงกับชีวิตจริง
- หรือการสอนไม่ทำให้เกิดความเข้าใจเชิงลึก ที่จะสนับสนุนความจำระยะยาวแบบ “ฝังใจ”
- ทำให้ในระดับฝึกหัดแบบ “การบ้าน” นักศึกษาจำนวนไม่ถึงครึ่งที่ทำงานได้ในระดับที่ “มีความคิดและจินตนาการ” พอที่จะยอมรับได้
- แต่ไม่มีนักศึกษาคนใดที่คิดแบบ “บูรณาการ” ได้ และยังมีจุดอ่อนด้าน “การบริหารจัดการ” ที่น่าจะเป็นส่วนที่ต้องได้รับจาก “ประสบการณ์” ทั้งการฝึกงาน ดูงาน และทำงาน
- จึงได้นำตัวอย่างที่ดีที่สุดมาแจงให้นักศึกษา ชี้จุดอ่อน พร้อมชี้แนะแนวทางการพัฒนาการเรียนรู้
2. การนำประเด็นดังกล่าวมาใช้ในข้อสอบไล่ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ในภาวะที่มีความจำกัดด้านเวลา ยิ่งมีนักศึกษาจำนวนน้อยมากที่ยังแสดง “วิสัยทัศน์ และ จินตนาการ” ในระดับที่พอจะยอมรับได้
- แม้จะพยายามคัดแยกนักศึกษาที่ไม่เข้าเรียนออกแล้ว อัตราส่วนของความสัมฤทธิ์ผลยังค่อนข้างต่ำ
- ที่คาดว่าน่าจะมาจากฐานความรู้ ฐานความคิด และระดับความเข้าใจที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษาของหลักสูตร
- ที่อาจนำมาประกอบการการพิจาณาปรับปรุงหลักสูตรในขั้นต่อๆไป
ดังนั้น ในเบื้องต้นนี้ จากผลการประเมินการสอน การเรียนรู้ โดยวิธี “กรณีศึกษา” พบว่า
- นักศึกษาส่วนใหญ่ที่เข้าเรียน และกลุ่มที่เข้าเรียนน้อยในระยะแรก มีความสนใจเข้าเรียน และให้ความสนใจในการเรียนรู้มากขึ้น และเสนอขอให้มีการสอนโดยวิธีนี้ให้มากขึ้น
- นักศึกษาจำนวนหนึ่งได้แจ้งว่าได้นำความรู้ไปปรับใช้ในชีวิตจริงอย่างได้ผล ที่น่าจะสนับสนุนการพัฒนาการเรียนรู้ในระยะยาว
-
นักศึกษาจำนวนหนึ่งที่ขาดเรียนมากด้วยเหตุผลต่างๆ ได้แจ้งว่าเพิ่งเข้าใจว่าทำไมต้องพยายามเข้าเรียน เพราะที่ผ่านมา ไม่เข้าเรียนก็สอบผ่านได้
- โดยการขออ่านจากสมุดจดของเพื่อน หรืออ่านจาก Sheet ที่อาจารย์แจกก็ได้
- และบางทีการสอนแต่ละภาคการศึกษาก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง หาอ่านจากสมุดจดรุ่นพี่ หรือของคนที่เคยเรียนและสอบได้คะแนนดีๆ มาแล้วก็ได้ นอนเล่นอยู่หอพักก็ยังสอบผ่านได้ ไม่จำเป็นต้องเข้าเรียนให้เสียเวลานอน
ที่แสดงให้เห็นข้อด้อยบางประการของ
- โครงสร้างและเนื้อหาของหลักสูตร
- การกำหนดวิชาที่ต้องเรียนมาก่อน
- การจัดระบบการเรียนการสอน
- การวัดผล
- และประเมินผล
ที่ควรได้รับการปรับปรุง
เพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพของผู้จบการศึกษาไปทำงานเพื่อสังคม ประเทศชาติ และทำตัวให้มีคุณค่าต่อตนเอง ต่อครอบครัว และสังคมโดยรวมต่อไป
สวัสดีครับอาจารย์
แวะมาเติมปัญญาครับ
...
ข้าวที่นำมาปลูก เริ่มงอกแล้วครับ
เก่งมากครับ
ทำต่อไปครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์..ตามพี่หนานเกียรติมาศึกษาสาระดีๆ การสอน กรณีศึกษา ทำให้นศ.ฝึกทักษะการคิดมากๆ..มากกว่าไปก๊อบปี้มาส่งนะคะ
งานที่ผมให้ นศ ทำ ไม่มีที่ลอกครับ
อาจารย์ก็ไม่มีที่ลอก
ก็เรียนไปพร้อมๆกันครับ
ชอบวิธีการสอนของอาจารย์แสวง มากครับ
และอยากให้อาจารย์คนอื่นปรับวิธีการสอนบ้างครับ
สอบแล้วก็ลืม
ดีใจมากครับที่ได้เรียนกับอาจารย์
ข้อนี้ต้องไปเสนอทางคณะฯครับ
ผมบอกใครไม่ได้หรอกครับ
เขาว่าเป็น "เสรีทางการสอน และการศึกษาครับ"
ที่ผมคิดว่า เสรีภาพควรใช้กับคนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมเท่านั้นครับ
แต่ไม่ควรใช้เกินขอบเขต จนเกิดผลเสียหายต่อการศึกษาและประเทศชาติครับ
เรื่องนี้ผมเสนอไว้แล้วในหลายวาระครับ
เรียน ดร แสวง
ท่านได้สอนให้เขาได้ใช้สมองและสองมือ คนไม่เข้าเรียนท่านให้ผ่านหรือไม่ วิธีการประเมินผลกับกลุ่มไม่เข้าเรียนท่านทำอย่างไรครับ
ผมตั้งสมมติฐานว่า คนที่ไม่เข้าเรียนคือคนที่รู้แล้ว
ถ้าทำข้อสอบได้ก็ยินดีให้ผ่าน แต ผมมีคะแนนเข้าเรียนตัดแบ่งมาจากคะแนนรวมด้วยครับ เป็นคะแนนเก็บรวมกับสอบย่อยและรายงาน
คนไม่เข้าเรียนจะเสียในส้วนนี้เป็นข้อแรก
ข้อสอง คนไม่เข้าเรียนจะใช้วิธียืมโน๊ทเพื่อนไปถ่ายอ่าน หรืออ่านจาก sheet ที่แจก
ผมจะดักขวางไว้ห้าทาง ไม่แน่จริงไม่ผ่านหรอกครับ
ประการแรก ไม่แจก sheet แต่มีบางประเด็นให้อ่านทาง อินเทอร์เนต (ที่พวกไม่เข้าเรียนมักไม่อ่านอยู่แล้ว) และ
ประการที่สอง ผมจะบรรยายแบบสืบสวนสอบสวน นศ. จะจดไม่ได้ แต่จะเข้าใจได้
ประการที่สาม ผมจะให้ นศ พัฒนาความเข้าใจผ่านการเขียนรายงาน คนไม่เข้าเรียนก็ทำไม่ได้ และไม่ได้ทำ
ประการที่ สี่ ผมจะออกข้อสอบวัดความเข้าใจเป็นหลัก ไม่เข้าใจทำไม่ได้
ประการที่ห้า ผมจะออกข้อสอบเป็นปัจจุบัน อ่านเลคเชอร์โน๊ตเก่าๆ จะทำไม่ได้ เพราะข้อมูลรายละเอียดเปลี่ยนไป ยังคงเฉพาะหลักการของวิชา
จึงเปิดช่องไว้ว่า เฉพาะคนที่รู้แล้วและเก่งจริงๆเท่านั้น ที่ไม่เรียนและสอบผ่าน ส่วนใหญ่สอบตกครับ
นี่คือมาตรการต้อนเสือออกจากป่า (นศ.หนีเรียน) ให้มาเข้าห้องเรียนครับ