วันนี้มีเรื่องเกี่ยวกับตำนานพญานาคมาฝากครับ เพราะเมื่อหลายวันก่อนเห็นข่าวว่ามีคนพบรอยพญานาคและช่วงนี้ก็ใกล้ออกพรรษาแล้ว ก็คงจะมีเรื่องเกี่ยวกับพญานาคออกมาเรื่อยๆอย่างแน่นอน เช่นว่า บั้งไฟพญานาคไงครับ หากเนื้อหาที่ลงไม่สมบูรณ์ก็ขอ อภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ สำหรับ ท่านใดที่มีอะไรเพิ่มเติมก็ขอเชิญเพิ่มได้เลยนะครับ ลองอ่านดูครับ เชิญครับ
พญานาค
นาค หรือพญานาค คือ งูใหญ่มีหงอน เป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา และนาคยังเป็น สัญลักษณ์ของบันใดสายรุ้งสู่จักรวาล เป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ จากการจำศีล บำเพ็ญภาวนา ศรัทธาในพุทธศาสนา ไม่เบียดเบียนผู้อื่น เราจะพบเห็นเป็นรูปปั้นหน้าโบสถ์ ตามวัดต่างๆ บันไดขึ้นสู่วัดในพุทธศาสนา ตรงข้ามกับตำนานของชาวฝรั่งหรือชาวตะวันตก ที่ถือว่านาคเป็นตัวแทนของ กิเลส ความชั่วร้าย พญานาคเป็นสัตว์มหัศจรรย์ ที่มีคุณสมบัติพิเศษคือ สามารถแปลงกายได้ พญานาคมีอิทธิฤทธิ์และมีชีวิตใกล้กับคน พญานาคสามารถแปลงเป็นคนได้ เช่นคราวที่แปลงเป็นคนมาขอบวชกับพระพุทธเจ้า ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวถึงนาคที่ชื่อ “ถลชะ” ที่แปลว่าเกิดบนบก และนาคชื่อ “ชลซะ” ที่แปลว่าเกิดจากน้ำ จะเนรมิตกายได้เฉพาะในน้ำเท่านั้น ถึงแม้นาคจะเนรมิตกายได้ แต่ในสภาวะ ๕ อย่างนี้ จะต้องปรากฏเป็นงูใหญ่เช่นเดิม คือ ขณะเกิด ขณะลอกคราบ ขณะสมสู่ระหว่างนาคกับนาค ขณะนอนหลับโดยไม่มีสติ และที่สำคัญตอนตายก็กลับเป็นนาคเช่นเดิม
พญานาค มีพิษร้าย สามารถทำอันตรายผู้อื่นได้ด้วยพิษ ถึง ๖๔ ชนิด และพญานาคต้องคายพิษทิ้งทุก ๑๕ วัน ซึ่งตามตำตานกล่าวว่า สัตว์จำพวกงู แมงป่อง ตะขาบ คางคก มด ฯลฯ มีพิษได้ก็เพราะด้วยเหตุที่นาคคายพิษทิ้งไว้ แล้วพวกงูไปเลีย พวกที่มาถึงก่อนก็เอาไปมาก พวกที่มาทีหลัง เช่นแมงป่อง มด ได้พิษน้อยแค่เอาหาง เอาก้นไปป้ายกับเศษพิษ สัตว์จำพวกนี้จึงมีพิษน้อย
พญานาคอาศัยอยู่ใต้ดิน หรือบาดาล คนโบราณเชื่อว่าเมือบนสวรรค์มีเทพอาศัยอยู่ ลึกลงไปใต้พื้นโลก ก็น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เช่นกัน ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวว่า ที่ที่นาคอาศัยอยู่นั้นลึกลงไปใต้ดิน ๑ โยชน์ หรือ ๑๖ กิโลเมตร มีปราสาทราชวังที่วิจิตรพิสดารไม่แพ้สวรรค์ ที่มีอยู่ถึง ๗ ชั้น เรียงซ้อนๆกัน ชั้นสูงๆ ก็จะมีความสุขเหมือนสวรรค์ พญานาคสามารถผสมพันธุ์กับสัตว์ชนิดอื่นได้ แปลงกายแล้วสามารถผสมพันธุ์กับมนุษย์ได้ เมื่อนาคตั้งท้องจะออกลูกเป็นไข่เหมือนงู มีทั้งพันธุ์เศียรเดียว ๓ ๕ และ๗ เศียร สามารถขึ้นลง ตั้งแต่เมืองบาดาล พื้นโลกไปจนถึงสวรรค์ ในทุกตำนานมักจะกล่าวถึงนาคที่ ขึ้น-ลง ระหว่างเมืองบาดาลกับสวรรค์ ที่จะแปลงกายเป็นอะไรก็ได้ตามที่คิด และตามสภาวะหุการณ์นั้นๆ
นาคเป็นเทพเจ้าแห่งท้องน้ำ เช่น ถ้านาค ให้น้ำ ๑ ตัว แปลว่า น้ำจะมาก จะท่วมที่ทำการเกษรตร ไร่นา แต่ ถ้านาคให้น้ำ ๗ ตัว แปลว่า น้ำจะน้อย ตัวเลขนาคให้น้ำจะกลับกันกับเหตุการณ์ เนื่องจาก นาคให้น้ำ ๗ ตัวน้ำจะน้อยเพราะนาคกลืนน้ำไว้ บางแห่ง่งก็ว่านาคเป็นเทพเจ้าแห่งท้องฟ้า ตำนานความเชื่อเรื่องพญานาคมีความเก่าแก่มาก ดูท่าว่าจะเก่ากว่าพุทธศาสนาอีกด้วย ต้นกำเนิดของพญานาคมาจาก อินเดีย ตอนใต้ ซึ่งภูมิประเทศเป็นป่าเขาจึงทำให้งูชุกชุม ด้วยเหตุที่งู นั้นลักษณ์ทางกายภาพคือมีพิษร้ายแรง งู จึงเป็นสัตว์ที่มนุษย์ ให้ความนับถือว่ามีอำนาจ ชาวอินเดียใต้ จึงนับถืองู ว่าเป็นสัตว์เทวะชนิดหนึ่งในเทพนิยายและตำนานพื้นบ้าน บ้งก็ว่าเป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์ มีความเชื่อเรื่องพญานาค แพร่หลายในภูมิภาคต่างๆในทวีปเอเชีย โดยเรียกชื่อต่างๆ กัน ดั่งนั้นต้นกำเนิดเรื่องพญานาคน่าจะอยู่ที่อินเดีย ด้วยนิยายหลายเรื่องเล่าถึงพญานาค โดยเฉพาะในมห่กาพย์มหาภารตะ ซึ่งถือว่านาคเป็นปรปักษ์ของพญาครุฑ ส่วนในตำนานพุทธประวัติ ก็เล่าเรื่องพญานาคไว้หลายครั้งเช่นกัน
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังมีตำนานเรื่องพญานาคอย่างแพร่หลาย ชาวบ้านในภูมิภาคนี้มักเชื่อกันว่าพญานาคอาศัยอยู่ในแม่น้ำโขง หรือเมืองบาดาล และเชื่อกันว่าเคยมีคนพบรอยพญานาคขึ้นมาในวันออกพรรษาโดยจะมีลักษณะคล้ายรอยงูขนาดใหญ่ ลักษณะของพญานาค ตามความเชื่อของแต่ละภูมิภาคจะแตกต่างกันไป แต่พื้นฐานคือ พญานาคนั้นจะมีลักษณะตัวเป็นงูใหญ่ มีหงอนสีทอง และตาสีแดง เกล็ดเหมือนปลามีหลายสีแตกต่างกันไปตามบารมี บ้างก็มีสีเขียว บ้างก็มีสีดำ หรือบ้างก็มี ๗ สี และที่สำคัญคือ นาคตระกูลธรราดาจะมีแค่เศียรเดียว แต่นาคตระกูลสูงขึ้นไปนั้นจะมี สามเศียร ห้าเศียร เจ็ดเศียร และเก้าเศียรนาคจำพวกนี้จะสืบเชื้อสายมาจาก “พญาเศษนาคราช” (อนันตนาคราช) ผู้เป็นบัลลังก์ของพระวิษณุนารายณ์ปรมนาท ณ เกษียรสมุทร อนันตนาคราชนั้นเล่ากันว่ามีร่างกายใหญ่โตมหึมามีความยาวไม่สิ้นสุด มีพันเศียร พญานาคนั้นมีทั้งเกิดในน้ำ และบนบก เกิดจากครรภ์และจากไข่ มีอิทธิฤทธิ์ สามรถบันดาลให้เกิดคุณและโทษได้ นาคนั้นแปลงเป็นมนุษย์รูปร่างสวยงาม
นาคสามารถแบ่งออกเป็นสี่ตระกูลใหญ่ๆด้วยกันได้ดังนี้คือ
๑. ตระกูลวิรูปักข์ ซึ่งเป็นนาคผิวกายสีทอง
๒. ตะกูลเอราปัถ ซึ่งเป็นนาคผิวกายสีเขียว
๓. ตระกูลฉัพยาปตต์ ซึ่งเป็นนาคผิวกายหลากสี
๔. ตระกูลกัณหาโคตม์ ซึ่งมีผิวกายสีดำ
โดยนาคทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้นั้นจะมีประมุขหรือผู้ปกครองคนเดียวกันคือ ท้าววิรูปักข์ ซึ่งเป็นหนึ่งในท้าวโลกบาลทั้งสี่องค์นั่นเอง
เรื่องของพญานาคก็จบลงเท่านี้ โปรดติดตามเรื่องต่อไปด้วยนะครับ สวัสดีครับ