“เข้าใจเด็กและช่วยให้เขาได้เติบโตเต็มตามศักยภาพ” เป็นคำที่นักการศึกษาทุกคนเคยได้ยินได้ฟังมาก่อน และเป็นเป้าหมายที่ต้องมุ่งไปให้ถึง

 

แต่ความเข้าใจเด็กนั้น ต้องเป็นความเข้าใจในเด็กแต่ละคนอย่างรอบด้าน ทั้งจิตใจ อารมณ์ สังคม รวมไปถึงวิธีหรือลีลาการเรียนรู้ของเขาด้วย

 

๒๔ ก.ย. ๕๒ ตรงกับวันมหิดล ป้าหมอนิตยา คชภักดี ได้มาพูดคุยกับกลุ่มพ่อแม่นักเรียนที่มีเพื่อนร่วมห้องเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ให้เข้าใจถึงวิธีการที่ทุกคนจะอยู่ร่วมกัน และเติบโตไปพร้อมๆ กัน

 

ป้าหมอเป็นกุมารแพทย์ ที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษทางด้านการพัฒนาเด็ก โดยเฉพาะกับเด็กที่มีความต้องการการช่วยเหลือพิเศษ เพื่อดูแลอาการความบกพร่องในการเรียนรู้(Learning Disability, Learning Disorder) เช่น บกพร่องทางด้านการฟัง การทำความเข้าใจ ฯลฯ ซึ่งเด็กกลุ่มนี้ IQ อาจปกติ หรือสูงกว่าปกติก็ได้ แต่พวกเขาต้องการโอกาสและวิธีการในการทำความเข้าใจที่แตกต่างไปจากเด็กทั่วไป

 

การจะพัฒนาเด็กกลุ่มนี้ให้เต็มตามศักยภาพจึงต้องเข้าใจความบกพร่องของเขาให้ถูกต้องเสียก่อน จะได้แก้ไขให้ถูกทาง อาการที่อาจพบได้คือ ถามอะไรก็ตอบได้ แต่พอให้ทำข้อสอบทีไรกลับได้ ๐ ทุกที เพราะเขาเขียนอธิบายไม่ได้ และเมื่อทำไม่ได้ก็จะเกิดอารมณ์ในเชิงลบ เมื่อมองไปที่การแสดงออกก็อาจจะเห็นว่าเป็นเด็กก้าวร้าว

 

เด็ก LD มีอยู่ประมาณ ๒๐% แต่ถ้าเด็กบาดเจ็บ หกล้มบ่อย ก็จะเปอร์เซ็นต์มีมากขึ้น ถ้าต้องไปอยู่ในโรงเรียนที่เร่งเรียนก็จะมีเปอร์เซ็นต์มากขึ้น และมักจะเรียกร้องความสนใจด้วยวิธีการต่างๆ เช่นอาละวาด เพราะเขาเรียนไม่ได้ ถ้าเราไม่ช่วยเด็กกลุ่มนี้ก็เท่ากับว่าเรากำลังเพิ่มปัญหาให้กับสังคม

 

Attention-deficit/hyperactivity disorder (ADHD) เป็นอีกกลุ่มอาการหนึ่งที่พบบ่อย เด็กจะดูซนผิดปกติ มักชวนเพื่อนเล่นอยู่ตลอดเวลา เพราะเขาทำงานที่ครูมอบหมายให้ทำไม่ได้ ทั้งยังอดทนกับอะไรนานๆ ไม่ได้ กลายเป็นว่าเขากลายเป็นตัวป่วนห้องที่ทำให้เพื่อนทั้งห้องพลอยเรียนไม่ได้ไปด้วย และเมื่อเขาควบคุมตัวเองไม่ได้ก็กลายเป็นวู่วาม ทำอะไรโดยปราศจากการยั้งคิด

 

ครูที่ชาญฉลาดต้องจับหัวใจของเด็กให้เจอ รู้ว่าเขาเรียนรู้อย่างไร จัดงานให้เหมาะสมกับศักยภาพ ให้เขาได้ตั้งใจกับสิ่งที่ทำอยู่ และทำให้เขารู้ว่ามีคนเห็นว่าเขาตั้งใจ ครูต้องหาวิธีเรียนรู้ของเขาให้พบ และจัดสิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้ให้เหมาะสม เช่นสังเกตว่าเขาเรียนรู้ได้ดีหากได้เห็น ได้ยิน หรือได้ลงมือทำ

 

ตัวเด็กจะรู้สึกมีความหมายขึ้นมาถ้าเขาพบว่าตัวเองประสบความสำเร็จ เขาจะประสบความสำเร็จได้ถ้าเราให้โอกาส ช่วยให้เขาได้มีประสบการณ์ที่ดีในทุกๆ วัน แต่ถ้าเราออกคำสั่งมาก เขาก็ยิ่งต่อต้านมาก

 

วัยมัธยมต้นเป็นวัยที่สมองส่วนหน้ากำลัง reorganize กำลังสั่งสมข้อมูลมาทดลอง พัฒนาการของพวกเขาบางคนจึงดูเหมือนว่าถอยหลัง แต่ก็เป็นการถอยหลังลงมาเพื่อที่จะก้าวขึ้นไปใหม่ สิ่งที่ผู้คนที่อยู่แวดล้อมรอบๆ ตัว ควรทำก็คือ เห็นใจ เข้าใจ และให้ความรัก

 

ถ้าเราพยายามเข้าใจเขา เขาก็จะพยายามเข้าใจเรา แม้ว่าทั้งสองคนอาจจะไม่ได้เข้าใจกันทั้งหมด ๑๐๐% ก็ตาม เด็กกลุ่มนี้จะมองไม่เห็นผลที่จะเกิดขึ้นตามมาจากการกระทำของตัว ดังนั้นจึงต้องชวนให้เขามองอะไรตามความเป็นจริง และชวนพูดคุยไปถึงผลที่จะเกิดตามมาด้วย

 

ในขณะที่เพื่อนร่วมห้องก็ต้องเรียนรู้ถึงการอยู่กับความแตกต่าง เมื่อพบกับความท้าทายเขาควรทำอย่างไร จะรับมืออย่างไรให้ทุกอย่างเดินไปข้างหน้าได้ เขาจะได้เรียนรู้ใจตัวเอง เรียนรู้วิธีบริหารจัดการ และเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือเพื่อน ผู้ใหญ่ก็ต้องคอยช่วยดูไม่ให้เกิดอันตราย

 

เพื่อนช่วยเพื่อน ครูช่วยศิษย์ นี่เป็นทางรอดของลูกเรา ถ้าไม่มีใครเอาธุระ เอาแต่ลูกตัวเอง อีกไม่นานลูกเราก็ตกเหวไปด้วย ทุกคนต้องกลายเป็นญาติกัน ช่วยดูแลตัวเอง และดูแลกันและกัน อะไรที่เป็นปัญหาก็ช่วยกันปรับช่วยกันแก้ไข

 

ถ้ามองกันแบบแพ้คัดออก เรากำลังบ่มเพาะอาชญากร กำลังช่วยกันสร้างคนที่เกลียดสังคม เกลียดเพื่อน เกลียดผู้ใหญ่ เกลียดครู ในที่สุดเขาก็จะเกิดความคิดกับตัวเองว่า ฉันจะทำอะไรก็ได้ เพราะใครๆ ก็ไม่เอาฉัน