การวางแผนที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
ยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการศึกษา
                                                                                                        พระบรรจง   อินทร์นอก
โลกปัจจุบันนี้โลกมีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก ในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการพัฒนาสถานศึกษา แต่หากขาดความรู้ในด้านนี้ก็จะให้การแก้ปัญหาไม่ตรงจุด จึงทำให้กุญแจ  คือยุทธศาสตร์ในการนำพาสถานศึกษาไปสู่เป้าหมายไม่ได้ เหตุเกิดที่ตรงหนึ่งกับไปหาที่จุดตรงอื่นแทน แท้จริงแล้วในยุคปัจจุบันโลกอยู่ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว            สิ่งที่องค์กรจะต้องทำคือการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงนั้น               องค์กรที่อยู่รอดได้คือองค์กรที่สามารถปรับตัวตาม    การเปลี่ยนแปลงได้องค์กรที่ประสบความสำเร็จคือองค์กรที่สามารถคาดคะเนความเปลี่ยนแปลงล่วงหน้าและปรับตัวได้ก่อน เพราะว่าสิ่งที่ทำให้บุคคลมีผลงานดีเยี่ยมนั้น มิใช่มาจากปริญญา  แต่เป็นคุณลักษณะเฉพาะตน  เช่น ความรู้ ความกระตือรือร้น ความเอาใจใส่ในงาน และความมุ่งมั่นทำงานให้สำเร็จ  อันเป็นผลมาจาก แรงจูงใจ (motive) อุปนิสัย (trait)  ภาพลักษณ์ของตน (self-image)  และบทบาทในสังคม (social  role) ของตัวเขาเอง
 
 ความหมายยุทธศาสตร์
ยุทธศาสตร์ (อังกฤษ: Strategy) หมายถึง การวางแผนงานสู่การปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมาย ภายใต้การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม หรือการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ SWOT Analysis กล่าวคือ การวิเคราะห์ จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และภัยคุกคาม (อุปสรรค) ในกรอบระยะเวลาที่ต้องการ ทั้งนี้เพื่อประกอบการวางแผนการในการใช้วิธีการ และทรัพยากร เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุด
ความหมายที่ง่ายที่สุดของคำว่า ยุทธศาสตร์ ก็คือแผนการปฏิบัติที่รวบรวมความพยายามทั้งหลายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ในยุคปัจจุบันนี้ จะเป็นการเที่ยงตรงมากกว่า หากพิจารณาว่า Strategy คือขบวนการตัดสินใจอันซับซ้อนซึ่งเชื่อมโยงวัตถุประสงค์ หรือจุดมุ่งหมายสุดท้าย (Ends) เข้ากับ วิถี หรือ หนทาง (Ways) และวิธีการ หรือเครื่องมือ (Means) ในอันที่จะให้บรรลุวัตถุประสงค์นั้น
ยุทธศาสตร์ในระดับสูงสุดของประเทศ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ชาติ หรือ Grand National Strategy เป็นขบวนการซึ่งวัตถุประสงค์หลักของชาติได้รับการยอมรับ จุดมุ่งประสงค์สุดท้ายของ Grand Strategy มักจะถูกกล่าวถึงในรูปของผลประโยชน์แห่งชาติ ที่เกี่ยวข้องกับ ความมั่นคง และความมั่งคั่ง บทบาทของขบวนการ Strategy ก็คือ แปลผลประโยชน์ของชาติเหล่านั้นให้เป็นวิธีการ หรือเครื่องมือที่จะทำให้ได้มาซึ่งวัตถุประสงค์เหล่านั้น นั่นเอง ส่วนเครื่องมือ หรือวิธีการต่าง ๆ ก็จะถูกกล่าวถึงในรูปของเครื่องมือพลังอำนาจแห่งชาติ National Powers ซึ่งก็คือ การเมือง (หรือการทูต) การทหาร เศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา รวมทั้ง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดังนั้น Grand National Strategy จึงเป็นขบวนการซึ่งมีการจัดและใช้เครื่องมือที่เป็นพลังอำนาจแห่งชาติทุก ๆ ด้าน เพื่อให้บรรลุผลประโยชน์ของชาติ นั่นเอง
ยุทธศาสตร์ทหาร หรือ Strategy ทางทหารประกอบไปด้วย 4 ประเด็นยุทธศาสตร์ด้วยกัน ได้แก่ : การเตรียมกำลัง การวางกำลัง การใช้กำลัง และการประสานการปฏิบัติ สิ่งเหล่านี้จะเป็นไปเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของชาติตามที่ได้รับการชี้แนะจาก Grand Strategy ในกรณีนี้ การกำหนดยุทธศาสตร์ทหาร จะกล่าวถึงทั้ง 4 ตัวนี้อย่างกว้าง ๆ การถกเถียงใด ๆ เกี่ยวกับ Strategy ทางทหารควรจะเริ่มต้นจากแนวความคิดด้านการใช้กำลัง เพราะแผนการที่เราวางไว้ว่าจะใช้กำลังทหารอย่างไรนั้น ควรเป็นตัวพิจารณาว่าเราจะเตรียมกำลังทหารขนาดไหน จะวางกำลังที่ไหน และการประสานการปฏิบัติที่ต้องการนั้น ควรเป็นอย่างไร
การบริหารในยุคปัจจุบันจึงคงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการไปต่างๆ พอสมควร  เพื่อให้องค์กรสามารถทำหน้าที่ได้ดียิ่งขึ้น ตอบสนองความต้องการของผู้เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  การบริหารคือการหาทางทำงานให้สำเร็จ การทำงานให้สำเร็จได้นั้น มีวิธีการอยู่มากมายหลายวิธีที่ผู้บริหารทั้งหลายได้ใช้ความรู้  ความสามารถ  เลือกวิธีที่เหมาะตามสภาพความต้องการและสภาพแวดล้อมมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้
        แต่เดิมแนวความคิดว่าองค์ประกอบสำคัญที่เป็นปัจจัยช่วยให้การบริหารงานใดๆ สำเร็จได้โดยง่าย คือ คน (Man)  งบประมาณ (Money)  วัสดุอุปกรณ์ (Material) และการจัดการ (Management) แนวคิดนั้นรู้โดยทั่วกันว่า 4 M's
        ปัจจุบัน ปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลให้สามารถทำงานสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น มีเพิ่มอีก 2 ประการ คือ ข้อมูลสารสนเทศ (Information) และเทคโนโลยี (Technology)  ซึ่งหมายถึง การนำเอาวิทยาศาสตร์ประยุกต์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ 2 ประการหลังนี้โดยทั่วๆ ไป เรียกกันว่า IT (ไอที)
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากองค์ประกอบทั้ง 6 ประการ แล้ว ยังมี องค์ประกอบที่สำคัญมากที่สุด คือ ไหวพริบ  ประสบการณ์  และปฏิภาณในการบริหารการจัดการ และการแก้ปัญหาต่างๆ ในการทำงานของตัวผู้บริหาร นั้น
ยุทธศาสตร์การบริหาร
             ดังกล่าวแล้วข้างต้น การบริหาร หมายถึง การทำงานให้สำเร็จแต่จะมีกลวิธีใดบ้างที่จะช่วยให้งานสำเร็จได้นั้น โดยเฉพาะในยุคโลกาภิวัตน์ที่โลกเสมือนเล็กลง (Global Village) ในขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติ และทรัพยากรการผลิตลดลงด้วยนั้น นักบริหารในระยะหลังๆ นี้ พยายามใช้ยุทธศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อมุ่งบรรลุเรื่อง 3 เรื่อง คือ
                 -  ใช้คนเท่าเดิมทำงานได้มากขึ้น
                 -  งานเท่าเดิม แต่ใช้คนน้อยลง และ
                 -  คุณภาพของงานต้องดีเท่าเดิม หรือดีกว่า
การจะบรรลุเรื่อง 3 เรื่อง ดังกล่าวนั้น ยุทธศาสตร์ที่ใคร่จะเสนอ คือ
            3.1 การใช้ระบบข้อมูลสารสนเทศ (Information Utilization)  เพื่อประกอบการตัดสินใจให้มากขึ้น  แต่ทั้งนี้ต้องมีข้อแม้ว่า ข้อมูลสารสนเทศนั้นๆ ต้องรวดเร็ว ถูกต้อง ทันสมัย และใช้ประยุกต์ได้ ปัญหาคือ ข้อมูลสารสนเทศบางอย่างรวบรวมได้ง่าย ถ้าครอบคลุมเนื้องานน้อย แต่บางอย่างก็ได้มายาก ต้องอาศัยเวลาสำรวจ ตรวจสอบ วิเคราะห์ ก่อนนำมาใช้ได้ ในส่วนนี้ต้องอาศัยระยะเวลาและศึกษาว่าข้อมูลสารสนเทศเรื่องใดจำเป็นและครอบคลุมพื้นที่ใดมากน้อยเพียงใด จากผู้บริหารหรือผู้ต้องการใช้ข้อมูลด้วย ปัจจุบันข้อมูลต่างๆ นอกจากจะสามารถเก็บได้ในหน่วยความจำของระบบคอมพิวเตอร์แล้ว ยังสามารถเก็บไว้ใน CD-ROM (Compact Disk Read-Only-Memory)  ซึ่งนำไปใช้ได้สะดวก รวดเร็วและราคาถูกด้วย
            3.2 การบริหารทางไกล (High-Tech Administration) ในยุคนี้เครื่องมือเครื่องใช้ในการติดต่อสื่อสารสะดวก รวดเร็วมาก อยู่ไกลกันก็สามารถทำงานเรื่องเดียวกันได้ ประชุมร่วมกันได้ (Teleconference) ดังนั้น สื่อหลายอย่าง อาทิ โทรศัพท์มือถือ โทรสาร วิทยุ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ เครือข่ายการเชื่อมโยงอุปกรณ์เหล่านี้ควรหาไว้ใช้ตามสมควร เพราะจะช่วยประหยัดเวลาเข้าใจกันง่ายและสะดวก เรื่องนี้ปัญหาคือ ต้องมีการจัดระบบ ระเบียบ และเครือข่ายการรับส่งให้ดีพอ
            3.3 การหาความรู้ทำงานกับระบบคอมพิวเตอร์ (Computer Literacy) ปัจจุบันระบบคอมพิวเตอร์เป็นส่วนสำคัญในการทำงานสำหรับผู้บริหารมากขึ้น ผู้บริหารในยุคนี้ ควรมีทักษะทำงานกับระบบคอมพิวเตอร์บางประการ อาทิ การเรียกข้อมูลสำคัญมาใช้ การแก้ไขข้อมูลบางรายการ ฯลฯ ซึ่งทักษะดังกล่าวสามารถฝึกอบรมได้ภายในเวลาไม่นานนัก โปรแกรมสำเร็จรูปจำนวนมากสามารถฝึกฝนใช้ได้โดยใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นเมื่อใช้บ่อยๆ ทักษะด้านนี้จะพัฒนาขึ้นได้
            3.4 การมองการณ์ไกล (Introspection) ดังที่ใช้กันอยู่ว่าผู้บริหารและคณะต้องมีวิสัยทัศน์ (vision)  กว้างไกล ไม่นึกแต่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องคาดการณ์ในอนาคต10 ปี 15 ปี 30 ปี บนฐานของความเป็นจริงในปัจจุบัน ผนวกกับความเปลี่ยนแปลงทุกด้านในอนาคตจากการคาดเดาเชิงวิทยาศาสตร์ ได้ใกล้เคียง และมีแนวปฏิบัติที่จะไปสู่เป้าหมาย หรือความคาดหวังในอนาคตนั้นๆ ได้อย่างชัดเจน  ซึ่งบางครั้ง จำเป็นต้องอาศัยคนนอกมาช่วยมอง (outside in) หรือช่วยคิดในบางเรื่องด้วย
            3.5 การใช้หน่วยงาน/องค์กรอื่นทำงาน (Decentralization) งานบางงานที่หน่วยงานอื่นๆ ทำได้ดีกว่า   เนื่องจากหลายหน่วยงานที่ตั้งภายหลังหรืออยู่ในพื้นที่เป้าหมาย มีวัตถุประสงค์เฉพาะสามารถทำงานได้ดีกว่า ปัจจุบันภาคเอกชนที่ทำงานเฉพาะบางเรื่องได้ดีกว่า ควรได้รับโอกาสให้ทำงาน (Privatization) เนื่องจากคล่องตัวกว่า ปรับเปลี่ยนได้ง่ายกว่า แต่ทั้งนี้ควรต้องมีการวิเคราะห์ลักษณะงานอย่างรอบคอบด้วย แนวคิดพื้นฐานของเรื่องนี้คือ การกระจายอำนาจให้ผู้เหมาะสมรับผิดชอบ
            3.6 การจัดรูปองค์กรที่ทำงานได้ฉับไว (Organization Development) ให้มีลักษณะขั้นตอนการบังคับบัญชาไม่ซับซ้อนนัก องค์กรปัจจุบันควรต้องปรับโครงสร้างองค์กร (Re-structuring) และปรับวิธีหรือกระบวนการการทำงาน (Re-engineering) ให้เหมาะสมกับยุคและสมัยนี้ด้วย มีนักบริหารบางท่านเสนอว่าองค์กรอาจจัดให้มีความยืดหยุ่น สามารถสนองตอบความต้องการของผู้รับบริการได้เป็นอย่างดี หน่วยงานย่อยควรจะมีความสำคัญทัดเทียมกันและลักษณะงานประจำ ดังเช่นเป็นสายงานหลัก (Line) และสายงานรอง (Staff) ที่ไม่ค่อยเอื้อต่อการปรับตัว น่าจะค่อยๆ หายไป องค์กรใดใหญ่มาก อุ้ยอ้าย ปรับตัวช้า ก็ควรแยกองค์การ (Spin off) ให้เป็นองค์กรย่อยหลายองค์กร งานก็จะฉับไว รวดเร็ว และตอบสนองความต้องการได้ดีขึ้น นอกจากนั้น ระบบสำนักงานอัตโนมัติ (Office Automation) ที่เชื่อมโยงกันได้ทั้งสำนักงาน ควรได้รับการพิจารณาในการปรับปรุงองค์กรด้วย
            3.7 การพัฒนาบุคลากร (Personnel Development) บุคลากรในหน่วยงานควรได้รับการศึกษา ฝึกฝน อบรมอย่างสม่ำเสมอ ให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และความต้องการของหน่วยงาน มิฉะนั้นอาจจะปรับเปลี่ยนได้ไม่ทันหรือไม่เหมาะสม การพัฒนาบุคลากรมิใช่แนวคิดใหม่  แต่ปัจจุบันวิธีพัฒนาบุคลากรนั้นอาจจะทำได้โดยรูปแบบใหม่ ทำให้สามารถเข้าใจวัตถุประสงค์ขององค์กร แนวโน้มของความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พื้นฐานการศึกษาที่สูง การสร้างความเข้าใจทำได้น่าจะง่ายขึ้น และช่วยปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้น ในส่วนนี้การให้โอกาสบุคลากรได้ทำงาน การสนับสนุนให้ได้เรียนต่อ หรือได้ฝึกอบรมในระดับสูงขึ้น รวมทั้งให้โอกาสเรียนภาษาที่ใช้ในองค์การสหประชาชาติ  เช่น ภาษาอังกฤษ  ภาษาฝรั่งเศส  ภาษาจีน  ภาษาสเปน  ภาษาอาหรับ  ภาษารัสเซีย  หรือภาษาของประเทศที่มีอาณาเขตติดต่อ  ให้เก่งเท่าหรือเกือบเท่าภาษาแม่ของแต่ละคน จะช่วยให้รับรู้และทำงานได้ดีขึ้น
การพัฒนาทักษะในการบริหารงานของตนเอง
ในการศึกษาเรื่องขบวนการบริหารนี้  ลูเธอร์  (LUTER  GULICK) โดยกล่าวถึงการบริหารที่เรียกว่า POSBCORB
1.     การวางแผน                         (PLANNING)
2.     การกำหนดอำนาจหน้าที่             (ORGANIZING)
3.     การบริหารบุคคล                     (STAFFING)
4.     การวินิจฉัยสั่งการ                    (DIRECTING)
5.     การประสานงาน                      (COORDINATING)
6.     การเสนอรายงาน                     (REPORTING)
7.     การจัดทำงบประมาณ                 (BUDGETING)
หน้าที่หลักทางการบริหารไว้อย่างกว้าง ๆ ครอบคลุมหัวข้อต่าง ๆ เพียง 4 ประการ  คือ
1.     การวางแผน                            (PLANNING)
2.     การจัดองค์การ                          (ORGANIZING)
3.     การปกครองบังคับบัญชา                (LEADING)
4.     การประเมินผล                           (EVALUATION)
 
1. การวางแผน  (PLANNING)
            การวางแผน  คือ  กระบวนการในการจัดตระเตรียมการปฏิบัติงานอย่างรอบคอบ  เพื่อให้กิจกรรมต่างๆ ดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีจุดมุ่งหมายว่าอะไรคือสิ่งที่จะต้องเตรียมไว้ล่วงหน้าและจะใช้วิธีการอย่างไร  ซึ่งสามารถนำมาลำดับขั้นตอนในการเตรียมงานได้ดังนี้
1.1 กำหนดวัตถุประสงค์ของแผน และของงานที่จะปฏิบัติโดยพิจารณาจากความจำเป็น  และความต้องการเป็นหลัก
1.2 สำรวจภาวะการณ์ปัจจุบัน  และสภาพของท้องถิ่น
1.3 กำหนดวัตถุประสงค์ที่เฉพาะเจาะจง
1.4 กำหนดแนวทางและวิธีการดำเนินงานที่จำเป็น
1.5 ลงมือปฏิบัติการตามแผนที่วาง
1.6 วัดและประเมินผลการปฏิบัติงานตามโครงการเป็นระยะ ๆ
1.7 ปรับปรุงและขยายผลการปฏิบัติงานตามแผนโดยอาศัยข้อมูลที่ได้จากการประเมินผลเป็นระยะ  ดังกล่าวข้างต้น
                สรุป ยุทธศาสตร์การบริหารที่มีประสิทธิภาพจะต้องมีวิสัยทัศน์มีการวางแผนที่ดี  ผู้วางแผนจะต้องอาศัยความรู้หลาย ๆ ด้านโดยเฉพาะข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์  วิจัย  จากการสุ่มตัวอย่าง  การเลือกทางปฏิบัติจากคำแนะนำและข้อคิดเห็นจากบุคลากรหลายฝ่ายหลายระดับ  เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจ  นอกจากนี้ควรกำหนดให้การวางแผนต่าง  ๆ อยู่ในรูปของคณะกรรมการ  ซึ่งประกอบด้วยผู้ชำนาญการเฉพาะเรื่อง  และบุคคลอื่น ๆ เข้ามามีส่วนร่วม  ซึ่งจะทำให้การดำเนินงานเป็นไปโดยถูกต้องตามวัตถุประสงค์  และช่วยให้มีการประสานงานกับหน่วยงานจากหน่วยงานทุกหน่วยงานเพื่อเป็นการขจัดปัญหาการดำเนินการที้ซ้ำซ้อนและขัดแย้งกัน  ดังนั้นการวางแผนจึงเป็นส่วนสำคัญอันดับแรกของกระบวนการการบริหารของทุกหน่วยงานในองค์การ

อ้างอิง
สุรัตน์ สาเรือง.(2545). การศึกษาการจัดระบบสารสนเทศของกองบังคับการวิชาการ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ .ภาควิชาการบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์. สถาบันราชภัฏนครปฐม.
อดิศร โชคบัณฑิต.(2548).การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหาร ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 5:คณะศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต.สาขาวิขาการบริหารการศึกษา.มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Narathiwat   เข้าถึงได้ที่  http://km.naraed2.org/modules.php?name=News&file=article&sid