จากการแลกเปลี่ยน เรียนรู้จากกัลยาณมิตรทั้งสองท่าน (ท่าน แสงแห่งความดี และท่าน ใบไม้ร้องเพลง )ในบันทึก บ้านหลังนี้จะไม่มี "ขยะ..." เราเองขอโอกาสแลกเปลี่ยน เรียนรู้เพื่อต่อยอดความคิดดี ๆ ของท่านทั้งสอง ดังนี้...
แต่ถ้าหากจะให้ "เจ๋ง" ยิ่งขึ้น เราต้องลงมือ "คุ้ย" ขยะกันเลย...!
เปิดฝาถังขยะที่เคยปิดไว้ แล้วใช้สองมือ "คุ้ย" ขยะขึ้นมา
ค่อย ๆ หยิบ ค่อย ๆ เลือก ค่อย ๆ คัด สิ่งไหนใช้ได้ นำมาใช้ Reuse Reduce Recycle รีอะไรได้ก็รีกันเลย... (ขออภัยใช้ภาษาอังกฤษ ไม่ใช่เก่งนะ ที่ใช้เพราะแปลไม่ออก เห็นเขาใช้กันก็ใช้บ้าง...555)
วิธีการกำจัดขยะมี 2 วิธีการหลัก ๆ คือ
หนึ่ง ขนใส่ถุงดำไปทิ้งนอกบ้าน ไชโย ขยะในบ้านเราไม่มีแล้ว แต่ขยะนั้นกลายเป็นขยะของ "บ้าน" คนอื่น
วิธีนี้ไม่ว่าขยะจะไปอยู่ที่ไหน แต่อย่างไรก็ยังเป็น "ขยะ" สังคม
สอง ลงมือคุ้ยขยะ แล้วเปลี่ยนขยะให้เป็น "ทอง"
สิ่งใดที่เราสมมติว่าไร้ค่าเราก็จะเรียกว่า "ขยะ"
แต่สิ่งใดที่เรายังสามารถนำกลับมาใช้ได้นั้นเราสามารถเพิ่มมูลค่าให้มันได้จนกลายเป็น "ทอง"
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ เครื่องใช้ หรือแม้ว่าจะเป็น "เศษอาหาร" เราก็สามารถนำมาเปลี่ยน นำมาใช้ให้กลายเป็นปุ๋ย สำหรับต้นไม้ ดอกไม้ในสวนหลังบ้าน หรือแม้แต่ในกระถางบนโต๊ะรับแขก
ในกรณีทั้งสองนี้ที่เราต้องทนกลิ่นเหม็นไปคุ้ยขยะก็เพราะ "ความโง่" ของเรา ที่ดันไม่คัดเสียก่อนจะทิ้ง
แต่นั่นก็เถอะ
ชีวิตที่ผ่านมานี้ เรากลบฝัง "ขยะชีวิต" ไว้มาก
เรื่องราวความทุกข์ต่าง ๆ ผ่านเข้ามาในชีวิตเรา แล้วเราก็เหยียบ ก็กลบมันไว้
ถึงเวลาแล้วนะที่เราจะคุ้ยเรื่องราวทั้งดีโดยเฉพาะที่ไม่ดี คุ้ยขึ้นมา "พิจารณา" เพื่อให้เป็นโจทย์แห่งการ "ภาวนา"
ในเวลาที่คุ้ย "ขยะในอารมณ์" นี้ ต้องเตรียม "ทิชชู่" ไว้ด้วยนะ เพราะว่าอาจจะมีน้ำตาอาบสองแก้ม...
คุ้ยเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตที่ผ่านมา เรื่องราวที่เราเหยียบมันไว้ เรื่องราวที่ทุกข์หนัก ๆ นำกลับมาเป็น "ปุ๋ย" ให้ชีวิต
คุ้ยขึ้นมาดูซิมา "ขยะแห่งทุกข์" นี้ มีเหตุ มีปัจจัยอะไรที่ทำให้เกิดบ้าง
มีสิ่งใดที่ทำให้มัน "ตั้งอยู่" ได้บ้าง และอะไรนะที่ทำให้มัน "ดับไป..."
การพิจารณา "ขยะอารมณ์" นี้ ก็เพื่อ Recycle Reuse และ Reduce นำกลับมาใช้เป็น "ครูแห่งอารมณ์..."
เอาอารมณ์เดิม อารมณ์ของเรานี่แหละเป็นเครื่อง "ภาวนา"
สิ่งใดทุกข์ก็ให้รู้ว่าทุกข์ สิ่งใดสุขก็ให้รู้ว่าสุข
เคยสุขจำไว้ เคยทุกข์จำไว้
สุขทุกข์เพียงใดรู้ไว้แล้วปล่อยวาง...
นำ "ธรรมะ" มาพิจารณาทุกข์ พิจารณาสุข เพื่อนำพาจิตนี้สู่ความไม่ทุกข์ ไม่สุข
นำ "ขยะอารมณ์" มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อให้ชีวิตนี้ลิงโลดด้วย "ความสงบ..."

อะฮ้า.....ขยะ ขยะ ขยะ
งั้นเรามาคุยกันเรื่องขยะ
จากบันทึกนี้ของท่านสูญญตา
ทำให้หนูคิดได้ว่า........กลุ่มคนที่ไม่ถูกใช้งาน
จนเขาดูถูกตนเองว่า เป็น คนขยะ
หรือกลุ่มคนโง่แต่โลก ๆ เขาให้ค่าว่าฉลาด (ที่อุปโหลก ตัวเองว่าเฉลียวฉลาดที่สุดในสังคมโดยเฉพาะคนที่มีคำว่า นำหน้า เช่น ดร. , ผศ., ภก., นพ.ฯ)
ต่าง ปฏิบัติต่อเขาเฉกเช่น เขาเป็น ขยะของหน่วยงาน รอวันเขี่ยทิ้ง
แต่พอได้ไปสัมผัสกับคนขยะกลุ่มนี้ ใช่ใจของความเป็นมนุษย์
ปฏิบัติกับเขาเยี่ยงคนทำงานที่มีประสิทธิภาพคนหนึ่ง
ความน่าทึ่งคือ เขาลุกขึ้นมาคึกคัก สร้างสรรงาน
เบิกบานในการทำงาน
สร้างสรรงานตามหน้าที่ได้อย่างทะลุเป้าหมาย
อืม........ถ้าเราสามารถปลุกจิตวิญญาณ
ผู้คนที่หลับไหลในหน่วยงาน
จากเดิมที่คอยแต่เพ่งโทษตนเองว่า ไม่มีศักยภาพ ทำไม่ได้
ลองเปิดใจให้โอกาสเขาเหล่านั้น
เปิดโอกาสให้ตนเอง ให้โอกาสผู้อื่น
ได้มีโอกาสสร้างประโยชน์ให้กับส่วนรวมมากขึ้น
อะ อะ จะบอกอะไรให้ อย่าประมาท ยักษ์หลับนะคะ
อย่างที่คนโบราณเอ่ยไว้ คนล้มอย่าข้าม
จากขยะของหน่วยงาน
เขานั่นแหละอาจจะเป็นคนที่นำพาความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ มาสู่ฝูงชนก็ได้ใครจะไปรู้
การได้อุปโลกให้สวม "หัวโขน" ณ ขั้นใด ขั้นหนึ่งนั้น จะมีช่วง "วิกฤต" อยู่ในทุก ๆ ขั้น ช่วงวิกฤตนั้นก็คือ การหยุดรั้งของการ "พัฒนา"
ครั้นเมื่อเราเรียนรู้ ศึกษาอยู่ จิตใจเราก็ตั้งมั่นในการ "พัฒนา"
แต่เมื่อเรียนถูกสมมติว่า "เรียนจบ" การพัฒนาของเราก็ "จบ" ไปด้วย
โดยเฉพาะเมื่อเราคิดว่าเราเรียนจบขั้นสูงสุดแล้วเราก็จะยิ่งคิดว่าการพัฒนาของเรานั้น "สูงสุด" ไปด้วย
เฉกเช่นเดียวกับตำแหน่งทางวิชาการ หรือตำแหน่งในองค์กรต่าง ๆ นั้นก็เช่นเดียวกัน
เมื่อใดที่เราขึ้นไปยืนอยู่ ณ บันไดขั้นใหม่ ชีวิตนั้นก็จะหยุดยืน ชื่นชม และดมดอมความหอมหวานด้วยการ "หยุดพัฒนา" นั้นเป็นนานสองนาน
บางคนก็ถึงขนาดขั้นที่ว่า "พอแล้ว" เหนื่อยมานานแล้ว ชีวิตนี้ขอแค่นี้ก็พอ ก็เลยหยุดยืนอยู่บนขั้นนั้นและมีชีวิตอยู่ไปวัน ๆ เพื่อ "รอความตาย..."
หากชีวิตเรานี้ไม่ติดอยู่กับตำแหน่งหรือหัวโขน ชีวิตของเราก็จะไม่เสียโอกาสไปกับขั้นแห่งการ "อุปโลก" ต่าง ๆ
เมื่อขึ้นบันไดได้ขั้นหนึ่ง เราก็จะหาวิธีการก้าวขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งโดนทันที
สังคมนี้มีเล่ห์ มีกลมากมายนัก เราควรจะที่จักพัฒนาจิตให้อยู่เหนือโลก เหนือสังคม
การอยู่เหนือโลก ทำให้เราไม่ติดอยู่กับความสวยงามหรือความน่าเกลียดชังภายในโลก
การอยู่เหนือสังคม ทำให้เราไม่ติด ไม่ยึดอยู่กับการ "อุปโลก" และ "หัวโขน" ของ "สังคม..."
มีชีวิตให้อยู่เหนือโลกและสังคม ชีวิตจะอุดมด้วยการ "พัฒนา..."