"เธอคือมวลพลังผู้กล้าและแกร่ง เธอร้อนแรงดังแสงตะวัน
เธอคือแสงดาวแห่งความสุขสันต์ เธอร่าเริงและเบิกบาน
หมั่นเพียรเรียนเพื่อสร้างหนทางชีวี เธอสุขศรีไม่มีทุกข์ตรม
อยากมีอนาคตสดใสรื่นรมย์ เธอหวังเพียงเท่านั้นฤา
มองดูรอบกาย (มองดูรอบกาย) มองดูสังคม (สังคมโสมม)
เธอสุขอยู่ได้อย่างไรเมื่อผองชน ทุกข์ยากลำเค็ญ
จงเป็นดังดาวที่พราวสว่าง นำหนทางเพื่อมวลชน
เธอคือประกายไฟที่โหมกระหน่ำ ลามลุกไหม้ความทุกข์ทน"

ข้อความหลายๆท่อนในบทเพลงยอดนิยมที่ขับร้องกันในหลายๆสถาบันเพลงนี้กำลังดังก้องในหัวของผม หลังจากได้ยินเรื่องเล่าความเป็นไปของชมรมที่ผมรักที่สุดอย่างชมรมอาสาพัฒนาจากน้องสาวของผม ทำให้ผมนั่งนึกใคร่ครวญอยู่คนเดียวเป็นเวลานาน ตอนนี้สังคมของเรามันเปลี่ยนไปมากจนผมตั้งตัวไม่ทัน คนรุ่นใหม่ที่หลวมตัวเข้ามาทำกิจกรรมทุกวันนี้เขากำลังคิดอะไรกัน เข้ามาทำกิจกรรมกันเพราะอะไร หลายๆครั้งที่ได้ยินคำตอบจากน้องๆว่าเป็นเพราะเพื่อน พี่ น้อง ทำนองนี้ หากแต่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าเข้ามาเพราะผมอยากจะทำอะไรให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ผมอยากเห็นสังคมดีขึ้น หรือแม้แต่ถ้อยคำที่อหังการ อย่างผมมาเพราะอุดมการณ์ ย้อนกลับไปในสมัยที่ผมยังเป็นนิสิตตัวเล็กๆที่เดินต้อยๆตามพี่ๆไปทำกิจกรรมต่างๆ คำว่า “นักกิจกรรมหรืออุดมการณ์” เป็นคำที่พวกเราเขินอายที่จะใช้มากๆ (นึกถึงเพื่อนจ๋า ขึ้นมาเลยว่ะ) อาจจะเพราะมันดูสวยหรูจนเกินไป แต่กระนั้นเราก็ระลึกได้อยู่เสมอว่าที่พวกเราทำไปเพื่ออะไร มีจุดมุ่งหมายอะไร แล้วก็ลงมือทำมันด้วยความศรัทธาในสิงที่เราทำ ซึ่งนั้นก็น่าจะมีความใกล้เคียงกับนักกิจกรรมหรืออุดมการณ์ แล้วน้องๆที่กำลังทำกิจกรรมทุกวันนี้จะยังเป็นแบบนั้นอยู่ไหมหนอ วันนี้ชมรมเก่าแก่ที่อยู่คู่มหาวิทยาลัยมหาสารคามกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ว่าสภาพย่ำแย่เต็มที ไม่มีการพัฒนาเหมือนอย่างที่กล่าวอ้างในชื่อชมรม ด้วยปัจจัยแวดล้อมหลายๆสิ่งหลายๆอย่าง ภาพเหล่านี้ผมเคยเห็นมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่กับวันนี้ผมกลับรู้สึกกลัว กลัวความว่างเปล่าที่จะเข้ามาแทนที่กิจกรรมที่ผมรู้สึกผูกพันมากๆนี้ น้องๆที่มานั่งพายเรือลำนี้ต่อกำลังหนีลงจากเรือแล้วว่ายน้ำขึ้นฝั่งไปแล้วหลายคนเนื่องด้วยเพราะเหนื่อยที่จะพายต่อไป มีปัญหา ไม่รู้สึกอยากจะทำต่อ ฯลฯ ผมทั้งใจหายและสงสาร ใจหายที่ชมรมมาเจอสภาพเช่นนี้ สงสารน้องๆที่ต้องแบกรับงานหนักๆไว้เพียงแค่ไม่กี่คน นึกย้อนกลับไปตอนที่ยังอยู่ค่าย.. ทุกคนถือเทียนแห่งอุดมการณ์.. ทะนุถนอมมัน.. ด้วยว่า มันเป็นความฝัน.. ความหวัง..เป็นกำลังใจ... เพื่อให้เรามีเป้าหมาย ให้รู้ว่า..เราทำเพื่ออะไร..เพื่อใคร แต่พอเวลาล่วงเลยผ่านไป.... นานๆเข้า จากแสงเทียนสว่างโชติช่วง ก็ค่อยๆหรี่ลงทีละน้อยๆ และดับไปในที่สุด.. ถึงสุดท้าย..ต่างคนที่เคยถือเทียนอย่างทะนุถนอม กลับโยนมันทิ้ง และเดินไปตามทางของตนเอง ไปในเส้นทางที่มีสปอร์ตไลท์ฉายสว่าง เพราะเดินสบาย ไม่ต้องล้มลุกคลุกคลาน หรือโดนน้ำตาเทียนลวกมือ เป็นความสำเร็จแบบสำเร็จรูป .... . . . ถ้า"อุดมการณ์ "ความหมายของคำๆนี้ เป็นได้แค่ความเพ้อฝันของใครคนหนึ่งในวันเก่า ที่ไม่สามารถเป็นความจริงได้.. แล้วเมื่อความหมายของอุดมการณ์ แปรเปลี่ยนไปเช่นนี้.. ความหมายของชีวิต คืออะไร? ....