GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ขอความเห็นจากทุกๆท่าน เรื่องการตีแผ่วงจรธุรกิจน้ำเมา

เป็นการเคลื่อนไหว เพื่อผลักดันสื่อให้มีความกล้าทางจริยธรรม ในการเผยแพร่ความจริง ให้คนในสังคมได้รับรู้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจของตนเอง

คือผม (naigod) ไปเปิดประเด็นเหล่านี้ไว้ที่บอร์ด “หลุมดำ” ของทางทีวีบูรพา เลยอยากจะช่วนเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ไปช่วยแสดงความคิดเห็นที่นั่นหน่อยนะครับ เผื่อว่าจะมีรายการโทรทัศน์ดีๆ นำเรื่องนี้ออกมานำเสนอให้คนในสังคมได้รับรู้ แต่บอร์ดนั่นต้องสมัครสมาชิกด้วย เลยต้องบอกไว้ก่อนเผื่อบางท่านไม่อยากสมัคร แต่เราก็ต้องการทราบความคิดเห็น ดังนั่นจะใช้เมล์จริงหรือเมล์ปลอมสมัครก็แล้วแต่ท่านนะครับ…

อยากเห็นหลุมดำตีแผ่วงจรธุรกิจน้ำเมา:ผลได้/เสียที่มีต่อสังคม

http://www.tvburabha.com/test/webboard/viewtopic.php?t=583


สิงห์สร้างค่าย ค่ายสร้างฅน
http://www.tvburabha.com/test/webboard/viewtopic.php?t=473


อย่างไรแล้วอย่างน้อยก็ขอให้ทุกๆท่านได้อ่าน 2 กระทู้นี้สักนิดก็ขอขอบคุณมากๆ ครับ

ถ้าลดการผิดศีลข้อ 5 ได้ การผิดศีลข้ออื่นๆ ก็จะลดลงตามมา เพื่อสังคมที่น่าอยู่


ขอขอบคุณครับ.. Afro <hr width="100%" size="2" />

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 29982
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 18
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (18)

ตามมาจาก Blog คุณชายขอบคะ...

ยินดีร่วมด้วยช่วยกัน...เพื่อสรรค์สร้างสังคมที่ดี

เราเป็นสมาชิก รายการดีดีเหล่านี้อยู่แล้วคะ

ขอบคุณมากนะคะ..ที่บอกข่าว..เดี๋ยวจะตามไป...

ขอขอบคุณ Dr.Ka-poom มากๆ ครับที่ให้ความสนใจ และช่วยเสริมแรงให้สื่อนำเสนอสิ่งดีๆ ให้สังคมได้ใช้วิจารณญาณตัดสิน..

     ผมนะอาจจะเห็นแย้งไปในเรื่องนี้โดยส่วนตัว เพราะผมดื่มเหล้ามานาน และหนัก แต่ไม่ดื่มเสียนานแล้วเช่นกัน (เน้นว่าผมคนเดียวนะ) หากดื่มแล้วจะไม่ผิดศีลข้อไหนอีกแล้ว เป็นคุณลักษณะส่วนตัว แม้ว่าการโกหก เพราะยิ่งดื่มผมจะยิ่งพูดน้อยลง หากไม่พูดเลยคือเมาสุด ๆ ส่วนข้ออื่น ๆ จะไม่มี เพราะถือคติ (ตอนที่กินเหล้า) ว่า จะกินที่นอนได้เลยเท่านั้น กินแล้วไม่ไปไหน
     แต่สุดท้ายผมพบว่าชีวิตที่ไม่กินเหล้า จะสามารถคิดอะไร ๆ ฉลาด ๆ ได้เยอะ มิตรที่ยังคงอยู่ก็เป็นมิตรแท้ที่ช่วยเพิ่มพูนปัญญา ส่วนมิตรที่เคยกินเหล้ากันนั้น ช่วงหนึ่งที่ผมลำบากในชีวิต มิตรเหล่านี้ไม่เคยเห็นหน้ากันเลย...เมื่อคิดได้ผมเลยเลิกกินเหล้ามาแล้วมากกว่า 8 ปี มีความสุขกับมิตรที่ยังคงอยู่ในวันนี้มาก ๆ
     เหล้ายังคงอยู่กับสังคม หากไม่มีเหล้าโรง ภูมิปัญญาชาวบ้านเขาก็ทำเองได้ ผมยังมองว่าเหล้าต้องมีอะไรดี หากพอดี ไม่งั้นไม่คงอยู่กับสังคม และโลกนี้มาอย่างยาวนาน
     ไม่เป็นไรนะครับ หากจะเห็นต่างไปบ้าง แต่ก็ด้วยความจริงใจครับ

เห็นด้วยค่ะ ที่จะต้องพยายามแสดงเจตจำนงให้สื่อทั้งหลายมีจุดยืนที่ชัดเจนกับการสะท้อนปัญหาสังคม แม้จะกระทบเหล่าสปอนเซอร์บ้าง

 

โดยส่วนตัวเห็นด้วยมากๆค่ะ

หลายคนบอกว่า ไม่กินเหล้าคุยไม่สนุก เพราะคนเราจะระวังตัว ไม่เปิดเผยตัวเองเต็มที่

ขอบอกว่าไม่จริงเลย ถ้าเราใจเย็นเสียหน่อย ค่อยๆทำความรู้จักกัน ไม่ช้าไม่นาน เราจะกินน้ำเปล่า เมาดิบกันในวงสนทนาได้ไม่ยากเลย

แต่พอมาเป็นความเห็นในมุมกว้าง กับสังคมใหญ่ที่พัวพันกันไปหมด เลขาฯชอบสันติวิธีที่ไม่โค่นล้มใครมากกว่า ทำอย่างไรจะให้เขาค่อยๆเปลี่ยนมาใกล้เราทีละนิด อาจจะต้องใช้เวลาและกลยุทธ์หลายอย่าง แต่ถ้าคิดจะทำจริง คนทำคงไม่ยอมแพ้ง่ายๆหรอกนะคะ

เรื่องแบบนี้ อยากให้มีการตีแผ่ อยากใหัมีการเผยแพร่ในทุกช่องทางครับ นอกจากรายการทีวีแล้ว แม้แต่ในบล็อก หรือ เวบทั่วไป หากสามารถสืบค้นแล้วค้นพบบทความเรื่องทำนองนี้ได้ง่ายๆ น่าจะเป็นประโยชน์มากมายนะครับ
ต้องบอกว่า ยังครึ่งๆกลางๆกับจุดยืนนี้นะคะ คิดว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่น่าจะฝืนได้ยาก บทบาทที่ตัวเองคิดว่าจะทำได้ก็ทำแล้วเต็มที่ ทางด้านสังคมและสื่อก็คงทำได้ระดับหนึ่ง เพราะธุรกิจนี้น่าจะถือว่าเป็นหลักของรายได้ของประเทศด้วย แถมการดื่มแอลกอฮอล์ก็เป็นสากล ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำอย่างยิ่ง น่าจะเป็นว่าทำอย่างไรให้คนตระหนักถึงคุณ โทษที่จะเกิดกับตัวเองและผู้อื่นหากเสพเกินกำลัง ทำให้สื่อเผยแพร่ทั้ง 2 ด้านโดยทำให้เหมาะสมในเวลาอันควร

ก็..อย่าเป็น..เยี่ยงอย่าง(เขา)สิ

ดื่ม.. ไม่ดื่ม.. เอา..ไม่เอา.. อัลกอฮอล์
มันก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละบุคคล
และ การเป็นผู้ปกครอง ที่พร้อมเป็นผู้ชี้แนะเหตุผลแก่บุตรหลานและเยาวชน
..................................................................................
อาจจะเพราะตั้งแต่ลืมตาดูโลกมา พอรู้เดียงสา กระทั่งเข้าวัยปูนนี้
จดจำความได้ว่า ทั้ง ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ ไม่เคยดื่มสุรา ไม่เคยเมามายให้เห็น
ตนเอง ก็เลย ไม่ถูกบีบคั้น ให้รู้สึกเคยชินกับวัฒนธรรมการร่วมดวลดื่ม
เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น วัยสาว วัยผู้ใหญ่ ก็เป็นแบบอย่างสั่งสอนบุตรหลานได้
ไม่ต้องถูกยอกย้อนว่า ก็ที พ่อแม่ปู่ย่าตายาย ยังดื่มได้เลย
.................................................................................
กำหนดบทบาทและสามัญสำนึกของตนเองซะก่อน อันควร ไม่ควร
ว่า สิ้นเปลือง เสียเวลานั่งโม้อวดเขื่องในวงสุรา บั่นทอนสุขภาพ หรือไม่
เพราะ .. ไม่มีใครเขาบังคับเอาสุรากรอกปากคนอื่น ฟรีๆ หรอก
ยิ่งยุคนี้ นำมันแพง ไฟฟ้าแพง ขนส่งแพง ราคาสุราก็แพงตามไปด้วย
ใครคิดได้แล้ว ก็ ประหยัดเงินได้ จำเริญ..จำเริญ..
ใครคิดไม่ได้ ก็ เรื่องส่วนตัว และ เงินของเขา .. ไม่เกี่ยวกับกระเป๋าของเรา
จริงไหมจ๊ะ

ฆรินท์ แห่ง เรือนพระจันทร์

แล้วจะเข้าไปร่วมด้วยช่วยกันค่ะ เป็นสมาชิกแล้วค่ะ

ขอขอบคุณ คุณ Dr.Ka-poom ชายขอบ archanwell เลขาฯพูนพลัง นายบอน โอ๋-อโณ ฆรินท์ แห่ง เรือนพระจันทร์ big c มากๆ ครับที่ให้ความสนใจ และช่วยเสริมแรงให้สื่อนำเสนอสิ่งดีๆ ให้สังคมได้ใช้วิจารณญาณตัดสิน..

            เห็นด้วยกับการรณรงค์ไม่ดื่มสุรา เพราะผมเองก็ถือว่าไม่ดื่ม(ดื่มน้อยมากๆๆๆ) ก็ไม่เห็นมีปัญหาในการเข้าสังคม ในการคบเพื่อน หกรือในกิจกรรมการงานที่ทำร่วมกับชุมชน แต่ในสังคมมีความแตกต่างกันระหว่างคนเยอะ ต้องพยายามมองเชิงบวกกับคนที่ดื่มเหล้าแล้วค่อยๆดึงเขาเข้ามาสู่การไม่ดื่มครับ ไม่ควรรังเกียจหรือแยกตัวจากคนที่ดื่ม พยายามเข้าใจเขา พยายามโน้มน้าวเขาให้เลิกดื่ม

           ต้องเลิกใช้เงินจากเหล้าบุหรี่มาทำงานเชิงสังคม เชิงเยาวชน กีฬาโดยตัวบริษัทโดยตรงเพราะเป็นการโฆษณาทางอ้อม(บางทีก็ทางตรงเลย) ต้องเก็บมาเป็นกองกลางก่อนแล้วใช้ในการทำกิจกรรมโดยที่ไม่ต้องบอกว่ามาจากเหล้าบุหรี่ เพื่อลดการฉวยโอกาสทำดีเพื่อการโฆษณาตนเองของบริษัทเหล้าหรือบุหรี่

ต้องเริ่มที่ตัวอย่างในครอบครัว และสื่อต่างๆ ตอนนี้เยาวชนไทยคิดว่าสิ่งเหลานี้เป็นแฟชั่นไปแล้ว ต้องสร้างค่านิยมใหม่ให้เด็กก่อนโดยพ่อแม่ต้องเริ่มก่อนในครอบครัวอย่าเป็นตังอย่างที่ไม่ดีแก่เด็ก

มีแบบนี้ด้วยเนอะ สังคมน้ำเมา

มองว่าเป็นพฤติกรรมของแต่ละบุคคล (สันดาร) ค่ะ...ไม่ดื่มน้ำเมาหากไร้ซึ่งความรับผิดชอบชั่วดีสังคมก็ไม่เจริญขึ้นได้...พาคนชั่วเข้าวัดฟังเทศฟังธรรมพอได้ขัดเกลาให้บางเบาลงได้บ้าง แต่เฉพาะ ณ ขณะนั้น เวลานั้น ที่ตรงนั้น แต่ครั้นออกจากวัดทุกอย่างกลับเหมือนเดิม ไม่ต้องโทษใครอื่นใดทั้งสิ้นคงอยู่ที่ตัวตนของแต่ละบุคคล

หากแต่การแสดงพฤติกรรมบางอย่างของวัยรุ่นยังจำเป็นต้องอาศัยตัวแบบที่ดี ไม่ว่าจะเป็นตัวแบบที่เป็นบุคคลจริง ๆ หรือตัวแบบที่ผ่านทางสื่อประเภทต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่มีอิทธิพลต่อตัวตนของเด็กแทบทั้งสิ้นผลกรรมที่ตัวแบบได้รับย่อมสะท้อนให้ผู้สังเกตได้เห็นและไม่เอาแบบอย่าง แต่สุดท้ายก็อยู่กับจิตสำนึกของแต่ละบุคคลด้วย การรับรู้ของแต่ละบุคคลย่อมแตกต่างกัน

ขอขอบคุณ คุณพิเชฐ ,bim ,ดรีม ,vij ที่กรุณาเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นครับ ตอนนี้กำลังพยายามผลักดันให้งานเลี้ยงคืนสู่เหย้า เป็นงานเลี้ยงที่ปลอดแอลกอฮอล์อยู่ครับ.. แต่ก็อยู่ที่รุ่นพี่ผู้จัดว่าจะเห็นเหมือนที่ผมเห็นหรือเปล่า (งานผีเสื้อคืนรัง ของบรรดาบัณฑิตอาสาสมัคร มธ.)

เดือนมิถุนายนเป็นเดือนของการรับนักศึกษาน้องใหม่ ทุกมหาวิทยาลัยเตรียมงานกันเต็มที่และชี้แจงว่าจะไม่ให้มีสุรา แอลกอฮอล์ให้น้องนักศึกษาใหม่ได้แตะต้อง แต่ก็ยังเป็นห่วงมาก เพราะอาจจะยังมีรุ่นพี่บางคนติดสุรา แล้วอยากให้กระจายโรคนี้ให้น้อง โดยอ้างการเข้าสังคม แล้วหลบหลีกอาจารย์ บังคับน้องดื่มสุรา เมื่อน้องใหม่ได้ลองดื่มแล้วก็อาจจะติดและเป็นโรคสุราเรื้อรังตามได้ น้องใหม่ยังอ่อนนัก อายุ18-19ปี เป็นเยาวชนหน้าใสๆ ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย ถ้ามีเกราะช่วยน้องใหม่ ป้องกันสิ่งเลวร้ายนี้ไว้ก่อนก็จะดีมาก ก่อนที่จะสุราจะพาไปสู่เหตุการณ์เลวร้ายอื่นๆ ขอสนับสนุนการดำเนินการที่เป็นรูปธรรม เพราะบางคนไม่มีพฤติกรรมการชอบดื่มเลย แต่คนในสังคมชักนำ บังคับ

เห็นด้วยกับคุณเพียงเพ็ญครับ

ผมต้องดื่มเหล้าครั้งแรกก็ตอนที่รับน้องนั่นหล่ะครับ ในตอนนั้นมันต้องทำหล่ะครับ เพราะสถานะการณ์บังคับให้คิดว่าเลือกดื่มดีกว่าเลือกขัดแย้งกับรุ่นพี่ครับ เป็นโรงเรียนชายล้วนด้วย คงนึกภาพออกนะครับว่า การขัดแย้งกับรุ่นพี่ในโรงเรียนชายล้วนนั้นรุนแรงเพียงไร

การเข้าไปในสังคมที่มีวัฒนธรรมการดื่มสุราตั้งแต่ตอนนั้นทำให้ผมก็ดื่มสุราบ้างจนถึงดื่มหนักมากเวลาไปเที่ยวเรียกว่า จนเช้าพระออกบิณฑบาตรเราก็ออกจากผับสวนทางกันเลยครับ น่าสังเวชใจจริง ความจริงเมื่อเราไปดื่มเหล้าแล้วหลายอย่างก็ตามมา เช่น ผู้หญิง เพื่อน ความสนุก เป็นต้น ทำให้เราติดเพราะเป็นสิ่งแปลกใหม่จากชีวิตธรรมดา

ยิ่งเมื่อจบออกมาทำงาน...

เมื่อเราประสพความสำเร็จอย่างสูงยิ่งทำให้เรามีคนที่เข้ามาหาเรามากก็ทำให้ยิ่งต้องมีเรื่องต้องสังสรรค์มาก สุราก็มากตามมาด้วย

จนกระทั่งมีครอบครัว.....

การดื่มก็ลดลงอย่างฮวบฮาบ เนื่องจากต้องใช้เวลาดูแลครอบครัวมากขึ้น ภรรยาเป็นห่วงเรื่องสุขภาพ(ต้องขอขอบคุณเธอเป็นอย่างมากด้วย) และได้ซึมซับวัฒนธรรามใหม่ในการดูแลตัวเอง การรักษาสุขภาพ และการใช้ชีวิตจากแม่ยาย ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ตัวเราอย่างมาก(ขอบคุณแม่ดาอย่างสูงเหมือนกันครับ)

จนกระทั่ง....

 29 ธันวา 48

ผมป่วยเป็นไข้หวัด หลังจากไปฝึกอบรมฯ และสังสรรค์ จนพักผ่อนน้อย เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเนี่องจากรักษาเองที่บ้านอาการหนักเกินไปจนคิดว่าคงต้องไปหาหมอดีกว่า เพราะกังวลว่าอาจจะเป็นโรคอื่นเพราะไข้สูงมากมาหลายวัน

ขณะนอนป่วยอยู่คนเดียวในห้องพัก

 วันที่ 01 มกรา 49 ก็นอนคิดว่าอันที่จริงเราก็ร่างกายก็ไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้ว(เนื่องจากเป็นไวรัสตับอักเสบบีครับ) แล้วเรายังไปเที่ยวกินเหล้าอีก เราอยากอยู่กับครอบครัวนาน ๆ มันคงจะอยู่ได้นานขึ้นอีกนะ(เอาสัก 100 ปี พอครับ) หากเราหันมาดูแลตัวเอง เลิกเหล้าซะตั้งแต่วันนี้เลยดีกว่า......

นับแต่วันนั้นจนถึงวันที่เขียนก็เป็นเวลาเกือบครึ่งปีแล้วที่ไม่ได้ดื่มสุราอีก ก็ยังคงไปสังสรรค์กับเพื่อนเหมือนเดิม แต่งดเหล้า ช่วงแรกก็หาพวกชา ขิง มาดื่มแทนช่วงนั่งโต๊ะทานกัน ก็ดีไปอีกแบบเมื่อก่อนออกมาสังสรรค์ดื่มเหล้าเสียสุขภาพ เดี๋ยวนี้ออกมาสังสรรค์ดื่ม เครื่องดื่มสมุนไพรดีกับสุขภาพแทนอีก

ตั้งแต่ต้นปีมารู้สึกว่าแข็งแรงขั้นมาก ร่างกายสมบูรณ์ขั้นและรู้สึกดีที่ไม่ได้ดื่มแล้วครับ....

 

ขอเป็นอีกแรงที่สนับสนุนการไม่ดื่มสุราครับ

อยากเห็นสังคมไทยทุกระดับ ตั้ง "วงเล่า" มากกว่า "วงเหล้า" ครับ