อ่านบทความนี้ แล้วจะเห็นมายาของสิ่งที่เรียกว่า จีดีพี   ที่ใช้เป็นมาตรวัดความเติบโตทางเศรษฐกิจ   และเชื่อว่ามันบอกระดับความอยู่ดีกินดี หรือความสุขสมบูรณ์ของผู้คน


          จีดีพี รวมเอากิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่เกิดประโยชน์ ไม่สร้างสรรค์ ไม่ก่อความสุข ไว้เยอะมาก   ไม่แยกแยะวงจรของการผลิตกับการบริโภค   ขอให้มีการผลิตและบริโภคมากเข้าไว้   จีดีพี ก็จะสูง   วัดได้ว่ารัฐบาลมีฝีมือ   จึงเป็นการวัดลวง  เป็นมายา    ไม่ใช่ฝีมือปกครองบ้านเมืองให้มีความสุข


          จะให้ จีดีพี สูง ต้องมอมเมาประชาชนด้วยนโยบายประชานิยม สารพัดแจก  สารพัดกระตุ้นเศรษฐกิจ   โดยไม่คำนึงถึงการสร้างนิสัยเสีย  สร้างวัฒนธรรมและค่านิยมผิดๆ   คือค่านิยมแบมือขอ   ค่านิยมผลได้ระยะสั้น   ไม่ตระหนักถึงผลเสียระยะยาว  

 
          สิ่งที่เรียกว่า creative economy น่าจะรวมไปถึงกิจกรรมระดับ micro   ที่เชื่อมโยงระหว่างกลุ่มผู้ผลิตรายย่อย กับกลุ่มผู้บริโภครายย่อย   โดยการผลิตแบบ “เขียว” หรือใช้พลังงานต่ำ  ก่อก๊าซเรือนกระจกน้อย  ไม่ใช้สารเคมีที่ทำลายสิ่งแวดล้อม   และการบริโภคสินค้าจากการผลิตแบบนี้ 

  
          แล้วระบบข้อมูลด้านเศรษฐกิจของประเทศ สามารถรวมเอาข้อมูลแบบนี้เข้าไปในระบบ macro economics ของประเทศได้    ระบบเศรษฐกิจของประเทศ ก็จะเป็น creative economic system


          เขียนไปเขียนมา วกเข้าสู่โจทย์วิจัยจนได้    นักเศรษฐศาสตร์จะสร้างระบบ econometrics ใหม่อย่างไร  ให้ตัวเลขของ creative economy ที่เป็น direct relationship ระหว่าง กลุ่มผู้ผลิต – กลุ่มผู้บริโภค ที่เป็นกลุ่มจริยธรรมในการผลิตสูง และจริยธรรมในการบริโภคสูง   จริยธรรมนี้คือจริยธรรมในการที่ไม่สร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม   ไม่ทำโลกร้อน   ไม่โกหกหลอกลวงด้านการโฆษณา ฯลฯ


          ผมตีความว่า การมีความสัมพันธ์แบบใหม่ แบบที่มีคุณธรรมจริยธรรมสูง ระหว่างผู้ผลิต – ผู้บริโภค  ถือเป็น creative economy อย่างนี้เป็นการตีความที่ผิดหรือเปล่า

 

วิจารณ์ พานิช
๑๘ ก.ย. ๕๒
วันศุกร์ที่อยู่กับบ้าน