
จากคำบอกเล่าของผู้อาวุโสที่บอกเล่าสืบต่อกันมา เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๓๔๔ (๒๐๐ กว่าปี) มีการอพยพของชาวไต (ไทยใหญ่) ประมาณ ๒๐ คน มาจากถิ่นกั่นตูหลงในเขตพม่า เนื่องจากภัยสงครามและโจรผู้ร้าย นำโดยนายสี นางจันทร์ และพระภิกษุชื่อ พระอินต๊ะ เดินเท้าเข้ามาจนมาพบพื้นที่ที่เหมาะสมกับการตั้งบ้านเรือน คือ พื้นที่ดอยเวียง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ในปัจจุบันเป็นพื้นที่ราบบนเขามีหน้าผาสูงชันสามารถป้องกันภัยได้ มีลำน้ำปอนไหลผ่าน จึงได้ปักหลักสร้างที่อยู่อาศัยขึ้น มี ๑๒ ครัวเรือน มีลักษณะเป็นเรือนปลูกชั่วคราว เสาทำด้วยไม้ไผ่ พื้นและฝาทำด้วยฟาก หลังคามุงด้วยใบตองตึง (ไม้พลวง) สำหรับพื้นที่ทำกินได้บุกเบิกพื้นที่ทำนาบริเวณกุงไม้ยาง (อยู่ทางทิศใต้ของหมู่บ้านในปัจจุบัน) มีการปลูกข้าวเล็กน้อยให้พอเพียงกับการบริโภคในครัวเรือนเท่านั้น
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๕๑ ได้มีชาวพื้นเมือง (คนเมือง) อีกกลุ่มหนึ่งอพยพมาจาก หัวฝาย นาทราย (จังหวัดเชียงใหม่) นำโดยนายฮ้อยป้อใหม่ ปู่จองตาล และพวกจำนวนหนึ่ง มาสร้างที่อยู่อาศัยรวมกันที่ดอยเวียง มีทั้งหมด ๒๒ ครัวเรือน ทำมาหากินโดยทำนา หาของป่า จับสัตว์น้ำ เนื่องจากทรัพยากรธรรมชาติ ยังมีความอุดมสมบูรณ์อยู่มาก ขณะเดียวกันก็ยังเผชิญกับปัญหาโจรผู้ร้ายอยู่เป็นประจำ และสามารถเอาชนะเรื่อยมา กระทั่งปี พ.ศ. ๒๓๖๓ เจ้าผู้ปกครองนครเชียงใหม่ได้แต่งตั้ง นายสี เป็นพญา มีชื่อว่า พญาไพศาล เป็นผู้ดูแลหรือปกครองชุมชน อยู่ต่อมาอีก ๒ ปี จึงได้ชักชวนกันลงมาตั้งเป็นหมู่บ้านขึ้นใหม่บนที่ราบ ชื่อ บ้านเมืองปอน (ที่ตั้งหมู่บ้านในปัจจุบัน) มีจำนวนครัวเรือน ๒๙ ครัวเรือน สภาพบ้านเรือนเป็นบ้านใต้ถุนสูง เสาและโครงบ้านทำด้วยไม้ พื้นหรือฝาทำด้วยไม้หรือฟาก เมื่อประชากรเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จึงได้ร่วมกันจัดสร้างวัดขึ้นเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจและเป็นที่เรียนหนังสือ โดยมีพระอินต๊ะ เป็นเจ้าอาวาสและครูสอนหนังสือที่เรียกว่า ลีกไต (หนังสือไทยใหญ่) พร้อมกับสร้างศาลเจ้าเมืองขึ้นบริเวณใกล้เคียงกัน เพื่อเป็นสถานที่สถิตของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เจ้าบ้านเจ้าเมือง เป็นที่สักการะของคนในชุมชน ความเป็นอยู่เป็นลักษณะพึ่งพาอาศัยกันตลอดมา