สรุปง่าย ๆ ว่า คนไม่รู้ไม่ทุกข์ ไม่ขัดข้อง คนรู้มากจะยากนานอย่างนี้นี่เอง

 

 

นับแต่สองพันห้าร้อยกว่าปีที่ผ่านมา จีวรพระอาจจัดเป็นแฟชั่นเครื่องนุ่งห่มของมนุษย์ที่ยั่งยืน มีการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับแฟชั่นเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มโดยทั่วไป ส่วนของเนื้อผ้าและเทคโนโลยีการตัดเย็บอาจมีเปลี่ยนแปลงบ้าง แต่สีสัน รูปทรง และรูปแบบการนุ่งห่มแทบจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย (ไม่นับที่เคยมีจีวรสีเขียว สีชมพู หรือสีอื่น ๆ เฉพาะรูป เฉพาะตน ที่เป็นเรื่องของอุบัติการณ์ชั่วครั้งชั่วคราว ไม่มีการรับรองอะไรจากสังฆะนะครับ)  ดังนั้นนอกเหนือจาก “ธรรมะ” แล้ว จึงอาจกล่าว (ด้วยอารมณ์สนุกนึก) ได้ว่าจีวรพระนี่ล่ะ เป็น “อกาลิโก” เหนือกาลเวลาเหนือสมัยนิยมอยู่พอสมควร

อย่างไรก็ตาม คนนอกวัดหรือคนไกลวัด (อย่างผู้เขียนนี่นับวันก็เริ่มไกล(ทางกายภาพ)ออกมาเรื่อย) อาจรับรู้แค่ว่าเครื่องแบบสีแสด ๆ ส้ม ๆ เหลือง ๆ กรัก ๆ ของพระคือ จีวร แต่ก็ไม่ค่อยรู้ว่าในความเข้าใจอันเป็นแบบฉบับทั่วไปนั้น ยังมีรายละเอียดลึกลงไปในธรรมเนียมปฏิบัติเกี่ยวกับการนุ่งห่มจีวรของพระซึ่งสัมพันธ์อยู่กับกาละเทศะ (Time &Space)  ที่เราควรรับรู้ (หรือไม่ควรรู้ก็ไม่รู้...) อีกพอสมควร

รูปจาก...http://www.weekendhobby.com/offroad/toyota

เช่น กาละและเทศะใดท่านควรห่มคลุม (บ่าทั้งสองข้าง) เวลาและพื้นที่ใดควรห่มเฉวียง/เฉียง (เปิดบ่าด้านขวา) เวลาใดพื้นที่ใดควรห่มเฉวียงบ่าและพาดสังฆาฏิ เวลาใดควรห่มดอง (มีผ้ารัดอก)

ซึ่งธรรมเนียมปฏิบัติเหล่านี้อิงอยู่กับความคิดเรื่อง “พื้นที่” ควบคู่มากับการให้คุณค่าเชิงจริยธรรมแก่ผู้สามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ตามนัยของคำว่า “รู้จักกาละเทศะ” หรือ “การรู้จักเคารพต่อสถานที่” เป็นต้น

ตามปกติเวลาพระท่านอยู่วัดและอยู่ในที่อันเป็นส่วนตัว เช่น ในกุฏิ หรืออยู่ในระหว่างใช้แรงงาน เช่น กวาดลานวัด ท่านอาจจะนุ่งแค่สบงและอังสะเท่านั้น ต่อเมื่อมีญาติโยมมาเยี่ยมเยียนนมัสการ ถ้ามีเวลาตั้งหลักท่านก็จะห่มจีวรเฉวียงบ่าเป็นที่เรียบร้อย หรือหากมีพิธีกรรมอื่นใด เช่น ถึงเวลาสวดมนต์ทำวัตร หรือญาติโยมนำสังฆทานมาถวายท่านก็จะพาดผ้าสังฆาฏิทับลงไปที่บ่าด้านซ้าย แต่หากได้รับกิจนิมนต์หรือจำเป็นต้องออกไปนอกเขตวัดเมื่อไหร่ก็จะต้องห่มคลุมบ่า และเมื่อผ่านประตูวัดกลับเข้ามาจะต้องลดจีวรจากห่มคลุมบ่าเป็นเฉวียงบ่าทุกครั้ง(สื่อนัยของการเคารพสถานที่และธรรมเนียมสงฆ์)

ดังนั้น หากเราเป็นคนในวัดหรือใกล้วัดที่รู้ธรรมเนียมเหล่านี้ดี จะรู้สึกขัดหูขัดตา (บางรายอาจถึงขั้นขัดอกขัดใจขุ่นข้องหมองใจ) ทุกครั้งที่เห็นพระหรือเณรห่มคลุมขณะทำกิจใด ๆ อันเป็นปกติอยู่ในวัด (ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมาแทบไม่เกิดขึ้นเลย เพราะท่านรู้ธรรมเนียมนี้ดี) ข้อนี้ยกเว้นได้เฉพาะท่านที่กำลังเตรียมจะออกเดินทางไปไหน หรือพระบวชใหม่ที่ยังไม่เคยรู้รับทราบธรรมเนียมเหล่านี้ ดังที่มักปรากฏว่าท่านมักห่มเฉวียงบ่าเมื่อกลับไปหาญาติโยมที่บ้านในวันแรก ๆ (อาจเพราะท่านยังรู้และถนัดการห่มแบบนี้แบบเดียว)

ที่เห็นผิดพลาดคลาดเคลื่อนบ่อย ๆ จึงมักจะเกิดในสื่อบันเทิงไม่ว่าจะหนัง ละคร

ภาพของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ในหนังเรื่อง “นางนาก” ตอนท้าย ๆ เรื่อง หลังจากที่ท่านปราบผีนางนาก  (ถ้าจำไม่ผิด)มีฉากหนึ่งที่ท่านนั่งสนทนากับพระเณรบนศาลาการเปรียญ ท่านห่มคลุมพาดสังฆาฏิ ซึ่งยังพอทำความเข้าใจได้ในฐานที่ว่ากันว่าท่านเป็น “ปาปมุต” ไปพ้นจากธรรมเนียมปฏิบัติเล็กน้อยเหล่านี้ และยังพอเข้าใจผู้กำกับ คนเขียนบท กองถ่ายได้ว่าคงติดภาพแบบฉบับของสมเด็จโต (ซึ่งหลายคนก็ประทับฝังแน่นอยู่กับภาพนั้น) มาใช้ในภาพยนตร์โดยไม่ทันสำเหนียกรายละเอียดปลีกย่อยเหล่านี้

แต่ว่า ในละคร "ผู้ใหญ่ลีกับนางมา" ภาพของเจ้าอาวาส พระผู้ใหญ่ลี  และพระอีกหลายรูป ในฉากที่ “นาง(สาว)มา” และญาติโยมมาทำบุญตักบาตรในวันออกพรรษา (เทโวโรหณะ) นี่สิ ทุกรูปห่มคลุมแบบเดียวกันทั้งหมด ทั้งที่สถานที่ทำบุญตักบาตรคือบริเวณรอบพระอุโบสถ และโดยธรรมเนียมสงฆ์ทั่วไปเมื่ออยู่ในวัด พระหรือเณรต้องห่มเฉวียงบ่า (พาดสังฆาฎิหรือไม่ก็ได้) หรือห่มดองเท่านั้น ฉากนี้จึงแสดงให้เห็นว่าพระในวัดพร้อมใจกันละเมิดธรรมเนียมนุ่งห่มนี้อย่างถ้วนทั่ว

 

เรื่องนี้สะท้อนอะไร สะท้อนว่าหนัง/ละครจบ (แบบ happy ending) เรตติ้งกระฉูด คนดูสนุกได้สาระไปแล้ว แต่ผู้เขียนยังวางไม่ลง ยังไม่แฮปปี้ (เหมือนนิทานเซนเรื่องพระอุ้มผู้หญิงข้ามแม่น้ำ) หรือสะท้อนเรื่องความพร่องของความรู้ระหว่างใน/นอกวัด ทั้งที่มีกำแพงบางๆเตี้ยๆกั้นอยู่ (และพระมักกระโดดออกไปได้อยู่บ่อย ๆ ) หรือว่าเราควรจะยอมรับ/ปล่อยให้ผ่านเลยไปซะ ละครก็เรื่องสนุก ๆ คลายเครียดหลังรายการข่าวเข้มข้น และเรื่องนี้ก็มีสาระกว่าหลายเรื่อง หรือขึ้นชื่อว่าละคร มันก็แค่มายา (ไม่ต้องจริง/ถูกต้องก็ได้) หรือเราควรคาดหวังว่าผู้กำกับคนเขียนบท (ไม่ว่าเรื่องไหน ๆ) ควรจะศึกษาทำการบ้าน(และการวัด) ให้ชัดและหนักกว่านี้ ในการสร้างหนังสร้างละคร “ผลิตซ้ำ” แบบผสมเหล้า (เก่าในขวดใหม่) ครั้งต่อๆไป

หรือจะสรุปง่าย ๆ ว่า คนไม่รู้ไม่ทุกข์ ไม่ขัดข้อง "คนรู้มาก" ?? จะยากนานอย่างนี้นี่เอง เข้าทำนองเราวางแล้ว แต่ท่านสิยังไม่วาง หรือจะสรุปต่ออีกชั้นหนึ่งว่า นี่คือเรื่องของการดูละครมาย้อนดูตัวของแท้  ท่านว่าแบบไหน....