ผมเคยได้ยินคำว่า “วางแผน” ที่ใช้กันจริงจังในชีวิตมาไม่นาน หลังจากท่านมีชัย วีระไวทยะ ได้บัญญัติศัพท์ “การวางแผนครอบครัว” ขึ้นแทนคำว่า “คุมกำเนิด” จนกระทั่งในปัจจุบันท่านก็ได้เพิ่มศัพท์อีกคำขึ้นมาเป็น “การพัฒนาประชากร” ที่ผมคิดว่าเป็นความคืบหน้าที่ดีในการชี้นำให้คนได้คิด ว่าชีวิตเราควรจะมีแผน อย่างไร หรือไม่
จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในบล็อก กลับทำให้ผมรู้สึกว่า คนที่ไม่มีการวางแผนชีวิตและครอบครัวนั้น ยังมีมากมายทีเดียว
และทำให้เกิดปัญหาในชีวิตทั้งระยะสั้นและระยะยาว
คำว่าระยะสั้นก็คือ ชีวิตในวันนี้ และชาตินี้
และ ระยะยาว ก็คือ ปัญหาที่ส่งต่อให้กับลูกหลานเหลนโหลน ได้รับผลเวรกรรมกันต่อไป
เรื่องที่พบบ่อยที่สุด ใกล้ตัวที่สุด และควรวางแผนมากที่สุด แต่พบว่ามีการวางแผนน้อยที่สุดก็คือ
การเลือกคบคน เลือกคู่ชีวิต การแต่งงาน และการสร้างครอบครัว
ที่ผมเก็บข้อมูลมาจากคำถาม ในบันทึกเรื่อง “อกหัก” ที่ผมคิดว่าส่วนหนึ่งมาจากการไม่วางแผนชีวิต
พอผมชี้นำให้มีการวางแผน ส่วนใหญ่ก็บอกว่า “พบทางสว่างแล้ว”
นี่ก็อาจสะท้อนว่า ที่ผ่านมา “ไม่ได้วางแผน” ชีวิตไว้เลย
ประเด็นนี้สำคัญอย่างไร
สำคัญตรงที่
ถ้าเราไม่วางแผน เราก็จะมีโอกาสพบปัญหา หรือเหตุการณ์ที่เราไม่ชอบมากมาย
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ถ้าเราวางแผนแล้วจะสามารถแก้ปัญหาได้หมด
แต่ผมคิดว่า
การวางแผนจะช่วยลดปัญหาได้มากกว่าครึ่ง
ถ้าเรานำผลที่ได้ไปผนวกกับสันโดษ (ความพอใจในสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุด) ก็น่าจะช่วยลดปัญหาได้เกือบหมดทีเดียว
แต่ส่วนตัวแล้ว ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับ “สันโดษ” ที่ยังขาดความพยายาม หรือ วางแผนมาอย่างดี และรอบคอบที่สุดเท่าที่จะทำได้
โดยเฉพาะกับเรื่องการวางแผนชีวิต
เรื่องง่ายๆที่โบราณสอนมาตลอด และทำให้พลาดลดลงจนเหลือน้อยมากก็คือ
“ดูนางให้ดูแม่ จะดูให้แน่ต้องดูถึงยาย”
ที่แสดงให้เห็นภูมิปัญญาไทยในการเลือกคน เลือกคู่ ตามลักษณะทางพันธุกรรม
ที่ตีความได้ว่า
ต้องดูเทือกเถาเหล่ากอให้ลึก ไม่ใช่ดูแค่ตัว แต่ต้องดูถึงโคตรเหง้า ทั้งสายพ่อสายแม่ และยังควรดูสายใกล้เคียง ลุงป้าน้าอา ลูกหลานในกลุ่มนั้นว่าเป็นอย่างไร
รวมถึงโรคประจำตระกูล และปัญหาทางระบบคิด และทางจิตด้านต่างๆ
ชอบหรือไม่ชอบ ดีหรือไม่ดี เหมาะหรือไม่เหมาะ
ที่จะนำมาเป็นคู่ครอง เป็นสายพันธุ์ของเรา
เพราะสายพันธุ์นี้ นอกจากจะเป็นคู่ครอง ที่พอจะทิ้งได้ ถ้าไม่พอใจ แต่จะกลายเป็นลูกหลานของเราเองนั้น เราต้องร้บอย่างปฏิเสธไม่ได้
ขณะที่ยังปฏิเสธได้นั้น ก็ควรจะเลือกให้ตรงกับที่ต้องการมากที่สุดเสียก่อน จะไม่ดีกว่าหรือครับ
ถ้าไม่อยากให้ลูกหลานเราเป็นอย่างไร ก็อย่าไปเลือกสายพันธุ์นั้นมาปะปนกับพันธุกรรมของเรา ก็เท่านั้นเอง
เห็นว่าเหมาะแล้วก็ค่อยดำเนินการในขั้นต่อไป
ที่ทางสังคมไทยใช้คำว่า “ดูใจ หมั้นหมาย กันสักปีสองปี” ก็น่าจะอยู่ในประเด็นนี้
ฉะนั้นคำว่า “ดูใจ” น่าจะสื่อถึง โอกาส ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทั้งส่วนตัว พันธุกรรม ระบบครอบครัว และระบบของวงศ์ตระกูล
จะมาออกตัวว่า
แต่งงานกับคนคนเดียว ไม่ได้แต่งกับตระกูลนั้น พูดได้ แต่หลีกเลี่ยงได้ยาก
เพราะทุกคนต้องมีพ่อมีแม่ มีสังคม และมีข้อเด่นข้อด้อยในพันธุกรรม ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้จะวางแผนว่าจะไม่มีลูกไว้สืบสันดาน แต่สันดานในตัวคนคนนั้นก็จะค่อยๆปล่อยออกมาอยู่ดี
เมื่อยิ่งมีภาวะกดดันมาก และปัญหาในชีวิตมาก “สันดาน” ต่างๆ ก็จะปลดปล่อยมามากแบบเป็นเงาตามตัว จนอาจเกิดปัญหาได้ในระยะต่อๆมา
โดยไม่ต้องพูดถึงลูกหลาน หรือชาติหน้า แต่อย่างใด
ในกรณีที่ไม่มีลูก ก็ยิ่งมักแสดงได้ง่าย เพราะไม่มีอะไรต้องเกรงใจกันมาก และสายสัมพันธ์ก็ยังเปราะบางอีกด้วย
สิ่งเหล่านี้น่าจะมีสาเหตุมาจากการ “ไม่วางแผน ไม่มีแผน” และปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปแบบ “ตามชะตากรรม” แบบเสี่ยงดวงไปเรื่อย (Random effects)
ส่วนตัวผมเองนั้น ผมมีความเชื่อว่าการวางแผนดีกว่า ปล่อยไปตามดวง
และ ในทางปฏิบัติ ก็ได้ “วางแผนครอบครัว” มาตั้งแต่เริ่มเรียนรู้ และเข้าใจระบบสังคม
การเรียนวิชาพันธุศาสตร์ ทำให้ผมระมัดระวังในการเลือกคู่ครอง
ความรู้ทางการแพทย์ ทำให้ผมสามารถกำหนดเพศของบุตรได้
ความรู้ทางการเกษตร ทำให้ผมวางแผนช่วยเหลืองาน และแก้ปัญหาให้กับสังคมได้ดีขึ้น
ความรู้ทางสังคม ทำให้ผมเลือกคบคน และกำหนดจุดยืนของตัวเองในสังคมได้ดีขึ้น
ความรู้ทางด้านการศึกษา ทำให้ผมวางแผน และทำตัวเป็นครูที่ดี และติดหาแนวทางในการวางแผนแก้ไขปัญหาการศึกษาได้
ความรู้ทางศาสนา และเวรกรรม ทำให้ผมวางแผนชีวิตทั้งปัจจุบัน อนาคต ชาตินี้ และชาติหน้า ได้ชัดเจนขึ้น
ฉะนั้น ผมจึงเชื่อว่า
เราต้องมีข้อมูล มีความรู้ มีความเข้าใจ มีปัญญา ที่จะวางแผนชีวิต ที่น่าจะดีกว่าไม่มีการวางแผนครับ
ในทางกลับกัน
การไม่พยายามเก็บข้อมูลรอบตัว ข้อมูลเพื่อความเข้าใจตนเอง ไม่พยายามศึกษาให้เข้าใจตนเอง
แม้จะพยายามวางแผนอย่างไรก็ไม่เกิดประโยชน์ครับ
รู้ทั้งรู้ว่าการวางแผนย่อมดีแก้ชีวิต
แต่ก็เผลอให้กิจกรรมนอกแผนเกิดขึ้นอยู่ในชีวิตบ่อย ๆ
ที่สำคัญมันนำทุกข์ร้อนมาให้ตัวอยู่ร่ำไป
โดน..มากครับอาจารย์
...
ยังไม่ได้ขอบคุณอาจารย์เลยครับ
(๑) ขอบคุณข้าวสวยหม้อนั้นครับ วันประชุมที่ขอนแก่นอร่อยมาก ข้าวที่ซื้อมาถึงนึง แบ่งส่วนหนึ่งไปปลุก ส่วนหนึ่งหุงรับประทานเมื่อเช้าติดใจกันทั้งบ้าน
(๒) ขอบคุณความรู้เรื่องข้าว กินข้าว ปลูกข้าว
(๓) ขอบคุณที่ตอกย้ำความเชื่อของผมครับ
ผมก็ยังข้องใจว่า เมื่อรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ทำไมไม่วางแผนไปตามนั้นครับ
ต้องรอให้สายแล้วจึงเพิ่งจะมาคิด
"พอรู้สึกตัวก็สายเสียแล้วนะซิครับ"
แล้วก็ไปโทษเวรโทษกรรม บุญ วาสนา ว่าเข้าไปโน่น
ยังไงผมก็ยังเชื่อ กฏแห่งกรรม (ที่แปลว่า การกระทำของตัวเอง) มากกว่า ดวง ครับ
สวัสดีค่ะ อาจารย์
ยังไม่เคยเข้าบล็อกอาจารย์เลยค่ะ เป็นครั้งแรก เสียดายอยู่ว่าเป็นสมาชิก g2k มาทั้งหลายเดือนแล้วพลาดบล็อกอาจารย์ไปได้อย่างไรกันเนี้ย ...
ขออนุญาตอาจารย์มาเก็บเกี่ยวความรู้นะค่ะ (วางแผนไว้ว่าน่าจะสิงอยู่บล็อกอาจารย์บ่อยๆค่ะ แค่เห็นหัวข้อ บทความแนะนำ ก็โดดใจค่ะ)
ขอบคุณที่แบ่งปันค่ะ / หนุ่ย
ด้วยความยินดีครับ
ขอบคุณครับในคำชม
ขอให้ช่วยกันแลกเปลี่ยน เพื่อชาติครับ
ขอบคุณคะ อ่านแล้วไมีประโยชน์มากคะ
ดีใจด้วยครับ