
แวะมาบอกว่า "กรรมกรน้อยกายไปไหน?"
งานทุกวันนี้...บางงานก็ใช้เงินเราเพื่อไปแลกให้ได้ทำงาน เช่น งานอะไรล่ะ?
เป็นต้นว่าการไปทำงาน Engaged Buddhism นี่ ใช้เงินที่เราพอมีสะสม หรือไปได้จากการว่าจ้างงานอื่น แล้วนำมาใช้ในการงานดั่งลักษณะนี้ ก็ดีเหมือนกันทำมาสี่ปี ได้ผล เพราะไม่ต้องไปคอยเขียนโครงการหลวง เพื่อขอเงินมาทำโครงการ ...
บางคราไม่มีเงิน ก็เลือกทำกิจที่ยังไม่ต้องใช้เงินก็สามารถทำงานได้เหมือนกัน ทำมาแล้ว ทั้งจิตผู้ทำและจิตผู้ถูกทำก็ต่างเจริญเบิกบาน ... ชอบการงานแบบง่ายๆ ไม่เอาหน้าเอาตา แต่ขอความเบิกบานใจ ...อืม แล้วไอ้เจ้าความเบิกบานใจ นี่เป็นสินจ้างหรือเปล่าน๊า..?
ก็อาจจะเป็นนะ หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นกำไร ...
เพราะตอนทำไม่ได้คิดว่าจะได้ แต่พอได้ลงมือทำงานแล้ว มันกลับได้มาอย่างไม่ตั้งใจ ก็มหัศจรรย์ใจอยู่ เป็นการทำงานที่เป็นอิสระจริ๊ง จริง... อิสระจากการถูกครอบงำทางอารมณ์ แต่กลายเป็นว่าทำไปทำไมอารมณ์มาขอสยบอยู่เบื้องล่าง แต่เป็นอารมณ์ดีนะ อารมณ์เบิกบาน...
ทุกวันนี้ทำงานได้เงินมาดีไหม...ดีดี จะได้เอาไปใช้ในการงานที่เรารักเราชอบ
ไม่ได้เงินแล้วดีไหม...ดีดี...เพราะได้เรียนรู้จักอารมณ์ตนเอง ที่มันคอยแต่อยากจะได้เงิน ได้เงิน ...ได้เงินไปซื้อนั่นซื้อนี่ แต่..มาคิดดูก็ไม่ได้ใช้เงินไปซื้ออะไรมากเลยนะ นอกจากน้ำ นม ขนม ของทานอร่อยๆ ไปฝากเด็กที่ศูนย์ฯ ณ วัดป่าหนองไคร้ ...เห็นเขาได้ทานอะไรที่อร่อยๆ แล้วเรามีความสุข...ความสุข ความอบอุ่นใจยิ่งนัก
อืม...เจ้าอาการนี้ "อาการมีความสุข...ความอบอุ่นใจ" อาจเป็นสินจ้าง ที่ได้จากการงานอีกอย่างหนึ่งก็เป็นไปได้
มานึกย้อนมองไป มองไป ตัวเองนี่ก็โลภมากเหมือนกัน
เป็นอาการโลภมากทางการงาน
แต่...บางงานก็เดินหนีเสียเฉยเลย ...เพราะพิจารณาแล้วเราไม่เกิดประโยชน์อะไรเล้ย...
จริตนิสัยตนเองน่ะ...ชอบเอาการเอางานที่ต้องเอาแรงกายแรงสมองไปทำ
นี่อีกไม่กี่วันจะไปทำการงานใหญ่..ลองดูอีกสักตั้ง ทุกข์สาหัสแค่ไหนก็จะเรียนรู้เรียนดู ขอบพระคุณผู้ให้โอกาสได้แบ่งปันการงานให้ทำ งานแห่งการฝึกฝนตน...
เงินเราเหรอ...?
ชีวิตนี้มีอะไรเป็นของเราบ้างน๊อ...?
พอตายไปเอาอะไรได้บ้างน๊อ...?
ความตายเปรียบเสมือนกับ "ไฟไหม้บ้าน"
ตอนที่ไฟไหม้บ้านนั้น หากเจ้าของหยิบฉวยสิ่งใดติดมือออกไปได้ สิ่งนั้นก็ย่อมจะเป็น "ประโยชน์"
เฉกเช่นเดียวกับ "ตอนตาย" มีอะไรบ้างไหมที่เรานำติดตัวเราไปได้...!
ร่างกายเราเหรอ ทรัพย์สินเราเหรอ ญาติ ครอบครัวเราเหรอ เพื่อสนิท มิตรสหาย บทความ บันทึกนี้เหรอ เราเอาอะไรไปได้บ้าง...
มีเพียงคุณงาม ความดี ที่ก่อเป็น "กุศลกรรม"
มีเพียงคุณทราม ความชั่ว ที่ก่อเป็น "อกุศลกรรม"
ที่เราสามารถนำติดตัวไปได้เมื่อครา "ตาย"
การเปลี่ยนแปลงทรัพย์ภายนอกให้เป็น "อริยทรัพย์" จึงประเสริฐแท้
บุคคลผู้ฉลาดย่อมรู้จักใช้ของสมมติให้กลายเป็น "ของแท้"
เวร และ กรรมเป็นของแท้ที่จะติดตามเราไปทุกภพ ทุกชาติ
มาร่วมกันนำชีวิตนี้ เสียสละชีวิตนี้ แลก และเปลี่ยนเป็น "อริยทรัพย์"
อย่านิ่งนอนใจไปว่าเมื่อใดก็ทำได้ ก็เพราะว่าใครจะรู้ได้กับความตายแม้น "พรุ่งนี้..."
น้า..ท่าน
ตอนนี้ยังวนคลุกอยู่ในสมมติ ก็เลือกใช้สมมติ อย่างสนุกใจสนุกปัญญา
แต่ก็...แหม..ใช้ไปใช้มาก็หลงๆ แต่ในทัศนะตนนี่ "หลง" ดี เพราะท้าทายให้เรียนรู้ออกจากทางหลง...แม้ว่าจะหลงไป...หลงไป...แต่นั่นน่ะก็ทำให้ได้คิดหรือรู้สีกว่า
"หลงไปแล้วนา...หลงไปแล้วนา หาทางออกจากทางหลงได้แล้วนา"...โอ เพราะตอนนั้นนะปัญญามันหมุนติ้วๆ เลยล่ะ กว่าจะหาทางออกจากวงกตแห่งความหลงได้นี่ ก็เอาการเหมือนกัน...
ตอนนี้ก็ลองล้อเล่นกับสมมตินี้ หากแต่เป็นการล้อเล่นแบบตั้งใจ เพราะเมื่อใดที่ได้ตั้งใจ สติมันจะมาคอยกำกับ ให้การล้อเล่นนี้ไม่ได้ทางหลงได้ง่ายเหมือนเมื่อก่อน
ติดดีนี่แก้ยากกว่าติดชั่วอีกน๊า ซึ่งแน่นอนว่า "หลงดี" นี่แก้ยากกว่า "หลงชั่ว" อีกอย่างแน่นอน...!
ความหลงดีเป็นความหลงที่ละเอียดและปราณีต
ความหลงดีเป็นความหลงที่เรา "ไม่อยาก" จะแก้
ความหลงชั่วนั้นก็เหมือนกับเรากำลังเดินเข้ากองไฟใคร ๆ ก็รู้ว่า "ร้อน"
ความหลงดีนั้นก็เปรียบได้กับเรากำลังเดินเข้าไปอยู่ท่ามกลาง "ภูเขาน้ำแข็ง" ซึ่งดูภายนอกนั้น "สวยงาม"
แต่ไม่ว่าจะเป็นความหนาวเย็นจากน้ำแข็งหรือความร้อนจากกองไฟนั้นก็สามารถทำให้เรา "ทุกข์" กายและทุกข์ใจได้เช่นเดียวกัน
แต่เรามั่นใจอยู่แล้วว่าท่านจะ "ไม่หลง" ไปตามสิ่งสมมติต่าง ๆ อยู่แล้วเน๊อะ...
ต้องคอยตบตัวเองอยู่ตลอดนะ โดยเฉพาะเวลาที่มีคนมา "ชม" มาสรรเสริญ มาเยินยอ
คำด่าเราก็ยังรู้ว่าเป็นคำด่า รู้ว่าคำด่ามันไม่ดี รู้ว่าโดนด่าแล้วใจมันแฟ้บไปหมด
คำชมบางครั้งเรารู้ว่าเป็นคำชม แล้วเราทั้งหลายก็ชอบคำชมกันเสียด้วย เพราะรู้ว่าเวลาโดนชมแล้วใจมัน "พอง" ไปหมด
ระวังให้ดีนะ เรานี้จะ "ขนาบแล้ว ขนาบอีก"
จะท้อแท้หรือเปล่าน๊อ โดน "ขนาบ" มาก ๆ
เอาน่า เอาน่า ลองดูซักตั้งเน๊อะ
ต้องสร้าง "บารมี" กันหน่อย
ขันติบารมีและวิริยะบารมี เป็น "บามี" ที่ควรสร้างและควรมีให้กับชีวิตนี้
ความขยัน ความอดทน ความพากเพียร บากบั่น สิ่งทั้งหลายจะสร้างโจทย์เพื่อพัฒนา "ปัญญา"
ท่านมี "ศีล" ดีอยู่แล้วเราไม่ห่วง
เพราะเวลาคนเหนื่อย ๆ ท้อ ๆ หากไม่มีศีล ก็จะโดดไปทำความชั่ว
แต่ถ้าหากคนมีศีลดี ถึงแม้นเหนื่อยแค่ไหนก็จะต้อง "ธรรมรักษา"
คนมีศีลจะมี "ธรรม" ประจำใจ
บัณฑิตชนถึงแม้นเหนื่อยแค่ไหนก็ไม่ทิ้ง "ธรรม..."
ขอโอกาสแลกเปลี่ยน จากคำถามที่ว่า
ความเบิกบานใจนี่เป็นสินจ้างรึเปล่านะ ?
หนูว่าเป็น สินจ้างตัวสำคัญ ที่ใครหลาย ๆ คน ยอมพลีกาย
ที่จะทำงานเลยทีเดียว
หากทำงานได้เพียงแค่เงิน........ผลออกมา มีตั้งค์ แต่ขาดพลัง
ใจแห้งแล้งนาน ๆ ไป ก็จะเบื่อสิ่งที่ทำอยู่
หลายคนโหยหา........แต่ไม่ได้...... หลับหูหลับตา
ใช้เงินซื้อความเบิกบานแบบนอก ๆ เช่น ฟังเพลง ซื้อของสะสม มานอนดู
ซื้อธนบัตร มาอัดกรอบเล่น เบิกบาน แป๊บ ๆ ก็ ต้องหาใหม่
ความเบิกบานเป็นกำลังใจที่ดีในการสร้างงาน
แต่ไม่ได้มีไว้ให้โหยหา
เพราะถ้ามันเป็นหน้าที่ จะเบิกบานหรือไม่เบิกบานก็ต้องทำเจ้าค่ะ
(^___^)