การพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณ
หากว่าตามทัศนะที่ข้าพเจ้าได้ขับเคลื่อนในกระบวนการดังกล่าว
ผ่านวิถีการงานของตนเอง
ก็จะมีเป้าหมายไปที่ "สภาวะจิตเจริญ" ...
การที่จิตจะเจริญนั้น...
เราต้องรู้เข้าไปภายในดวงจิตนี้ของเราเสียก่อนว่าเป็นอย่างไร
นำดวงจิตเรานี้คลี่มาแผ่ออกมาดู...

อืม...ทำไมเราจึงมีความรู้สึกนึกคิดเช่นนั้นเช่นนี้ ไอ้เจ้าความรู้สึกนึกคิดเรานี่แหละส่งผลให้เราได้พูด ได้กระทำอะไรต่างๆ ออกมาอย่างมากมาย ภายใต้คำพูดและการกระทำของบุคคลสะท้อนถึงสภาวะแห่งความเป็นตัวตนเองของบุคคลนั้น แสดงถึงรากเหง้าอันเกาะกุมดวงจิตของบุคคลนั้นอยู่
การเรียนรู้แห่งสภาวะจิตนี้...เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน น้อมใจลงเบาเบา เรียนรู้ไปด้วยความใจเย็นที่จะรอหรือหยุดดูหยุดพิจารณาเหตุแห่งปัจจัยที่ก่อให้เกิดสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้
เมื่อวันที่ 16 -1 7 กันยายนที่ผ่านมาเราได้ร่วมการเรียนรู้แห่งวิถีภายในที่น้อมนำไปสู่ "วิถีแห่งการงานอันเบิกบาน"... เมื่อไรก็ตามที่เราปรารถนาอยากให้องค์กรของเราได้เกิดการพัฒนาเรามักเน้นมาที่บุคคล ดังนั้นหากว่าเน้นมาที่บุคคลเราก็พึงไปให้ถึงแก่นอันเป็นศูนย์ควบคุมการปฏิบัติการการดำเนินชีวิตไปเลย นั่นก็คือ "จิตใจ" เรียนเข้าไปให้รู้ให้ลึกให้ถึง...เข้าไปภายใน Mind & Spiritual อันเป็นรากเหง้าที่ครอบงำนำพาให้เราพูด กระทำ และแสดงออกถึงสิ่งต่างๆ มากมาย
กระบวนการเรียนรู้...ที่เราได้นำพากันนั้น
เป็นบรรยากาศสบายๆ นั่งนอน พูดคุย สำรวจตนเอง
ห้วงเวลาสองวัน เป็นสองวันที่ทุกคนใช้เวลาทำความรู้จักตนเอง เรียนรู้ตนเอง และการเคลื่อนเข้าไปสู่สภาวะแห่งธรรม"ชาติ" ด้วยความโชคดีที่วันที่สอง ได้รับความเมตตาจากพระอาจารย์พิทยา ทินนาโภ ... มาร่วมให้ได้รับโอกาสแห่งการเรียนรู้จิตวิญญาณ และการเข้าถึงพุทธศาสนาอย่างเนียนเป็นธรรมชาติ
ดั่งสายน้ำอันหลั่งไหลไป...ตามวิถี
กระบวนการเรียนรู้...เช่นนี้ต่างเป็นความแปลกใหม่...
เดิมทีนั้น คนทำงานมักคุ้นชินกับการมานั่งฟัง มานั่งรับข้อมูล
แต่สองวันนี้ เราได้ให้โอกาสให้ทุกคน...ได้น้อมนำกลับมาสู่ตนเอง
ค้นหาเข้าไป...ในตนเอง ทำความรู้จักต่อตนเอง อย่างง่ายและงาม
และการนำไปสู่การใช้ได้จริงในวิถีชีวิตประจำวัน
เมื่อสิ้นสุดวันแรก...
เราได้ถอดบทเรียน ... เป็นการที่ดีที่คนหนึ่งได้ค้นหาเมล็ดพันธุ์แห่งความดีความงามของตนเอง ในมุมที่ทั่วไปแล้วเรานั้นแทบไม่พูดถึง ไม่ให้ความสำคัญ แต่วันนี้การค้นหาความงามในจิตใจตนเอง ทำให้ self ของเราเองนั้นเข้มแข็ง ซึ่งความเข้มแข็งของ self นี้ทำให้เราสามารถมีภูมิต้านทางสภาวะที่มากระทบได้ ...
ก่อนที่จะทำให้ self เข้มแข็งได้นั้น เราต้องทำความรู้จักกับเขาก่อน
ความเข้มแข็งของ self ไม่ได้หมายถึงการนำพาไปสู่การหลงตัวเอง
แต่หากให้ตนเองได้รู้จักและเกิดการยอมรับในตนเอง
เมื่อยอมรับตนเองได้
ความดีเหล่านี้จะนำพาให้เราไปสู่การยอมรับในผู้อื่น
และสรรพสิ่งอื่นได้...ง่ายยิ่งขึ้น

เป็นความงาม ในการร่วมกันค้นหาเมล็ดพันธ์แห่งความดีของตนเอง และเรียนรู้ที่จะให้น้ำ ให้ปุ๋ยต้นไม้ของตนเองและไม่ลืมที่จะให้น้ำให้ปุ๋ยต้นไม้ของผู้อื่นที่อิงแอบ เกี่ยวพันกันทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้นเราจึงร่วมกันเรียนรู้ว่าน้ำที่ใช้รดควรมาจากสายธารแห่งน้ำใจหรือหยาดฝนอันชื่นฉ่ำใจ หาใช่น้ำร้อน หรือน้ำสกปรกใดๆ ที่ตัวเราเองก็ไม่ต้องการสัมผัส ขอบพระคุณอาจารย์ผู้มากล้นด้วยน้ำใจที่มาร่วมแบ่งปัน เหนี่ยวนำให้เราไม่ลืมว่า ในตัวเรามีเมล็ดพันธ์แห่งความดีอยู่ และสอนให้เราให้น้ำให้ปุ๋ยเมล็ดพันธ์แห่งความดี วัชพืชอันมีปะปนมาบ้าง ก็เพิกเฉยซะอย่าให้อาหารเขา อย่าทำร้ายเขา แล้วเขาก็จะจากไปเอง ภาพสุดท้ายเป็นภาพของบัวที่มีกำเนิดจากโคลนตมอันเน่าเหม็นแต่ดอกบัวไม่เคยปล่อยให้ตนเองแปดเปื้อนโคลนตม และบัวก็ไม่เคยยอมจำนนกับปัญหาและอุปสรรคใดๆ บัวยืดตัวขึ้นรับแสงอรุณของวันใหม่และพร้อมจะคลี่กลีบยิ้ม แบ่งปันความสดชื่นแจ่มใสแก่ผู้พบเห็นอยู่เสมอ
ขอบคุณบุญที่นำพาให้เราได้พบและเรียนรู้จากกัน
ด้วยความขอบคุณ จากใจ
จิตเจริญเหรอ...? ประเด็นนี้น่าคิด
จิตจะเจริญได้ต้องมีอะไรบ้างหนอ...?
จะว่าไปที่จริงแล้วจิตเขาก็อยู่ของเขาเฉย ๆ แต่ที่เรารู้สึกว่าจิตนี้มันเสื่อมก็เพราะ "กิเลส" มันจรเข้ามาบดบัง
ดังนั้นจิตจะกลับมาสว่างไสวและ "เจริญ" ได้ต้องกำจัด "กิเลส" ที่มันมาบดบัง "จิต" นี้ออกไปให้ได้
การที่จะขจัด "กิเลส" ออกไปได้จะตั้งมั่นคงใจ "ศีล"
การที่จะมั่นคงในศีลได้จะตั้งมีพระรัตนตรัยเป็น "สรณะ (ที่พึ่ง)"
คนที่จะมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งได้จะต้องมี "สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ)"
เขียนไปเขียนมา ชักเริ่มดูยุ่งยากจัง
เดี๋ยวแทนที่จิตจะเจริญ กลับกลายเป็นจิตต้อง "หลง" เพลิดเพลินไปกับ "วิชาการ"
เอาเป็นว่า "คิดดี พูดดี ทำดี" ก็น่าจะพอเน๊อะ...
เข้ามาบ้านคุณกะปุ๋ม แล้วได้รับจิตปัญญา นำกลับมาทบทวน ฝึกหัด แต่งจิต ตัดใจ ทำให้นิ่งขึ้นครับ
จริงๆ แล้ว...
จิตมันก็เป็น "จิต" อยู่สภาวะอย่างนั้นแหละ...
มันไม่ได้มีเสื่อมมีเพิ่มหรอก หากแค่เปรียบเปรย...ให้เป็นการเคลื่อนไปของจิตเท่านั้น
จิตเดิมแท้...ก็ยังเป็นเพียงจิตเดิมแท้ เพียงแต่ว่ามันจะมีอะไรมาโอบอุ้ม หรือเกาะเกี่ยวไว้ (กิเลส) ไว้มากน้อยเพียงใด ... เส้นทางแห่งการขัดเกลาจิต ก็คือหนทางที่ทำให้สิ่งที่มันมาโอบอุ้มจิตนี้ จางลง น้อยลง...
แต่ก็ต้องเริ่มต้นด้วยอะไร ...
อาจด้วยศรัทธาที่ท่านว่า หรือความคิดความเห็นต่อเรื่องนี้ที่ถูกที่ควร กระบวนการของการเริ่มขัดเกลาจิตนี่ก็จะมีเริ่มขึ้น หากว่าไอ้เจ้าความคิดความเข้าใจไม่เกิดขึ้น คนเรานั้นก็ไม่อยากที่จะขัดเกลาจิตใจอะไรของตนเองเลย
เอา "จิต"...มาขัดมาเกลา
มันจะเหมือนเอาขัดเงินขันทองมาขัดไหมน๊า...?
วิธีการหากเปรียบเปรยก็น่าจะคล้ายกันน่ะนะ
คือทำให้ผ่องขึ้น ไม่หมอง ดูแล้ว อืม...ขันนี่ดูแวววาวดีนะ
ก็คงจะเปรียบเปรยได้ว่า "ดวงจิต" มาขัดมาเกลา (พัฒนา = ดีขึ้นกว่าเดิม) นี่ก็จะสว่าง ไสว ไม่ขุ่น ไม่มัว ไม่หมอง...น่ะนะ..
ถูกต้อง ถูกต้อง ถูกต้อง...
เพชรอย่างไรมันก็เป็นเพชร
ครั้งก่อน ดิน เลน มันพอกอยู่นอกเพชร คนเราก็เลยไม่รู้ว่าเป็นเพชร
คนที่เห็นคุณค่าก็จับมาล้าง ล้างด้วย "ศีล" แล้วก็เห็นเป็น "เพชร" แล้ว
แต่เพชรก้อนนั้นก็ยังไม่สวย ไม่แวววาว คนเราก็ต้องจับมาเสริม เติมค่าด้วยการ "เจียระไน" เจียรไนด้วย "ปัญญา"
รากฐานของ ศีล สมาธิ และปัญญา อยู่ที่การกระทำดี คิดดี พูดดี
ต้องคิด ต้องพูด ต้องทำ ด้วยรากฐานแห่งความ "เสียสละ"
ความดีและความเสียสละนั้นจะเป็น "พลัง" สามารถนำไปล้างหินและเจียระไนเพชรเม็ดนั้นให้สวยงาม...
ทำอย่างไร...ผู้คนจึงจะมองเห็นได้ด้วยตาในของตัวเองน๊าว่า..มีเพชร?
ยิ่งคนหน้างานโดยแล้ว หากว่า นี่น่ะการงานน่ะเป็นเส้นทางแห่งการฝึกฝนตนให้เบิกบานผ่องแผ้ว...เป็นหนทางแห่งการนำพาตนเองไปสู่สภาวะของความเป็นอิสระ...
อิสระที่ไม่ได้หมายความว่าล่ะทิ้งทางการกระทำ ...
หากแต่ละออกจากการยึด...ยึดอยู่ในอารมณ์ต่างๆ นานา
ทำอย่างไรหนอ?...คนหน้างานจะได้ตื่นและลุกขึ้นมาเจียรไน เพชรที่มีอยู่ในตัวตนเองนะ
เอาน่า...หากว่าเรายังมีกำลังนำพา
ก็พึงนำพาทำหน้าที่ตัวเอง...อันเป็นหน้าที่ทำให้ดูทำให้เห็น...เพื่อบอกว่า เส้นทางแห่งการงานที่ประกอบด้วยความตั้งใจในการทำงาน ความอดทนต่อสภาวะบีบคั้นแห่งการงาน ที่สุดแล้วเพียรขยันมุ่งมั่นต่อการงานแล้ว ความคุ้มค่าที่เกิดน่ะจะปรากฏอยู่ที่ดวงจิตดวงใจของเรา ...
ทำให้ดู ทำให้เห็น ทำให้เป็นอีกหนึ่งแบบอย่าง...
เชื่อแน่ว่า...บุคคลผู้ถึงพร้อมจะมองเห็นและก้าวเดินไปพร้อมกับเรา อันเป็นการก้าวเดินเพื่อละออกจากความเห็นแก่ตัว...
โอ้หากเราสามารถพาแต่ละคน
มองเข้าไปสู่ภายในแห่งจิตใจตนเองได้
เป็นอะไรที่น่าทึ่งมาก ๆ
เพราะคนจำนวนมาก ประสบปัญหา เบื่องานประจำ
รู้สึกว่าจำเจ และไม่เกิดประโยชน์
ขาดคน (อื่น) มาชื่นชม เลยพลอยหมดกำลังใจ
เลยตั้งกระเสือกกะสน ดิ้นรนไปหาความสุข
จากที่อื่น ที่ไม่ใช่งาน
โดยส่วนใหญ่ก็ไป ช๊อปปิ้ง เที่ยว เตร่
หาความสุขชั่วคราว ที่พ่วงมาด้วยความทุกข์มากมาย
แต่เมื่อใดที่ใครคนนั้นสามารถมองย้อนเข้าไปในใจตนเอง
ก็จะเห็นความเบิกบาน
แล้วมีปัญญา ถึงพร้อมด้วย กำลังศรัทธาอันเต็มเปี่ยม
ที่จะสร้างงาน เพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มากต่อไป
ตามมาอ่าน
และได้ตรึกตรอง
กลับไปย้อนดูตัว
ระลึกถึงค่ะ
กลับมาเก็บแก่นธรรมของวันนี้ เก็บได้ที่ความเห็นแรกของท่านสุญญตา
"จะว่าไปที่จริงแล้วจิตเขาก็อยู่ของเขาเฉย ๆ แต่ที่เรารู้สึกว่าจิตนี้มันเสื่อมก็เพราะ "กิเลส" มันจรเข้ามาบดบัง ดังนั้นจิตจะกลับมาสว่างไสวและ "เจริญ" ได้ต้องกำจัด "กิเลส" ที่มันมาบดบัง "จิต" นี้ออกไปให้ได้ การที่จะขจัด "กิเลส" ออกไปได้จะตั้งมั่นคงใจ "ศีล" การที่จะมั่นคงในศีลได้จะตั้งมีพระรัตนตรัยเป็น "สรณะ (ที่พึ่ง)" คนที่จะมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งได้จะต้องมี "สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ)"
คิดตามแล้ว สว่างวาบในใจเลยค่ะ สาธุงามๆเจ้าค่ะ
เมื่อสักครู่ระหว่างเดินทางมา "วังน้ำเขียว" ก็นั่งครุ่นคิดอยู่เป็นนานสองนานว่าจะทำอย่างไรนะคนเราถึงจะเห็น "เพชร" ภายในตัวเองได้
พอรถของ "เฮียหมู" เดินทางเข้าเขตจังหวัดนครราชสีมาก็ "ปิ๊ง" ขึ้นมาว่า "ต้องอ่านตัวเอง" เยอะ ๆ
คนเรามองไม่เห็นเพชรในตัวเองก็เพราะมัวแต่ไป "เรียน" ไป "อ่าน" ชาวบ้านอยู่
เสียเวลาไปกับการเรียนหนังสือ ไป "อ่าน" หนังสือเยอะ แล้วใช้เวลา "อ่านตัวเอง" น้อย
การอ่านตัวเองนั้นจะทำให้รู้จัก "ตัวเอง"
เมื่ออ่านตัวเองมาก ๆ ก็จะเห็น สมรรถภาพ ประสิทธิภาพ อันเป็น "เพชรแท้" ภายในจิตใจ
โดยเครื่องมือที่สำคัญที่จะช่วย "อำนวยความสะดวก" กระตุ้นก็คือ Gotoknow
สังคม G2K เป็นสังคมที่สามารถช่วย สามารถกระตุ้นให้เรา "อ่านตัวเอง"
เราสามารถเขียน สามารถสกัด สามารถวัดตัวเองได้จากการเขียน "บันทึก" ใน G2K แห่งนี้
ต้องอ่านตัวเองแล้วสกัดออกมาเป็น "บันทึก" ให้ได้
ทำไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องกลัวผิด กลัวพลาด คิดอะไรได้ก็เขียนออกมา สกัด "จิต" ณ เวลาที่ตนเองคิดออกมา
แล้วเพชรแห่งจิตนี้จักงดงามตาม "พระธรรม..."
ป.ล. ตอนนี้ต้องรีบตอบ รีบพิมพ์ เพราะว่าตอนนี้มาถึงวังน้ำเขียวแล้ว และก็จะต้องกลับแล้ว
มาเหยียบแผ่นดินแล้ว คืนนี้ก็ต้องกลับเข้ากรุงเทพฯเลย
ระหว่างเดินทางกลับก็จะคิดต่อไปเรื่อย ๆ
แต่การคิดแล้วมาพิมพ์อีกรอบหนึ่ง ไม่ค่อยปิ๊งเหมือนกับพิมพ์สด ๆ แต่ก็จะพยายามเก็บความคิดที่คิดได้ในระหว่างทางไว้ให้ได้มากที่สุด...