วาสนา บารมีแต่ละคนอาจมีไม่เท่ากันและไม่เหมือนกัน
เจริญพร สมาชิกและผู้อ่านทุกท่าน
วาสนา กุศลกรรมที่ทำให้ได้รับ ลาภยศ สรรเสริญ
บารมี คุณความดีที่ควรบำเพ็ญ คุณสมบัติที่ทำให้ยิ่งได้
วาสนาและบารมีของคนเรานั้น เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง และเป็นไปได้จริง ซึ่งแต่ละคนต่างได้สั่งสมบุญไว้ ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบัน โดยแต่ละคนนั้น อาจมีไม่เท่ากันและไม่เหมือนกัน ตามแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคนที่ได้กระทำมา
ตั้งแต่ตัวเราได้เกิดมาจนถึงปัจจุบัน คุณงามความดีที่เป็นกุศลกรรมทั้งหลาย ต่างได้แสดงหน้าที่ให้เราได้เห็นเป็นประจักษ์อยู่เสมอ
คนเรานั้นทุกคนเหมือนกันก็จริงอยู่ แต่จิตใจและพฤติกรรมหาได้เหมือนกันไม่ ดังคำที่เป็นสำนวนไทยกล่าวไว้เอาว่า
"แข่งเรือแข่งพายแข่งได้ แข่งบุญวาสนาบารมีแข่งกันไม่ได้"
กราบนมัสการพระอาจารย์ "แข่งเรือแข่งพายแข่งได้ แข่งบุญวาสนาบารมีแข่งกันไม่ได้" ระลึกไว้เสมอ ช่วยให้จิตใจผ่องใสขึ้นทุกข์น้อยลง ขออภัยพระอาจารย์ด้วยครับ เข้าระบบไม่ได้
เจริญพร โยมหนุ่มกร
บางครั้งอาตมาก็เข้าระบบไม่ได้เช่นกัน ทั้งที่พิมพ์รหัสผ่านถูกต้อง
เจริญพร
กราบนมัสการเจ้าค่ะ
เป็นบุญวาสนาที่ได้มารับฟังธรรมะเจ้าค่ะ
อย่างนี้ใช้คำถูกต้องไหมเจ้าคะ
กราบนมัสการ เจ้าค่ะ
กราบนมัสการพระคุณเจ้า พระปลัด
เจริญพร โยมหมอรุ่ง
การได้ฟังธรรมตามกาลเวลา จัดเป็นมงคล(บารมี)อย่างหนึ่ง
และโยมหมอก็มีบุญบารมีวาสนาได้เกิดทันพบพระพุทธศาสนาด้วย
เจริญพร
เจริญพร โยมครูอิง
การที่คนบางคนทำตัวไม่ดี แต่มีวาสนาดีนั้น ความจริงการกระทำอันเป็นบุญหรือบาปนั้น
วิบากแห่งกรรมย่ิอมติดตัวบุคคลผู้กระทำกรรมนั้นไป ดุจเงาที่ติดตามตัวบุคคลไปเสมอฉันใีด
ต่อเมื่อได้กาลโอกาสแล้ว จึงจะปรากฏออกมาให้ผลแก่บุคคลผู้เป็นเจ้าของกรรม เปรียบ
เหมือนดอกและผลแห่งต้นไม้ เมื่อถึงฤดูกาลของมัน ก็จะผลิดอกออกผลให้เห็นฉะนั้น
เจริญพร
selamat hari raya aidil fitri
เจริญพร โยมเบดูอิน
ขอบใจคุณโยมมากที่แวะเข้าบันทึกนี้
เจริญพร
กราบนมัสการค่ะ
วาสนา บารมีย่อมเกิดจากคนผู้นั้นได้กระทำไว้ทั้งในชาตินี้และชาติอื่น ๆ
คนมักชอบกล่าวว่า "แข่งเรือแข่งพายแข่งได้ แข่งบญวาสนาบารมีแข๋งไม่ได้" นี้ คนไม่มีรากมองคำสอนนี้ใน 2 นัยยะคือ
- สังคมไทยสอนให้เรารู้จักไม่อิจฉาริษยาและมีมุทิตาจิตต่อผู้ที่ได้ดีกว่าเรา....
- แต่ในขณะเดียวกัน ทำให้บางคนไม่กล้าที่จะต่อสู้ในสิ่งถูกต้อง ยอมจำนนต่อบางสิ่ง ด้วยเหตุนี้ คนไม่มีรากจึงคิดว่า...ต้องตีความใหม่ให้ดีให้ถูกตรง... นั่นคือ ต้องรู้จักยินดีกับผู้ที่ได้ดีกว่าเรา มีน้ำใจ แต่ต้องกล้าแข่งในการที่จะสะสมวาสนาบารมีในปัจจุบันด้วยค่ะ
เพราะ...แค่ชั่วนาทีเดียวที่ผ่านไปก็กลายเป็น...อดีตชาติของเราไปแล้ว
สาธุค่ะ
เจริญพร โยม คนไม่มีราก
หากทำได้อย่างที่คุณโยมบอกว่า"ต้องรู้จักยินดีกับผู้ที่ได้ดีกว่าเรา" นั่นก็เป็นการสร้างบารมีให้แก่เราอย่างหนึ่งเช่นกัน
แต่จะมีใครกี่คนที่ทำได้เช่นที่คุณโยมว่ามาได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย
เจริญพร
นมัสการค่ะ
กลับมาอ่านอีกครั้งค่ะ และเห็นจริงด้วยดังท่านว่าค่ะ..."ต้องรู้จักยินดีกับผู้ที่ได้ดีกว่าเรา" เป็นเรื่องที่ปุถุชนที่ย้งต้องข้องอยู่กับ โลกธรรมแปด นี้ ทำได้ยาก เพราะเราย่อมรู้สึกว่าเราทำดีแล้ว เราควรได้ดีสิ...
คนไม่มีรากคิดว่า...อุปนิสัยใด ๆ ก็ตามอยู่ที่การสั่งสมและฝึกฝน ...
ดังนั้นแม้ยาก ก็ควรพยายามทำ เพื่อวันหนึ่งอุปนิสัยดีงามนี้จะได้เติบโตงดงามและเกื้อกูลตัวเองและสังคมโลกได้ค่ะ
สาธุ
เจริญพร โยม คนไม่มีราก
เป็นกัลยาณปุถุชนก็คงไม่พ้นไปจากโลกธรรมแปด
หากยังคงเป็นปุถุชนอยู่ก็คงอยู่คู่กับโลกธรรมแปดไปอีกนานเท่านาน
เจริญพร
กราบนมัสการค่ะ พระอาจารย์ ใช่เลยนะคะคนเราบางคนเกิดมาทั้งเก่ง ทั้งรวยล้นฟ้า เพราะสะสมบุญบารมีมาต่างกัน เด็กบางคนเกิดมาพร้อมกับโรคร้ายแรง
ดอกไม้คือพลังดีๆให้แก่ชีวิต ชอบดอกไม้มากค่ะ เลยหามาปลูกไว้ชมค่ะ
เจริญพร โยม แดง
อาตมาเห็นว่าดอกบัวเป็นพันธุ์ไม้(น้ำ)ให้ข้อคิดในแง่ที่ว่าดอกบัวเกิดจากโคลนตมที่ต่ำแต่สามารถชูดอกขึ้นมาเหนือน้ำได้
เปรียบเหมือนคนเกิดจากตระกูลต่ำแต่สามารถยกฐานะขึ้นสูงได้เพราะการศึกษา
เจริญพร
กราบนมัสการค่ะ
วาสนาสูงทำให้มีความสุขจริงค่ะ
มาอ่านธรรมะเพื่อจรรโลงจิตค่ะ
สาธุ
เจริญพร โยม ครูจิ๋ว
วาสนาสูง อาจทำให้มีความสุขจริง แต่ก็มักจะติดสุขจนเกิดทุกข์ได้อีก
เจริญพร
กราบนมัสการพระอาจารย์ครับผม
อยากรู้ว่าวาสนาและบารมีเหมือนหรือต่างกันอย่างไรครับ
กราบนมัสการพระอาจารย์การแบ่งโภคะออกเป็น4ส่วนหรือหลักการแบ่งทรัพย์
ในทางพระพุทธศาสนาเรียนหลักธรรมนี้ว่าอย่างไรครับและมีอะไรบ้างครับ
พระไตรปิฎกแต่เดิมจัดอยู่ในรูปของอะไรและมีการแตกแยกออก
เป็นพระไตรปิฎกเมื่อใดและได้รวบรวมอย่างสมบูรณ์ในสมัยของใคร
เจริญพร โยมวิชิต
อาตมาขอตอบไปตามความรู้เล็กๆน้อยๆเท่าที่มีและค้นมาจากตำราให้คุณโยมทราบ คำว่า วาสนาและบารมีนั้น เป็นคำที่แยกกันจริงแต่มีความเกี่ยวเนื่องกันด้วย อย่างวาสนาต่ำต้อย เราสามารถปฏิบัติเพื่อให้ มีวาสนาสูงได้
ส่วนหลักโภคทรัพย์นั้นในหนังสือ นวโกวาท หมวดคิหิปฏิบัติ มีอยู่ 5 อย่างคือ
1. การเลี้ยงตัวเอง และมารดา บิดา บุตร ภรรยา บ่าวไพร่คนรับใช้ ให้เป็นสุข
2. เลี้ยงพรรคพวกเพื่อฝูงให้เป็นสุข
3. บำบัดอันตรายที่เกิดแต่เหตุต่างๆ เช่นรักษาพยายาลและอื่นๆ
4. ทำพลี 5 อย่างคือ ญาติพลี สงเคราะห์ญาติ อติถิพลี ต้อนรับแขก ปุพพเปตพลี ทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย ราชพลี ถวายเป็นหลวง ความหมายถึง การเสียภาษีเงินได้ประจำ เทวตาพลี ทำบุญอุทิศให้เทวดา
5. บริจาคทานให้สมณะผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ
ข้อสุดท้ายอาจยาวไปหน่อย สมัยหลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว พระอรหันต์สาวกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านพระอานนท์และพระอุบาลี ได้จำพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าบัญญัติแล้ว ด้วยการจำสืบๆกันมา คือท่องจำปากเปล่ากัน
เอารวบรัด พอหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วได้ 236 ปี พระมหินทมหาเถระเจ้า ผู้เป็น พระราชโอรสของพระเจ้าอโศกมหาราช ได้นำพระธรรมวินัย ไปประดิษฐาน ในประเทศศรีลังกาแล้ว พุทธบริษัทชาวสิงหลที่ได้จำพระธรรมวินัยมาโดยมุขปาฐะ(จำด้วยการท่อง) คิดเห็นว่า กาลต่อไป คือหลังจาก 500 ปี ที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว พระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย มองเห็นความเสื่อมถอยทางปัญญาของคนรุ่นต่อไป คือไม่มีใครท่องจำกันด้วยปากเปล่าแล้ว
จึงได้จัดประชุมกันลงมติ ให้เขียนพระธรรมวินัย เป็น ตัวอักษร จารึกลงในใบลาน ชาวพุทธถือว่า เป็นการ สังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ 4 ซึ่ง กระทำ ณ ประเทศศรีลังกา ต่อมาภายหลัง นักปราชญ์ผู้แตกฉานพระไตรปิฏก ได้แต่ง คัมภีร์อรรถกถา คัมภีร์ฎีกา เพื่อให้ ง่ายต่อผู้ที่ต้องการศึกษาพระธรรมวินัย จนพระพุทธศาสนา ได้เจริญรุ่งเรือง มาจวบจนถึงคนรุ่นเราและรุ่นต่อๆไป.
เจริญพร