บุณยกร
พระ บุณยกร พัฒนาศรัทธาพร

อนาคตอยู่ในกำมือเราเอง


 

เมื่อได้จากบ้านมาอยู่หอพักนักศึกษาที่ต่างจังหวัด ถึงแม้ทางเดิน จะมีนักศึกษาพลุกพล่าน เสียงทีวี กีต้าร์ เสียงเพลง แว่วมาจากห้องพัก แต่ก็ไม่ช่วยให้ความเหงา ความคิดถึงพ่อแม่ คลายลง

นคร รับจดหมายที่เพื่อนนักศึกษาหยิบจากตู้รับชั้นล่าง ขึ้นมาส่งต่อให้ ขอบคุณเพื่อน แล้วรีบไป เปิดอ่านในห้อง อย่างดีใจ

"นครลูกรัก จดหมายของลูกที่ส่งมาเมื่อหลายวันก่อนนั้น พ่ออ่านดูแล้ว อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ พ่อรู้สึกว่า ลูกโตเป็นหนุ่ม แต่ร่างกายเท่านั้น ส่วนจิตใจความนึกคิดนั้น ยังไม่เป็น ผู้ใหญ่เลย พ่อเกรงว่า ค่านิยมที่จัดจ้านไปในเรื่องกาม จนเกินขอบเขต ของนักศึกษา ส่วนใหญ่นั้น จะทำให้ลูก เห็นดีเห็นชอบไปด้วย ลูกต้องระวัง! พ่อเป็นห่วงจริงๆ

"พ่อยังจำได้ พระท่านเทศน์ว่า "เช้าวันหนึ่ง พระพุทธเจ้าออกบิณฑบาต นางจิญจมาณวิกา เห็นพระพุทธเจ้า แล้วคิดว่า เราเป็นลูกเศรษฐี มีความสวยเป็นเลิศในแคว้นนี้ ชายผู้กำลัง บิณฑบาต งามพร้อมไปทุกอย่างนี้แหละ ควรจะเป็น คู่ครองของเรา นางจิญจมาณวิกา จึงเดินตรงเข้าไปหา พูดขึ้นว่า "ท่านผู้รูปงาม ขอท่านได้แต่งงาน กับหม่อมฉันเถิด" พระพุทธเจ้า ตรัสว่า "อาตมาเป็นนักบวช ความใคร่ยินดี ในเรื่องกามราคะนั้น หมดสิ้นแล้ว อย่าว่าแต่ จะให้ไป แต่งงาน กับเธอเลย เธอเปรียบดั่งกองคูถ ในฤดูฝน แม้แต่ปลายเท้า ของอาตมา ก็ยังไม่อยาก จะแตะเลย"

"นางจิญจมาณวิกาได้ฟังดังนั้น ความโกรธแค้นก็เข้าโถมทับจิตใจทันที

"นางจึงวางแผนร้าย โดยเข้าไปกราบพระพุทธเจ้าอยู่บ่อยๆ แล้วนำเอาไม้วงกลม มาผูกไว้ที่ท้อง ประหนึ่งว่า มีท้องกับ พระพุทธเจ้า กล่าวร้ายต่อสาธารณชน พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า 'เรื่องนี้ มีเธอกับเรา สองคนเท่านั้นที่รู้กัน' นางจิญจมาณวิกา ได้ฟังจึงรู้สึกบาดหัวใจ กระโดด เต้นเร่าๆ ไปมา ไม้ที่ผูกเอาไว้ที่ท้อง จึงหลุดออกมา

"ตอนแรก นางจิญจมาณวิกา คิดนึกรักพระพุทธเจ้าสุดหัวใจ ครั้นผิดหวัง กลับโกรธเกลียด เต็มหัวใจ จนคิดล้มล้าง ท่านเลย

"ค่านิยมของหญิงสาวในยุคนี้ได้แปรไป ฝ่ายหญิงมักไปจีบผู้ชายเอง นับว่าผิดประเพณี อย่างร้ายแรง ที่เดิมทีฝ่ายชาย เป็นฝ่ายเสนอตัว เมื่อฝ่ายหญิงไม่สนองตอบ ก็จะจบลงแค่นั้น แต่ในยุคที่ฝ่ายหญิง ไปหาผู้ชาย ฝ่ายชายส่วนใหญ่ มักจะฉวยโอกาสทำลาย แล้วทิ้ง โดยไม่ไยดี

"ผู้หญิงจึงมักจะผิดหวังมากกว่าสมหวัง

 

"พ่อจึงอยากจะขอเตือนลูกเอาไว้ก่อน เพราะเรื่องกามตัณหาไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย มันมีพลัง ร้อนแรง ยิ่งกว่าไฟ แม้แต่หมู่สัตว์ เดรัจฉาน เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ เช่นพวกวัวควาย ถึงกับลืม กินหญ้า วิ่งตามกันเป็นฝูงทั้งวัน เพื่อหาจังหวะ ชิงผสมพันธุ์

"ลูกจงสำนึกอยู่เสมอว่า เราอยู่ในวัยเรียนเอาวิชาความรู้ ถึงแม้จะอยู่ในวัย เจริญพันธุ์ แต่ยัง ไม่พร้อม ที่จะเป็น ผู้นำครอบครัว ยังไม่ฉลาดพอ ที่จะเป็นพ่อของลูก

"ที่พ่อยกเอาเรื่องนางจิญจมาณวิกามาเล่าให้ฟัง ก็เพื่อให้ลูกได้คิดถึงผลร้าย ที่จะตามมา ในภายหลัง แค่เพียงถ้อยคำ ที่ไม่สบอารมณ์ ก็สามารถแปรเปลี่ยนความรัก เป็นความชิงชังได้ นับประสาอะไร กับการที่ลูก หรือหนุ่มคนอื่น ได้ไปล่วงเกิน ทำลายหญิงสาว ที่มาหลงรัก จนย่อยยับ แล้วไม่รับผิดชอบอะไร ผู้หญิงคนนั้น จะไม่โกรธแค้น อาฆาต ไปจนตาย มันเป็น บาปกรรม ที่น่ากลัวจริงๆ

"พ่อได้ฟังชาวบ้านเล่าว่า ส่งลูกไปเรียนที่กรุงเทพฯ หกปีแล้ว แต่ก็ยังเรียนไม่จบ ส่งเงินไปให้ ไม่ต่ำกว่าเดือนละ ห้าพันบาท หากเอาเงินส่วนนี้ มาซื้อที่ทำนา คงจะได้ที่ดิน ถึงสิบกว่าไร่ อีกคนหนึ่ง บ่นให้พ่อฟังว่า ทุกวันนี้ แทบจะไปไหนไม่ได้ เพราะลูกชาย เรียนอยู่ที่วิทยาลัย ส่งหลานมาให้เลี้ยง

"ฉะนั้นลูกต้องตั้งใจเรียนให้จบ เพราะลูกยังโชคดีกว่าอีกหลายๆ คนในหมู่บ้าน ที่ไม่มีโอกาส ได้เรียนต่อ อนาคตนั้น อยู่ในกำมือของลูกเอง หากไปติดยา ผลที่ได้รับ คือเข้าไปอยู่ในคุก หรือสมองเสื่อม เป็นบ้าไปตามฤทธิ์ของยา หากลูก ชอบเที่ยวสำส่อน ลูกก็จะติดโรคเอดส์ ตายจากไปก่อนวัยอันควร

"หรือมิฉะนั้น ก็พลาดพลั้งอุ้มลูกมาให้พ่อแม่เลี้ยงก่อนเรียนจบ รอเป็นผู้ใหญ่ มีความรับผิดชอบ เพียงพอ เสียก่อน ค่อยคิดเรื่อง มีครอบครัวได้ ขอย้ำ ! อย่าทำให้พ่อแม่ผิดหวังเป็นอันขาด"

นครอ่านจดหมายของพ่อจบลง แล้วนั่งนิ่งสูดหายใจยาว คิดสรุปเนื้อหา ข้อความของพ่อ ที่เขียนส่งมา การพนัน พ่อไม่พูดถึง เรื่องยาเสพติด โรคเอดส์ พ่อพูดถึงเล็กน้อย แต่เรื่อง ชิงสุกก่อนห่าม พ่อได้เน้นห้ามปราม มาชัดเจน

นครเข้าใจบทบาทของนักศึกษาว่า ต้องตั้งใจเรียน เรื่องความรัก หยุดพักเอาไว้ก่อน ให้ชีวิต ดำเนินไป ตามลำดับขั้นตอน แล้วอะไรๆ ก็จะดีไปแทบทุกอย่างจริงๆ เรื่องชู้สาวนั้น จะเป็นประตู ด่านแรก ที่ล่อใจนักศึกษา ให้ก้าวออกไปสู่ค่านิยม ฟุ้งเฟ้อสารพัด ซึ่งเป็นต้นเหตุ ของการใช้จ่าย ที่ฟุ่มเฟือย และยังส่งผล ให้ใจแตก นำพาให้ละทิ้งการเรียน การเรียน ตกต่ำ เราเป็นนักศึกษา ไม่ใช่นักรัก ต้องทำหน้าที่เรียนให้จบ


นครย้ำเตือนตนอยู่ในใจ


 

ข้อมูลจากน.ส.พ.เราคิดอะไร ฉบับที่ ๑๔๗ ตุลาคม ๒๕๔๕)

หมายเลขบันทึก: 298247เขียนเมื่อ 16 กันยายน 2009 20:16 น. ()แก้ไขเมื่อ 16 พฤษภาคม 2012 20:24 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (4)

นมัสการค่ะ

ไม่ได้เข้ามากราบท่านนานมากแล้ว เพราะมีเวลาจำกัดค่ะ

อ่านแล้ว...คิดต่อไปได้อีกมาก และเห็นจริงดังที่พ่อได้สอน "นคร" จริง ๆ ค่ะ

ปัจจุบันเด็กวัยรุ่นเรียนชั้นประถม โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงจะต้องมีแฟน ที่ตัวเองต้องไปจีบเอง มาเก็บเป็น "บันทึกส่วนตัว" โดยอ้างว่า ปัจจุบันผู้ชายมีน้อยกว่าผู้หญิง (ผู้ชายแท้ยิ่งน้อยไปอีก เพราะกลายเป็นชายประเภทสองไปอีก)

หลานชาย (เรียนมหาวิทยาลัยปี 2) เล่าว่า เพื่อนผู้หญิงที่เรียนด้วยกัน มาขอเป็น "แฟน" แต่หลานชายบอกว่า...แม่บอกยังไม่ให้มีแฟนจนกว่าจะเรียนจบมีงานทำ ...เพื่อน ๆ หัวเราะใหญ่เลยค่ะ

สังคมเปลี่ยนไปมากจริง ๆ เราคงต้องสอนเด็ก ๆ ของเราให้มีความคิดถูกต้อง โดยไม่ตกเป็นทาสของกระแสสังคม

สาธุค่ะ

ธรรมสวัสดีโยมคนไม่มีราก

อนุโมทนาสาธุกับโยมด้วย

ที่แวะมาเยี่ยมเยือนพร้อมด้วย

ความเห็นที่ทำให้เกิดการฉุกคิด

เพื่อการสร้างค่านิยมที่ดีงาม

แก่สังคม วัยรุ่น วัยเรียน

ธรรมรักษา

 

นมัสการพระคุณเจ้า

ได้ข้อคิดในยามเช้าวันนี้เจ้าค่ะ

ว่าทำไม่พ่อของนครจึงปรามเรื่องชิงสุกก้อนห่ามมากกว่าเรื่องอื่น

เรื่องอื่นๆถ้าเดิดความเสียหาย ก็เกิดกับตนเอง กับครอบครัวตนเอง แต่เรื่องนี้ ถ้าเสียหาย นอกจากบุคคลดังกล่าวแล้ว ยังเสียหายถึงบุคคลในครอบครัวอื่น

รวมถึงอาจจะเสียหายต่อ ผู้ที่จะมาร่วมครอบครัว สืบตระกูลต่อจากเราด้วย

ขอบพระคุณเจ้าค่ะ

ธรรมสวัสดีโยมณัฐรดา

อนุโมทนาบุญกับโยมด้วย

ที่แวะเข้ามาเยี่ยมเยือน

ขอให้มีความสุข ความเจริญ

ธรรมรักษา

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี