"เวลาพูดออกมาจากใจ แล้วมันจะเข้าถึงใจของคนอื่น..."

สิ่งที่ผมได้ไอเดียจากงาน "สานจิตรเสวนา" อีกประการหนึ่งก็คือ รูปแบบของการพูดคุย

แม้บนเวทีห้องแกรนด์  การที่คน 5-6 คนขึ้นไปนั่งบนเวทีพร้อมกัน  ดำเนินการพูดคุยโดยไม่ต้องแนะนำตัวอะไรมาก  เริ่มด้วยการเรียกหัวใจตัวเองคืนมา  ด้วยการฟังเสียงบรรเลงขลุ่ยสดๆ   มีน้ำเสียงนุ่มๆ เบาๆ คลอเคียงและสลับกับเสียงขลุ่ย  จากนั้น ใครจะพูดอะไร หรือความประทับใจอะไร จากเหตุการณ์สนทนาที่ผ่านมา ก็ใคร่พูด แถมมีการเกริ่นด้วยว่าอาจจะมีคนที่นั่งอยู่ไม่ได้พูดเลยก็ถือว่าไม่เป็นไร

แต่ละคนที่พูด แต่ละเสียงที่ผมได้ยิน มันกระแทกใจ หรือความรู้สึกของผม   ทำให้ผมเข้าใจว่า  อาจเป็นเพราะเขากำลังพูด  ออกมาจากใจ จากความรู้สึกลึกๆในเชิงชื่นชม

จึงตั้งสมมติฐานว่า  เวลาพูดออกมาจากใจ  แล้วมันจะเข้าถึงใจของคนอื่น  แต่การพูดนั้น  เต็มไปด้วยอารมณ์ชื่นชม ตีความเชิงคุณค่า  และที่สำคัญพูดอย่างเป็นธรรมชาติ  หมายความว่า เห็นอะไร ก็ยกสิ่งที่เห็นมาพูด  เหมือนเวลาที่เราพูดคุยในภาวะปกติ

เวทีนี้ ยังมีมุขเด็ดอีก  คือ เตรียมเก้าอี้ไว้อีก 2 ที่นั่ง  สำหรับ แขกที่ไม่ได้เชิญล่วงหน้า  แต่ฟังแล้วอยากอยากขึ้นมาแจมร่วมวงสนทนาด้วย  แล้วก็มีผู้กล้าขึ้นมาจริงๆ ครับ

แค่   การพูด และการฟัง  ไม่น่าเชื่อว่ามันจะเป็น "ประตูใจ" ที่ถูกมองข้ามเสมอ

มัวหลงแต่หลักการ "Communition" ตามหลังฝรั่งอยู่นาน   แล้วก็เลยติดอยู่แค่ผิวๆ แค่เรื่องผู้สื่อสาร ผู้รับสาร แล้วก็สาร 

เลยเข้าใจใหม่ว่า แค่ ใจกระทบใจ แม้ไม่ต้องพูด ไม่ต้องต้องเอ่ยซักคำ สิ่งดีๆ ก็เกิดขึ้นได้