“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน

(ยืนยง โอภากุล ทอดตามองไกลออกไปอย่างไร้จุดหมาย)   

เนื้อหานี้นำเสนอต่อสาธารณะครั้งแรกที่ http://www.carabao2524.com/board/show.php?ques_no=2742

 

ที่บ้านพักถนนกรุงเทพกรีฑา เวลา 11.00 น.  ยืนยง โอภากุลเปิดโอกาสให้สัมภาษณ์ (อีกครั้ง) เกี่ยวเพลงที่อยู่ในขอบเขตของการวิจัย เรื่อง “ศิลปะการใช้ภาษางานประพันธ์ของยืนยง โอภากุล (ศึกษาเฉพาะกรณีเพลงในกลุ่มนามบุคคล) ซึ่งวันนี้จะครอบคลุมเฉพาะประเด็น  “ที่มาและแรงบันดาลใจของเพลง”  แอ๊ด คาราบาวมีผ้าดำเก่า ๆ ผ้าโพกศีรษะ  เสื้อแขนกุดทับด้วยเสื้อแจ๊กเก็ตและกางเกงยีนส์สีซีด  เป็นเครื่องแต่งกายธรรมดา ๆ ที่คุ้นเคย  แต่วันนั้นมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีก 2 กระป๋องถือติดมือมาด้วย (ปัจจุบันแอ๊ด คาราบาวเลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด)  หนึ่งกระป๋องเป็นของผู้กำลังจะให้สัมภาษณ์  อีกหนึ่งเป็นของคนที่มือซ้ายกำลังกดเครื่องเดินเทปบันทึกเสียง  แอ๊ด คาราบาวยังคงเรียกตัวเองว่า “พี่” (ชายที่ดี) เหมือนเดิม

Q :  คนที่พี่แอ๊ดเลือกขึ้นมาเป็นตัวแทนของพฤติกรรม หรือบทบาททางใดทางหนึ่ง ต้องเป็นคนอย่างไร ?

“เบื้องต้นพี่จะคัดเลือกบุคคลที่สร้างคุณงามความดีให้กับสังคม  และสามารถนำมาเป็นแบบอย่างได้  เช่น  การต่อสู้ของครูประเวียน บุญหนัก  หรืออุดมการณ์ของสืบ  นาคะเสถียร   ถึงแม้ว่าแบบอย่างนั้นจะเกิดมาจากทัศนะและมาตรฐานส่วนตัวของพี่เอง  บุคคลที่พี่ยกย่องว่า “ดี”  แต่อาจมีความคิดเห็นของคนอื่นที่ตรงข้าม    แต่ขอยืนยันว่าคนที่พี่เขียนถึงเป็นแบบอย่างได้ทั้งที่ดีและแบบอย่างที่ไม่ดี   แต่ในท้ายที่สุดแล้ว “แบบอย่าง” ทั้งสองลักษณะ ย่อมถูกนำมาเรียนรู้และเป็นประโยชน์แก่คนรุ่นหลัง" 

Q :  เท่าที่อ่านประวัติของพี่แอ๊ด  ไม่เคยได้ยินพี่พูดถึงครูที่สอนการแต่งเพลง

“ไม่มี...การแต่งเพลงครั้งแรกของพี่ยากมาก  แต่ถ้าไม่นับหนึ่งหรือเดินก้าวแรก จะไม่มีวันจะนับถึง 10 ยิ่งเดินมากขายิ่งแข็งแรง ยิ่งแต่งเพลงมากความคิดยิ่งคล่องแคล่ว   หลักการนี้  ทำให้พี่เชี่ยวชาญการเขียนเพลงมากขึ้น  ว่าจะเอาวัตถุดิบตรงไหนมาใส่  ตรงท่อนแยกจะดึงคำไหนมาใช้   โลกของการเขียนเพลงเหมือนวิหารที่ว่างเปล่าที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ทุกคนสามารถจะหยิบคำที่มีอยู่  มาใส่ในแต่ละท่อน  แต่ละโน้ตได้อย่างฟรี ๆ 

คุณสมบัติของนักแต่งเพลงที่ดี  ต้องเป็นนักอ่าน นักค้นคว้า ต้องเป็นคนมีศิลปะ และเล่นดนตรีเป็น ถ้าไม่เป็นต้องมีเพื่อนที่เล่นดนตรีเป็น และคนสองคนนั้นต้องสื่อสารกันรู้เรื่อง  เอลตัน จอห์นจะมีคู่หูที่คอยเขียนเนื้อให้อยู่เสมอ วันหนึ่งพอทั้งสองแยกจากกัน  ก็ไม่ประสบความสำเร็จ  ที่สุดต้องกลับมารวมกันใหม่  แต่บางคนก็สามารถทำได้ทั้งสองอย่าง เช่น จอห์น เลนน่อน เป็นนักดนตรีที่แต่งเองหมดทั้งทำนองและเนื้อร้อง วางคอร์ดง่ายมาก  อย่างเพลงอิมเมจิน (Imagine) กลายเป็นเพลงอมตะได้  สร้างแรงกระทบใจได้อย่างเศร้าสร้อย พี่จ้อนแก (พี่แอ๊ดเรียกจอห์น เลนน่อนแบบสั้น ๆ) ใช้เปียนโนแค่ตัวเดียว”

 

Q :  พี่เป็นคนแต่งเพลงเร็ว  เวลาเฉลี่ยที่ใช้ในการแต่งเพลง

“พี่ใช้เวลาในการแต่งแต่ละเพลง  10 – 20 นาที   ขึ้นอยู่กับโจทย์ที่ได้รับด้วย บางเพลงต้องเขียนให้ชัด สื่อสารให้ตรงด้วยเมโลดี้ในแบบของคาราบาว  เช่น เพลงเพื่อการรณรงค์หรือเพลงสนับสนุนพรรคการเมือง   ซึ่งจะแตกต่างอีกเล็กน้อยถ้าโจทย์ที่ได้ เป็นเพลงที่เอาไปใช้ประกอบภาพยนตร์ ต้องเพิ่มความปราณีต ตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อเรื่องมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น   แต่ไม่ว่าจะเป็นเพลงแบบไหนคุณภาพก็ต้องอยู่ในระดับของคาราบาวเสมอ”

Q :  ความถูกต้องของเนื้อหาและเมโลดี้ในแบบคาราบาว ทำให้พี่แอ๊ดต้องยอมทิ้งภาษาประดิษฐ์

“การแต่งเพลงจำเป็นต้องมีทั้งคำสละสลวยและเนื้อหาที่ดี เพื่อบอกเล่าสิ่งที่เราคิดไปพร้อม ๆ กัน เปรียบเสมือนบนโลกใบนี้มันมีทั้งไม้ดอกและไม้ใบ บางทีต้องใช้ประโยชน์จากทั้งดอกและใบ   ดอกที่สวยงามก็เปรียบเหมือนคำที่สละสลวย ใบที่กินได้ หรือใบที่มีประโยชน์ ก็เหมือนกับเนื้อหาที่มีชีวิตชีวา  งานของพี่อยู่บนแนวคิด   “ดอกและใบที่เอื้อ ต่อกัน”  บางครั้งก็ต้องทิ้งภาษาสวย ๆ ไปบ้างเพื่อให้ได้ส่วนอื่นที่ชัดเจนกว่า”

 

Q :  แรงบันดาลใจสำคัญมากแค่ไหนสำหรับคนเขียนเพลง

“ถ้านับเฉพาะเพลงที่พูดถึงคน แรงบันดาลใจของพี่ คือ ต้องเป็นคนที่พี่อยากเขียน   ถ้าไม่อยากเขียน  ถึงจะเป็นคนดีมีคุณธรรมอย่างไร  ก็เขียนไม่ได้  มีส่วนน้อยที่แรงบันดาลใจเกิดจากคำบอกเล่าของเพื่อนนักดนตรี  อย่างพี่เล็ก (ปรีชา ชนะภัย) รู้จัก “เล็กเคียว” มาเล่าเรื่องราวชีวิตของเล็กเคียวให้ฟัง  ก็ได้เพลง “เล็กเคียวร็อคอะโลน” 

เพลงลุงหริ   ได้ความคิดมาจาก “พี่ดุก” (ลือชัย งามสม)  ที่เคยเล่นร่วมกับลุงหริมาก่อน  ก็มาเล่าสู่กันฟัง  อย่างนี้ก็ถือเป็นแรงบันดาลใจ  อาจจะมีบางจุดที่ผิดเพี้ยนไปจากความจริงอยู่บ้าง   แต่พี่คิดว่าเพลงก็ทำหน้าที่เหมือนนักข่าว  บางครั้งเนื้อข่าวมีนิดเดียว  แต่นักข่าวก็สามารถเขียนให้เป็นข่าวใหญ่ได้  อยู่ที่จะเขียนและนำเสนอในแง่มุมไหน

 เพลงจะดีหรือไม่ดีก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง  ซึ่งเป็นหน้าที่ของคนฟังต้องมาตัดสิน  เพลงจำนวนมากของพี่ไม่ใช่ทุกเพลงจะเป็นเพลงดี  บางเพลงก็ยอมรับว่ามันไม่ดี   เพลงที่ดีและพี่ชอบมากที่สุดในกลุ่มเพลงบุคคล คือ เพลงลุงฟาง  เนื้อหาของเพลงมาจากการอ่านหนังสือเรื่อง ปฎิวัติอุตสาหกรรมด้วยฟางข้าวเส้นเดียว   แนวคิดทำนาโดยไม่ต้องทำนา  เป็นแนวคิดมิติใหม่  เพลงนี้เป็นงานแบบนามธรรม (Abstract)  ที่พี่ตั้งชื่อว่า “ลุงฟาง”   เพราะลุงฟางจะเป็นใครก็ได้  เป็นพี่ก็ได้  เป็นอาจารย์ (หมายถึงผู้สัมภาษณ์) ก็ได้  แต่ชีวิตของคนนั้น ในช่วงนั้น ต้องรักสันโดษ ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ในที่พักมีแต่หนังสือ  อ่านไปเก็บเกี่ยวความรู้ไป  พี่ว่าอาจารย์ก็เป็นลุงฟางอยู่บ่อย ๆ  (หัวเราะ พร้อมกับเบียร์หมดกระป๋องพอดี)

หลังจากนั้นผมคอยส่งกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ที่เขียนชื่อเพลงต่าง ๆ ในกลุ่มนามบุคคลส่งให้พี่แอ๊ดเรื่อย ๆ จนได้คำตอบจากประเด็นคำถามหลักที่ต้องการ คือ "ที่มาและแรงบันดาลใจ"  ของเพลงซึ่งรวบรวมได้ดังต่อไปนี้  (บางเพลงมีการกล่าวถึงที่มาไว้ในสื่ออื่น ๆ แล้ว  จึงไม่มีการสอบถามซ้ำอีก ในที่นี้ได้นำมารวมไว้และอ้างอิงถึงแหล่งที่มาไว้ในวงเล็บตอนท้าย)

Q :  อยากให้พี่แอ๊ดช่วยทบทวนที่มาหรือแรงบันดาลใจของเพลงในกลุ่มบุคคลเท่าที่พอจะนึกได้

เพลงมหาจำลองรุ่น 7

"ในบรรดานนายทหารจปร.ที่พี่สนิทมากที่สุด คือ รุ่น 7  โดยเฉพาะพลตรีมนูญ รูปขจร  กับพลตรีจำลอง ศรีเมือง  พี่เคยไปโรงเรียนอัลฟอร์เมอร์ สคูล ที่เกาหลีใต้  เป็นโรงเรียนผู้นำของดร.คิมยองกี  เป็นสถานที่ที่ทำให้พลตรีจำลอง  ได้  แรงบันดาลใจจนมาตั้งโรงเรียนผู้นำในประเทศไทย ที่จ.กาญจนบุรี  พี่เขียนเพลงนี้เพราะรู้จักท่านพลตรีจำลอง พร้อมๆ กับในใจก็เชียร์ท่าน ในช่วงที่ท่านสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  ประทับใจในความสมถะ ตรงไปตรงมา  และไม่ยึดติดกับสมบัติและวัตถุภายนอก" (สัมภาษณ์ 17 เมษายน 2551)

เพลงเจ้าตาก

“เพลงเจ้าตาก เป็นการเทิดทูนมหาราชอีกพระองค์หนึ่ง เป็นมหาราชที่มีเชื้อสายจีน แล้วเราก็มีเชื้อสายจีนก็เลยอยากจะเทิดทูนท่าน เช่นเดียวกับที่เราเทิดทูนพระนเรศวรหรือในหลวงนั่นเอง” (กีต้าร์แม็ก : 42)

อองซานซูจี

"ที่แต่งเพลงนี้ก็เพราะอองซานซูจีเป็นคนที่ต่อสู่เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยอันชอบธรรมในพม่า ซึ่งเธอถูกกดกันมาก ถูกจับกักขังบริเวณ สมาชิกพรรคสันนิบาจของเธฮก็โดนฆ่าตาย ติดตุก ตายในคุกก็มี เธอต่อสู้ตลอดมา ในขณะเดียวกันชาวโลกก็พยายามที่จะต่อสู้เพื่อเธอแต่รัฐบาลทหารพม่ากลับไม่สนใจ” (Hamburger : 44)

 

เพลงลุงฟาง

"ลุงฟางเป็นเรื่องราวของ อาซาโนบุ ฟูกูโอกะเป็นคุณลุงที่ปฏิวัติการทำนาด้วยการไม่ทำนา ไม่ไถไม่หว่านไม่พรวนดิน ให้มันขึ้นเองอุ้มชูกันเอง เพลงนี้ได้มาเพราะอ่านหนังสือ”  (สัมภาษณ์ 17 เมษายน 2551)

 

เพลงคานธี

"เกิดจากการหาอ่าน หาดู แล้วจับประเด็นสำคัญในชีวิตออกมานำเสนอ  อ่านจากหนังสือหลายเล่ม  ดูจากวิดิโอก็ดู  พี่ชื่นชมในวิธีคิดแบบอหิงสาที่คานธีใช้ในการต่อสู้กับอังกฤษ  ที่มีกองทัพที่เข้มแข็ง  ยืนหยัดต่อสู้ด้วยจิตใจที่มีแต่คุณธรรม  สู้เพื่อบ้านเกิด  สู้เพื่อประชาชนอินเดียทั้งหมด  แล้วก็ประสบความสำเร็จในการต่อสู้  น่าเสียดายที่บั้นปลายชีวิตของคานธีจบลงอย่างไม่สวยงาม  ทั้งที่ท่านมีความคิดต่อคนอื่นที่งดงาม" (สัมภาษณ์ 17 เมษายน 2551)

 

เพลงน้า

“เป็นเพลงทีเล่นทีจริง  เป็นการตั้งคำถามว่าถ้า “น้า” ได้ปกครองประเทศ  จะนำประเทศไปทางไหน ไม่ได้เป็นประวัติชีวิตหรือการทำงานเหมือนคนอื่น ๆ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มองน้าชาติ  ในเชิงบวกเหมือนหลาย ๆ คนส่วนใหญ่  แต่สำหรับพี่  ใครก็ตามที่ขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ  พี่มองในทางบวกก่อนหมดทุกคน ไม่เว้นแม้แต่คุณสมัครหรือคุณทักษิณ  พยายามให้คะแนนและเข้าไปช่วยเหลือเท่าที่เราช่วยได้  เพราะอยากเห็นนักการเมืองเข้ามาทำงานการเมือง มากกว่าจะมาตั้งแง่ทะเลาะกัน 

ก่อนหน้าที่จะมาให้สัมภาษณ์พี่ก็ไปพบท่านดุสิต ศิริวรรณ  ฝากจดหมายถึงท่านสมัคร  มีอะไรให้คาราบาวช่วยก็ขอให้บอก  บ้านเมืองถึงเวลาที่ต้องช่วยเหลือกัน  เพื่อให้การเมืองนำประเทศ นำความก้าวหน้าให้ประชาชน  สมัยคุณทักษิณ เป็นนายกคาราบาวก็แต่งเพลงโอท็อป สนับสนุนนโยบายของรัฐบาล พี่ให้โอกาสทุกคน  แต่พอนานเข้า   เมื่อทำเพื่อประเทศชาติไม่ไหวจริง ๆ  ถ้าเรามีโอกาสจะล้มได้  ก็ล้ม เอาคนอื่นขึ้นมาแทน  แฟนเพลงบางคนยังเข้าพี่ผิด ว่ากลับไปกลับมาไม่มีจุดยืน  แท้จริงแล้วพี่เป็นคนให้โอกาสได้ทำงานก่อน  ทั้ง ๆ ที่บางคนมีประวัติที่ไม่ควรจะให้โอกาสด้วยซ้ำ

สำหรับน้าชาติ พี่เคารพในความเป็นศิลปิน  ครอบครัวนี้เป็นครอบครัวศิลปินคุณกร ทัพพะรังสี  คุณไกรศักดิ์  ชุณหะวัน  จะเล่นดนตรีร่วมกันก็ไปรวมตัวกันที่บ้านน้าชาติ  มีท่านปองพล อดิเรกสาร  ท่านประมาณ  อดิเรกสารอยู่ด้วยบ้านนี้เป็นนักดนตรีรุ่นเก่า  มีห้องอัดเสียง  จัดคอนเสิร์ตเล็ก ๆ  ตอนนี้เลิกกันไปแล้ว น้าชาติไม่อยู่แล้ววงแตก  เพลงนี้เขียนขึ้นมาเพราะความใกล้ชิดกับครอบครับบ้านราชครู” (สัมภาษณ์ 17 เมษายน 2551)

 

เพลงเชกูวาร่า

“เชกูวาร่าก็มีที่มาคล้าย ๆ  กับเพลงคานธีหรือองซานซูจี  ที่พี่ได้จากการอ่าน การดู  ทั้งอองซาน  เชกูวาร่าและคานธี  ล้วนมีสิ่งที่เรียกว่ามนุษยธรรมอยู่ในจิตใจ  เช อาจจะแตกต่างออกมาบ้างตรงที่ไม่ได้ต่อสู้เพื่อประเทศของเขาเอง แต่ออกไปต่อสู้ให้กับประเทศที่ยากจนอย่างคิวบา โบลิเวีย ทั้ง ๆ ที่เป็นตัวเองเป็นคนอาร์เจนติน่า  สู้เพื่ออุดมการณ์ของตัวเองจนไปเสียชีวิตที่โบลิเวีย จากการตามล่าของซีไอเอ” (สัมภาษณ์ 17 เมษายน 2551)

เพลงบิ๊กสุ

“ช่วงนั้นเป็นช่วงที่พลเอกสุจินดา คราประยูรเป็นนายกรัฐมนตรี   ใคร ๆ ก็มองว่าคนนี้ยิ่งใหญ่  ช่วงนั้นสุจินดาดังมากจริง ๆ แต่พี่ไม่ได้มองอย่างนั้น  คนที่ใหญ่จริง ๆ คือสุรพล สมบัติเจริญกับสุรชัย จันทิมาธร  พี่เขียนเพลงถึงพี่หงามากกว่าคนอื่น  เพราะพี่หงาเป็นพี่น้องเพื่อชีวิตเหมือนพวกเรา  ทุกคนรัก  เป็นคนไม่มีพิษไม่มีภัย  ความเห็นสว่นตัวของพี่  คนอย่างพี่หงาร้อยปีจะมีสักคน” (สัมภาษณ์ 17 เมษายน 2551)

 

เพลงยายสำอาง

"พี่ไปเจอตัวยายสำอางประมาณ 2 ครั้ง  ยายแกอยู่คนเดียวที่บ้าน หน้าพาณิชยการธนบุรี  ประทับใจในความเป็นคนอารมณ์ดี  เป็นวณิพกคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ในประเทศไทย  ตอนเล่นเพลงขอทานแกนั่งตีฉิ่ง  มีคนเล่นตะโพนให้ ยายสำอางเสีย คาราบาวก็เป็นเจ้าภาพให้หนึ่งคืน  พี่ได้ฉิ่งของยายสำอางไว้เป็นที่ระลึก   ตอนยังมีชีวิตอยู่เอาเงินไปให้บ้าง  ไปช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ 

เนื้อหาของเพลงก็ได้มาจากการพูดคุยย้าง  จากการบอกเล่าบ้าง  จากการอ่านประวัติที่คุณเอนก นาวิกมูลเขียนไว้บ้าง  ที่เหลือก็แต่งเติมเอาเอง  จริง ๆ ยายไม่ใช่คนสุพรรณเป็นคนสมุทรสาคร (ในเนื้อเพลงแอ๊ด คาราบาวเขียนว่า “แม่เฒ่าเล่ารวยอารมณ์ขัน แม่เพลงวณิพกเมืองสุพรรณ)   สองขวบก็ตาบอด  หากินด้วยการร้องเพลงขอทานข้างถนน  ตำรวจก็ขยันจับ  พอโดนจับเข้าหลาย ๆ ครั้งยายคงเบื่อ  เปลี่ยนอาชีพมาเหลาไม้ปิ้งไก่ขาย  ก็พอยังชีพไปได้จนแกเสียชีวิตไป"  (สัมภาษณ์ 17 เมษายน 2551)

 

เพลงจ่าง แซ่ตั้ง

"เพลงนี้ลูกชายของจ่างอยากได้เพลงไปเปิดในงานนิทรรศการแสดงงานของจ่างก็เลยแต่งเพลงนี้ให้  เป็นเพลงที่พี่ดึงเอาเอกลักษณ์ในงานของจ่างที่มักเขียนบทกวีด้วยการซ้ำคำ  เข้ามาอยู่เพลง" (สัมภาษณ์ 17 เมษายน 2551)

 

เพลงขี่ไก่ (เนื้อหาของเพลงกล่าวถึงคุณชวน หลีกภัย)

"การมองของคาราบาวที่มีต่อแผ่นดินนี้ อาจไม่เหมือนกับนักปกครอง  ก็เลยมีความขัดแย้งกันเป็นธรรมดา  แต่ถ้าท่านนักการเมืองได้นั่งทับทุกข์สุขของแผ่นดินไว้  ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ประชาชนจะมีสิทธิ์ตรวจสอบ ชี้แจง เสนอนำ  ส่วนท่านจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ว่ากันไปตามระบบ  พี่ชอบศิลปะของท่านชวนอย่างเงียบ ๆ ไม่มีอคติต่อท่านสักนิดเดียว  สิ่งที่ทำอยู่ก็เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละคน  พี่เขียนเพลงกระทบกระเทียบมท่านก็เพราะพี่รักแผ่นดิน เหมือนที่ท่านชวนรัก  แต่ความรักของเรามักจะต้องมาวิ่งชนกันอยู่เรื่อย" (ไทยรัฐ 10 กุมภาพันธ์ 2538)

เพลงบุญหมา

"พี่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงโดยนักการเมืองมีส่วนช่วยทำให้บ้านเมืองมีความก้าวหน้า  เพลงนี้พี่พูดถึงการปฏิรูปการเมือง  แนะนำว่าควรจะมีการปฏิรูปตามที่ท่านได้ให้สัญญาไว้  ปฏิรูปในที่นี้ คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น  พอเห็นว่าคนสุพรรณได้เป็นนายกรัฐมนตรีก็ดีใจ  เพราะพี่เองเป็นคนสุพรรณ  ก็เลยใช้       บุญหมาเป็นตัวเดินเรื่อง  บุญหมาหมายถึงใครก็ได้ เพราะถือว่าเป็นตัวแทนในการพูดให้คนสุพรรณที่ได้เป็นนายกได้รับรู้ คนสุพรรณกับสำเนียงที่ออกเสียงว่า “หมา” นี่มันเป็นของคู่กัน ตอนเพลงออกไปใหม่ ๆ ท่านบรรหารโกรธพี่ฉิบหายเลย แต่ตอนนี้หายโกรธแล้ว คุยกันแล้ว เพราะพี่ไปแต่งเพลงสุพรรณบุรีเกมส์ช่วยงานกีฬาแห่งชาติที่สุพรรณบุรี อย่าลืมเด็ดขาดว่านักการเมืองโกรธใครได้ไม่นาน" (สัมภาษณ์ 17 เมษายน 2551)

 

เพลงกีต้าร์คิงส์

"เพลงนี้ตั้งใจเขียนให้พี่แหลม  ที่มือกีต้าร์ฮีโร่ของพวกเรา  เป็นนักดนตรีมีฝีมือเมืองนอกยังยอมรับ  เขียนจากประวัติของพี่แหลมที่พอรู้อยู่บ้างบางส่วน" (สัมภาษณ์ 17 เมษายน 2551)

 

เพลงดาวแห่งโดม

"อ.สุลักษณ์ ศิวลักษณ์ บอกพี่ว่า  แอ๊ดเอ๊ย...เขียนเพลงให้ท่านปรีดีหน่อย” เพลงนี้พี่ว่าเขียนได้ดีอีกเพลงหนึ่ง เพราะพี่เชื่อในบทบาทและความคิดดีต่อแผ่นดินของท่านปรีดี  ท่านเป็นคนที่ทำให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีชื่อเสียง มีหลายคนเดินตามเป็นลูกศิษย์ สมัยท่านมีชีวิตอยู่ก็ทำให้ธรรมศาสตร์เคียงคู่อยู่กับการเมืองไทยมาโดยตลอด"  (สัมภาษณ์ 17 เมษายน 2551)

 

 เพลงปุระชัยเคอร์ฟิวส์

"ท่านจัดระเบียบสังคมโดยไม่ได้มองหลักรัฐศาสตร์  มองปัญหาด้านเดียว  การปิดสถานบันเทิงเที่ยงคืนเป็นนโยบายที่สร้างความเดือดร้อนให้กับคนหากินกลางคืน  บางคนทำงานกลางคืน  เพื่อจะเลี้ยงตัวเองให้พอออยู่รอด  บางคนเรียนไปด้วยทำงานกลางคืนไปด้วย  คนสองกลุ่มนี้มีมากและน่าสงสาร  พอมีนโยบายปิดสถานบันเทิงเที่ยงคืน  คนหากินกลางคืนก็เดือดร้อน เมื่อเป็นแบบนี้พี่เองก็ทนไม่ได้  เขียนเพลงกระแทกกลับไปให้รู้สึกบ้าง  แต่ไม่ได้เขียนเป็นเพราะพี่เป็นคนกลางคืน  แต่เป็นเพราะพี่มีชีวิตอีกส่วนหนึ่งในเวลากลางคืน  มีโอกาสได้เห็น ได้รับรู้ความเดือดร้อนของคนอีกกลุ่มหนึ่ง  คนกลุ่มนี้ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนท่าน  พี่เล่นดนตรีมา 26 ปียังไม่มีเงินมากขนาดที่ท่านมี” (สัมภาษณ์ 17 เมษายน 2551)

Q : แฟนเพลงที่ต้องการเสพเนื้อหาของเพลงกลุ่มนี้ นอกจากเทปซีดีแล้วพอจะหาฟังเพลงที่บอกถึงคุณธรรม ความดีงามและเรื่องราวแบบที่พี่เล่าได้ที่ไหนบ้าง ?”        

ยืนยง โอภากุล ทอดตามองออกไปอย่างไร้จุดหมาย  เป็นสายตาที่อุดมไปด้วยความเศร้า คล้ายกับว่า ไม่อยากจะตอบคำถามนี้

                พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน คาราบาวทำหน้าที่ของเราอย่างเต็มกำลังแล้ว เต็มกำลังของคนธรรมดา ๆ ที่ไม่มีอำนาจอื่นใดนอกจากอำนาจและพลังของดนตรี”

เป็นคำตอบสุดท้ายก่อนจะลาจาก   สะท้อนให้เห็นว่า สังคมไทยวันนี้ไม่มีที่ว่างให้วีรบุรุษได้มีโอกาสรับการ      ยกย่องและยอมรับมากกว่าที่เป็นอยู่  บุคคลเหล่านี้  มีเรื่องราวเป็นของตนเอง  ที่ควรจะบันทึกและเผยแพร่ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้และศึกษา  เพลงเหล่านี้ถ้าไม่มีการส่งเสริมให้ฟัง  นานเข้าจะกลายเป็นเพลงที่ไม่มีใครรู้จัก เรื่องราวของความดี คุณธรรม อุดมการณ์ที่เป็นสิ่งงดงามสำหรับโลก  จะกลายเป็นเพียงของเก่าที่รอวันเก็บ 

 

“หาโอกาสเจอกันอีกนะอาจารย์ คุยกันน้อย ๆ แต่คุยบ่อย ๆ ได้”

“อีก  36 วันครับพี่ถึงจะว่าง  ผมเช็คคิวแล้ว”

แอ๊ด คาราบาว  (หัวเราะแล้วเดินจากไปอย่างไร้ร่องรอย)