เปรียบเหมือนล้อแห่งเกวียนหมุนตามรอยเท้าวัวไปอยู่อย่างนั้นละ.

ด้วยใจรู้ใจสองเราจึงหวั่น  ห่วงความผูกพันรักไป  ใจคิดห้ามใจไม่รัก แต่ใจยังภักดีมั่น...กำลังคลอเคลียฮึมฮำไปตามบทเพลงที่ไพเราะฟังเพลิน ๆ ตอนขับรถไปทำงานยามเช้า ๆ ในเส้นทางเมืองหาดใหญ่ถึงเมืองสงขลา...อิ อิ อิ…

นึกถึงคำพระว่า...คนเรานี้จะทำอะไรอื่นหมื่นแสน  ไม่ยากแม้นเหมือนทำใจ...แต่ก็ไม่ยากจนเกินไปเพราะเป็นการฝึกจิตใจของตนเอง...อิ อิ อิ

สบายอารมณ์  ชมนกชมไม้มองอะไรก็ดูดี  เพราะจิตใจเรานี่เองที่ตั้งไว้ชอบประกอบด้วยธรรมแล้ว  จะเป็นฐานให้ความสุขลอยเข้ามาเวียนวนอยู่อาศัยด้วย  นี่ถ้าจิตใจไม่ดี  สิ่งไม่ดีก็เข้ามาวนเวียนอยู่อาศัยในตนละ...

นึกถึงคำพระช่วงที่เรียนบาลีประโยค 1-2 ที่ว่า...มะโนปุพพัง  คะมา  ธัมมา  มะโนเสฏฐา  มะโนมะยา  มะนะสา  เจ  ปะทุฏเฐนะ  ภาสะติ วา  กะโรติ  วา  ตะโต  นัง  ทุกขะมะเนวะติ  จักกัง   วะ  วะหะโต  ปะทัง.  แปลได้ทำนองว่า...

ในบรรดาธรรมชาติทั้งมวลล้วนมีจิตใจเป็นหัวหน้า  ทุกอย่างล้วนสำเร็จมาจากจิตใจตน  คนมีใจชั่วแล้ว  จะคุยอยู่หรือกระทำอยู่ก็ย่อมมีความทุกข์ตามต้อยติดตัวเปรียบเหมือนล้อแห่งเกวียนหมุนตามรอยเท้าวัวไปอยู่อย่างนั้นละ...

ในทางพระนี่มักมีข้อสะกิดใจอย่าง...คนเรานี้...ถ้าจิตใจดีถือว่าเป็นคน   จิตใจกังวลถือว่าเป็นคนบ้า  จิตใจกล้าหาญถือว่าเป็นนักรบ  จิตใจสงบถือว่าเป็นบัณฑิต  และจิตใจไม่ยึดติดในตัวกูของกูถือว่าเป็นคนอยู่อย่างนิพพานนั้นแล...