เมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๒ อยู่ๆข้าพเจ้าก็มีความคิดที่จะนำเสนอ วิถีชีวิตของตัวข้าพเจ้าเอง ซึ่งเป็นคนภาคอิสาน เพื่อที่จะบอกกล่าวให้ทุกคนได้รับรู้ถึงการมีตัวตนอยู่ของข้าพเจ้า

อยากบอกให้โลกรับรู้ ว่าเรามีตัวตนอยู่

          เมื่อวันที่ ๕ กันยายน  ๒๕๕๒   อยู่ๆข้าพเจ้าก็มีความคิดที่จะนำเสนอ วิถีชีวิตของตัวข้าพเจ้าเอง ซึ่งเป็นคนภาคอิสาน เพื่อที่จะบอกกล่าวให้ทุกคนได้รับรู้ถึงการมีตัวตนอยู่ของข้าพเจ้า การนำเสนองานชิ้นนี้ อาจมีหลายอย่างที่ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ จึงขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย ข้าพเจ้า จะพยายามนำเสนอให้ครบถ้วนสมบูรณ์ให้ได้ อย่าลืมติดตามและเป็นกำลังใจให้ด้วยนะคับ

         เป้าหมายของข้าพเจ้าเพียง ต้องการนำเสนอวิทีการดำเนินชีวิตของข้าพเจ้า ในแบบของตัวข้าพเจ้าเอง อาจจะไม่ยิ่งใหญ่อะไรเป็นเพียงมุมเล็กๆ ที่อยู่รอบตัวของข้าพเจ้า ที่ได้พบเห็นอยู่ทุกๆวัน

            หากท่านติดตามแล้วดูไม่ต่อเนื่องก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยเนื่องจากว่าพึ่งหัดเขียน อาจจะยังไม่คล่องและยังมีประสบการณ์ในการเขียนและเรียบเรียงเรื่องราวไม่มากพอ ท่านใดที่มีประสบการณ์ในการเขียนกรุณาติชมแนะนำด้วยนะคับ ผู้เขียนจะได้นำสิ่งเหล่านี้มาปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งๆขึ้นไป ขอขอบคุณล่วงหน้ามา ณ โอกาศนี้ และ เชิญติดตามได้เลยคับ

                                                                                                    

H

 ประวัติ

          เรื่องราวการเดินทาง  การใช้ชีวิตของคนคนหนึ่ง ที่เป็นลูกอิสานโดยกำเนิด เรื่องราวชีวิตของข้าพเจ้า  เริ่มขึ้นเมื่อ วันที่ ๖ เมษายน  ๒๕๒๗ นั้นเป็นวันแรกที่ข้าพเจ้ลืมตาขึ้นมาดูโลกใบนี้เป็นวันแรก เรื่องราวก็เริ่มขึ้นแต่บัดนั้น

          ข้าพเจ้านายสุพจน์   จันทะดวง  มีพี่น้องรวมกัน ๓ คน เป็น หญิง ๒ คน ชาย ๑ คน คือตัวข้าพเจ้าเองๆ เป็นลูกคนกลาง  มีภูมิลำเนาอยู่ที่ บ้านหนองพี่พ่วน เลขที่ ๓๔ หมู่ที่ ๖ ตำบลเก่าย่าดี  อำเภอแก้งคร้อ  จังหวัดชัยภูมิ

          ข้าพเจ้าเป็นคนชัยภูมิ  จังหวัดหนึ่งในภาคอิสาน พ่อ แม่ ของข้าพเจ้าประกอบอาชีพเกษรตกรรม ทำไร่ ตั้งแต่จำความได้ข้าพเจ้าเฝ้ามองพ่อกับแม่หาเลี้ยงครอบครัวด้วยความยากลำบาก ด้วยความรู้สึกที่สงสารพ่อกับแม่ ข้าพเจ้าก็พยายามทำงานทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของท่าน

          ด้วยความที่ท่านลำบากมาก  จึงไม่อยากให้ข้าพเจ้าลำบากอย่างท่าน เมื่อมีเวลาว่าง ท่านจึงมักจะพร่ำสอนนข้าพเจ้าให้ตั้งใจเรียน เพื่อที่จะไม่ต้องลำบากอย่างท่าน ข้าพเจ้าก็เชื่อฟังคำสอนของท่านด้วยดีเสมอมา

การศึกษา ของข้าพเจ้า

          ข้าพเจ้าเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ที่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน  การเรียนของข้าพเจ้าถือว่าค่อนข้างดีได้ลำดับที่ ๒และ ๓ มาโดยตลอด ข้าพเจ้าเรียนวิชาสามัญได้ดีแต่คนเราจะเก่งทุกอย่างเป็นไปไม่ได้ ข้าพเจ้าเรียนวิชาพละไม่ได้เรื่องเลย จนคุณครูท่านไม่รู้จะสอนยังไงจึงจำใจให้ผ่านไปงั้นๆ ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเรื่องพละ แต่ข้าพเจ้าก็มีร่างกายที่แข็งแรงเพราะทำงานมาตั้งแต่เล็กๆ จนจบชั้นประถม

           เมื่อจบชั้นประถมก็เข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมใกล้บ้าน ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านประมาณ ๒ กิโลเมตร ข้าพเจ้าสอบเข้าได้ลำดับที่หนึ่ง ความรู้สึกตอนนั้นดีใจมาก ข้าพเจ้าต้องเดินไปเรียนเกื่อบทุกวัน เพราะพ่อกับแม่ของข้าพเจ้าไปทำงานที่ต่างอำเภอ ( ลืมบอกไปว่าข้าพเจ้าไม่ได้อยู่กับพ่อแม่แต่อยู่กับยาย นานๆท่านจะกลับมาบ้าน เมื่อท่านกลับมาท่านจะสอนให้ข้าพเจ้าอดทนอย่ายอมแพ้ ต่ออุปสรรคทุกอย่างที่เข้ามา ) มีบ้างบางวันที่เพื่อนร่วมห้องจะรับไปด้วยแต่ก็นานครั้ง  ผลการเรียนก็ดีมากได้อันดับหนึ่งเสียเป็นส่วนมาก แต่ก็ยังอ่อนวิชาพละเหมือนเดิม

          ขึ้นมัธยมปลายก็เรียนที่เดิมสอบเข้าได้อันดับหนึ่งเหมือนเดิม  ผลการเรียนก็ยังดีเหมือนเดิม แต่ที่เพิ่มขึ้นมาคือ ความรับผิดชอบมากขึ้นด้วยผลการเรียนที่ดีและความประพฤติก็ดีจึงได้เป็นประธานนักเรียนตอนอยู่มัธยมปีที่ ๔ ยอมรับว่าตอนนั้นเหนื่อยมากเลย แต่ก็ผ่านมาได้( เพิ่มเติม ข้าพเจ้ามีเพื่อนสนิทที่ป็นผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งถ้าปัจจุบันคงจะเรียกว่าแฟน ที่คอยเป็นกำลังใจให้ ทำให้ ทั้งเรื่องงานในฐานะประธานและการเรียนไม่เคยตกบกพร่องเลย ความรักในวัยเรียนเป็นความรักที่สวยงาม บริสุทธิ์ สะอาด และสดใสมาก  รักในวัยเรียนมันไม่ได้ผิดอะไร ถ้ามันตั้งอยู่ในความถูกต้องเหมาะสม เราสามารถที่จะมีรักได้ ในขณะเดียวกันเราก็ต้องเรียนรู้ที่จะรักให้เป็นด้วย รักแล้วชวนกันเรียน ทำเรื่องสร้างสรรค์ และกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ก็รักกันไปเถอะ  ว่าไหมคับ แต่ปัจจุบันนี้คงเป็นอีกเรื่อง ตามยุคสมัยและสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้มุมมองเรื่องความรักในวัยเรียนเปลี่ยนไปเป็นเรื่องของกามามากกว่าเป็นความรักเชิงสร้างสรรค์ เหมือนในสมัยของข้าพเจ้า  อุทิศแด่เธอที่เป็นกำลังใจให้ )

        พอจบมัธยมปลายข้าพเจ้าสอบเข้ามหาวิทยาลัย มหาสารคามได้ ในคณะโทคโนโลยี สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ ได้ลำดับที่ ๑๑ แต่ด้วยฐานะที่ยากจนจึงไม่ได้เรียน และสอบเข้าราชภัฏโคราช ได้ในอันดับที่ ๔ ในภาควิชาวิทยาศาสตร์ สาขา เคมี แต่ด้วยเหตุผลเดิมๆจึงไม่ได้เรียน

         เมื่อไม่ได้เรียนทั้งสองที่ข้าพเจ้าจึงเดินทางเข้ากรุงเทพฯมาพักอยู่กับพี่สาว โดยมีความหวังว่าจะเข้าเรียนในมหาวิทลัยรามคำแหง ข้าพเจ้าสมัครเรียนในสาขา วัดผลการศึกษาเพราะมีคนเรียนและจบน้อยมาก จึงจะหางานได้ง่าย แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ได้เรียน เพราะข้าพเจ้าอยู่ในสังคมที่รีบเร่งไม่ไหว จึงเดินทางกลับบ้าน  ซึ่งข้อนี้พ่อแม่ของข้าพเจ้าก็เข้าใจ มาอยู่บ้านได้เกือบครึ่งปี ในตอนนั้นเป็นช่วงเกณฑ์ทหารพอดี  พ่อของข้าพเจ้าจึงขอให้ข้าพเจ้าลองไปเป็นทหารดู ถ้าอยู่ได้ก็เป็นทหารไปเลย ถ้าอยู่ไม่ได้ก็แค่ปีเดียวเองอดทนเอา ข้าพเจ้าใช้วุฒิการศึกษาสมัครจึงได้เป็นแค่ปีเดียว ข้าพเจ้าก็ไปเป็นจนจบเกณฑ์ไม่ได้อยู่ต่อ เพราะว่ามันไม่อิสระ มีข้อจำกัดมากไป  มาถึงตอนนี้คงมีหลายคนคิดว่าข้าพเจ้าคงไม่เอาไหน จึงทำอะไร เลือกอะไร ไม่ได้สักอย่าง จะเอายังไงกับชีวิตกันแน่ อย่าพึ่งเบื่อนะคับ  โปรดอ่านต่อให้จบนะคับ

          พอจบจากทหารเกณฑ์ ข้าพเจ้าได้สมัครเข้าเรียนที่สถาบันการศึกษาเอกชนแห่งหนึ่ง ในระดับปวส.ที่สามารถเข้าเรียนได้ก็เพราะพอมีเงินเก็บจากเงินเดือนที่เป็นทหารอยู่บ้าง ข้าพเจ้าเข้าเรียนในสาขา เทคนิคยานยนต์ มีเพื่อนร่วมชั้นทั้งหมด ๘ คน ผลการเรียนของข้าพเจ้าก็ดีมากไม่ต่างกับตอนที่เรียนประถมและมัธยมเลย และจบออกมาเพียงคนเดียวเท่านั้น  เมื่อจบ ปวส.ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับที่เรียนมาเลย

ชีวิตปัจจุบัน

        ปัจจุบันข้าพเจ้าทำงานอิสระ ก็เป็นพ่อค้านี่แหละคับ  ทางด้านครอบครัว ยังไม่มี  พ่อกับแม่ก็มีฐานะดีขึ้นนิดหน่อยคือพออยู่พอกินมีหนี้สิ้นพอประมาณ ทั้งหมดนี้อุทิศแด่ พ่อกับแม่ ผู้มีพระคุณ  ด้วยจิตคารวะ