
เป็นวิกฤติระดับชาติ ด้วยทุกวันนี้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยกับต่างชาติอ่อนด้อยลง... ถึงขนาดประเทศเพื่อนบ้านที่เคยล้าหลังกว่ากำลังจะแซงหน้าไทย
สถิติทดสอบความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ ในช่วงปี 47-48...เด็กไทยทำคะแนนเฉลี่ยแพ้เด็กกัมพูชา ลาว เวียดนาม พม่า
ล่าสุด กระทรวงศึกษาธิการรายงาน ตอกย้ำข้อมูลเด็กไทยยิ่งเรียนยิ่งโง่
ผลการทดสอบการเรียนระดับชาติ ปี 47 ว่าแย่แล้ว ปี 49 แย่ยิ่งกว่า
เด็กไทยทำคะแนนได้ต่ำกว่าเกณฑ์ 50%...สอบตก ได้คะแนนลดลงในทุกวิชา
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ศึกษาวิจัยเรื่องระดับเชาวน์ปัญญาของเด็กไทย ปี 40 เด็กไทยอายุ 6-13 ปี มีไอคิวเฉลี่ยอยู่ที่ 91.9...ปี 46 ไอคิวลดเหลือแค่ 88
ปี 47 เด็ก ป.6 ทำคะแนนวิชาภาษาไทยได้ 44.23%...ปี 2549 ได้คะแนนแค่ 42.74%
วิชาคณิตศาสตร์ เดิมได้ 43.77%...ปี 49 ทำได้ 38.8%
ทำไมลูกหลานไทยยิ่งเรียนยิ่งโง่...บ้างก็โทษโรงเรียน โทษครู โทษเรื่องอาหารการกินขาด
แต่ยังมีตัวการสำคัญอีกอย่างที่ถูกมองข้าม
นั่นก็คือ...น้ำ!!!
น้ำดื่มเป็นปัญหาหญ้าปากคอก...ที่ถูกมองข้ามมานาน และถูกค้นพบโดยบังเอิญใน พ.ศ. 2550 นี่เอง
หลัง นพ.ไพจิตร์ วราชิต อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายขยายงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ จากที่เคยทำกันแค่ในห้องแล็บ ออกไปสู่ชุมชน เพื่อชาวบ้านจะได้ใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์การแพทย์
นำร่องทดลองโครงการด้วยการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำดื่มน้ำใช้ของชาวบ้าน.......
ด้วยมีเป้าหมายเล็กๆ เพียงแค่หวังจะปรับปรุงคุณภาพน้ำดื่มน้ำใช้ ให้ดีขึ้น สะอาดขึ้น เพื่อลดการเจ็บป่วยของชาวบ้านจากโรคทางเดินอาหาร
การสำรวจแหล่งน้ำของชาวบ้านพบว่า คนไทยในชนบทยุคนี้พัฒนาก้าวไกล มีการใช้น้ำประปาหมู่บ้านกันหมด แต่เมื่อนำน้ำมาตรวจวิเคราะห์กลับพบปัญหามากกว่าที่คิดไว้
ที่คิดว่าจะมีแค่เชื้อโรค กลับพบสารอันตรายปนเปื้อนอยู่ในน้ำที่ชาวบ้านดื่มกิน
การพบสารอันตรายปนเปื้อนสูง ทำให้เป้าหมายของภารกิจเล็กๆ ถูกปรับเปลี่ยนไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่ขึ้น ให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ทั้ง 14 ศูนย์ ตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำทั่วประเทศ...เน้นตรวจน้ำดื่มในโรงเรียน
“เราเน้นที่โรงเรียน เพราะการตรวจวิเคราะห์น้ำที่ .....พบโลหะหนักปนเปื้อนสูงมาก โลหะหนักนั้นมีผลต่อเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ ประมาณ 4 เท่า เพราะผู้ใหญ่จะดูดซึมโลหะหนักเข้าไปในร่างกายได้แค่ 10% ในขณะที่เด็กจะดูดซึมได้ถึง 40%”
นพ.ไพจิตร์ ให้เหตุผลถึงการปรับเปลี่ยนเป้าหมายการตรวจคุณภาพน้ำดื่มจากหมู่บ้าน หันมาเน้นหนักที่โรงเรียนก่อนเป็นลำดับแรก
ผลการตรวจวิเคราะห์น้ำดื่ม 1,099 ตัวอย่าง จากโรงเรียนทั่วประเทศ พบน้ำที่เด็กดื่มผ่านเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยแค่เพียง 37.47%
มีน้ำดื่มที่ไม่ผ่านเกณฑ์ความมากปลอดภัยถึง 62.53%
และที่คาดว่าน้ำดื่มไม่ปลอดภัย น่าจะมีมากในเขตชนบท...ที่ไหนได้ ไม่ว่าจะบ้านนอกคอกนา ในเขตเทศบาล เขตเมือง ล้วนแต่มีปัญหาไม่แพ้กัน
น้ำดื่มของโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในเขต อบต. ไม่ผ่านเกณฑ์ความปลอดภัย 75.1%...ในเขตเทศบาล ไม่ผ่านเกณฑ์ 48%
ใน กทม.และปริมณฑล ไม่ผ่านเกณฑ์ 56.7%
“ตอนแรกเราสันนิษฐานว่า ในเขตเมืองไม่น่าจะมีปัญหา เพราะน้ำส่วนใหญ่ที่เด็กดื่มเป็นน้ำประปา มีความสะอาดปลอดภัยได้มาตรฐานเหมาะกับการดื่ม น้ำประปาที่จ่ายมาถึงโรงเรียนก็มีความสะอาดจริง
แต่พอเราเอาน้ำที่ออกมาจากก๊อกตู้น้ำดื่ม ตู้แช่น้ำเย็น รวมทั้งก๊อกของเครื่องกรอง ปรากฏว่า น้ำประปาที่สะอาดกลับกลายเป็นน้ำที่ไม่ปลอดภัยต่อการดื่ม มีทั้งเชื้อโรค ทั้งสารโลหะหนัก สารตะกั่ว ปนเปื้อนอยู่ในน้ำสูงจนน่าตกใจ”
และเมื่อลงมือค้นหาสาเหตุน้ำประปาดื่มได้กลายเป็นน้ำอันตรายได้อย่างไร... นักวิทยาศาสตร์การแพทย์พบต้นตอที่ทำให้น้ำประปามีเชื้อโรคปนเปื้อน มาจากเครื่องกรองน้ำ
เครื่องกรองน้ำประปา...ตามมาตรฐานการใช้งาน จะต้องหมั่นล้างเครื่องกรองน้ำ และเปลี่ยนไส้กรองตามระยะเวลาที่กำหนด
แต่ในทางปฏิบัติ ซื้อเครื่องกรองมาติดตั้งแล้ว... ไม่เคยมีการล้างเครื่องกรอง และเปลี่ยนไส้กรองเลย เครื่องกรองน้ำเลยกลายสภาพเป็นที่กักเก็บเชื้อโรคและสิ่งสกปรกแทน
น้ำประปาที่ผ่านเครื่องกรองก็เลยกลายเป็นน้ำที่เต็มไปด้วยเชื้อโรค
แต่ปัญหาน้ำปนเปื้อนเชื้อโรค ยังไม่รุนแรงและร้ายเท่า...น้ำผสมสารตะกั่ว
ปัญหามาจากความทันสมัยของสังคมไทยยุคใหม่...โรงเรียนทั่วไทยยุคนี้ แทบจะทุกโรงล้วนแต่มีตู้แช่น้ำเย็นให้เด็กดื่ม
ตู้แช่น้ำสเตนเลส การเชื่อมต่อสเตนเลส ในส่วนที่เป็นถังกักเก็บน้ำแช่เย็น ท่อต่อน้ำเย็นไปยังก๊อกน้ำ รวมทั้งลูกลอย
ถูกเชื่อมบัดกรีด้วย...ตะกั่ว!!!
น้ำประปาดีๆถูกเก็บกักในถัง...สารตะกั่วจะค่อยๆละลายผสมให้เด็กดื่ม
“เกณฑ์มาตรฐานน้ำดื่มของไทย น้ำ 1 ลิตร มีสารตะกั่วปนเปื้อนได้ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัม แต่ที่เราตรวจพบจากตู้แช่น้ำดื่มในโรงเรียน มีค่าเกินมาตรฐานถึง 10 เท่า”
โรงเรียนบางแห่งพบสารตะกั่วสูงถึง 1.06 มิลลิกรัม...เกินมาตรฐาน 21 เท่า
“สารตะกั่วมีอันตรายต่อเด็กมาก ดื่มกินจะเข้าไปฝังจับสะสมที่สมอง ทำลายสมอง และเข้าไปจับสะสมบริเวณไขกระดูก ทำให้การเจริญเติบโตของเด็กลดลง
ที่ร้ายไปกว่านั้น สารตะกั่วฝังจับสะสมไปแล้วจะอยู่คู่กับคนนั้นไปตลอด โอกาสที่ร่างกายจะขับออกมาได้น้อยมากหรือแทบไม่ได้เลย”
น้ำดื่มผสมสารตะกั่วคงเป็นคำตอบได้เป็นอย่างดีว่า ทำไมเด็กไทย...ยิ่งเรียนยิ่งโง่
เพราะยิ่งเรียน...ยิ่งได้ดื่มน้ำผสมสารตะกั่วมากวัน
และอย่าลืมว่า ตู้แช่น้ำเย็นที่ผลิตน้ำผสมสารตะกั่วให้เด็กดื่มนั้น อยู่คู่กับโรงเรียนในประเทศไทยมาไม่น้อยกว่า 10 ปี
จากอนุบาล 1 จนถึง ม.6 ดื่มซดสะสมเข้าไปขนาดไหน
แต่เป็นโชคดีของเด็กนักเรียน พ.ศ.นี้ นพ.ไพจิตร์ บอกว่า หลังจากพบปัญหาได้ประสานไปยังกระทรวงศึกษาธิการให้รีบแก้ปัญหานี้
เบื้องต้นได้สั่งการให้ทุกโรงเรียนระงับการใช้ตู้แช่น้ำเย็นแบบที่บัดกรีด้วยตะกั่วแล้ว และทางกระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมที่จะออกมาตรฐานการผลิตตู้แช่น้ำเย็น ห้ามใช้ตะกั่วบัดกรี
กระนั้นก็ตาม ปัญหาเรื่องน้ำทำให้คนไทยโง่ สู้เขาไม่ได้...ไม่ได้มีแค่ตู้ แช่น้ำเย็นผสมสารตะกั่วเท่านั้น
เพราะทั่วไทยยังมีน้ำดื่มน้ำกินที่ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยมากมายที่ถูกมองข้าม... ไม่ว่าจะเป็น น้ำประปาหมู่บ้าน น้ำบาดาล น้ำบ่อ
ที่ผลสำรวจพบว่ามีปัญหาเรื่องสารเคมี ทั้งจากการเกษตร โลหะหนักที่ทำให้คนไทยโง่ได้เหมือนสารตะกั่วอยู่ไม่น้อย และยังไม่มีหน่วยงานใดสนใจขันอาสาเข้าไปแก้ไขให้คนไทย ประเทศไทยสู้กับเขาได้
หรือคิดไม่ออกมองไม่เห็น...เพราะที่ผ่านมาดื่มน้ำผสมตะกั่วไปไม่น้อยเหมือนกัน.
ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
http://www.thaihealth.or.th/node/6421
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ
...................................
ขอบพระคุณคุณครูคิม ครับผม
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ
....................................
ขอบพระคุณอาจารย์ สุวรรณา ครับ
สวัสดีครับคุณครูคิม ...เอามา"ยั่ว"ให้คุณครู"แย้ง"เล่น....คนฉลาด ๆ มาก ๆ ปกครองยาก..ไปสร้างรถใต้ดินดีกว่า .....
สวัสดีครับคุณครูคิม ชอบวรรคทองตรงนี้ครับ.....
" เขาคงไม่เก่งถึงกับไปเป็นนักวิจัยสารปนเปื้อนหรอกนะคะ
ปัจจัย...คือรัฐบาลไม่มีความจริงใจกับการจัดการศึกษา "
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ
..........
สวัสดีครับคุณครูคิม
......ตอนนี้ผมกำลังห้ามเลือดครับ เลือดใหลไม่หยุดเลย สาหัสมาก...(ฮา)
ขอบพระคุณมากครับ
พี่หนุ่มคะ พอลล่ายังไม่ได้จัดการให้พี่เลยค่ะ ขออภัยที่ล่าช้านะคะ จะจัดการให้เสาร อาทิตย์นี้ค่ะพี่ อิอิ
สวัสดีน้องพอลล่า ...บ่ เป็นหยังดอก ..(ทบต้นร้อยละ ๒๐ )!!!!....ขอบคุณมาก สะบายดีนะ
สวัสดีค่ะ
อ่านแล้ว...เห็นจริงด้วยค่ะ
น้ำสำคัญมากจริง ๆ ค่ะ อยากเสนอให้ลองอ่านเรื่อง น้ำ ของพี่ศศินันท์ค่ะ
ที่นี่ค่ะ http://gotoknow.org/blog/goodliving/256810
(^___^)
สวัสดีครับอาจารย์ คนไม่มีราก เรื่องน้ำของอาจารย์ศศินันท์ น่าสนใจมากเลย ขอบพระคุณ ครับ
ไม่น่าเชื่อเลยค่ะ
เรื่องที่ถูกมองข้ามไปได้นะคะ
เกษตร(อยู่)จังหวัด
.................
สวัสดีครับท่านเกษตร
....ของท่านนี่ ดาบที่สอง !!!! ครับ ดาบแรก คุณครูคิม ท่านยังย้ำว่าจะกลับมาอีก!!!!!!!!!!!!!!..(ฮา) ขอบคุณครับ
สวัสดีครับอาจารย์ ณัฐรดา ตอนผมเด็กๆ นี่ดื่มน้ำฝนกับน้ำบ่อ เก็บใสโอ่งไว้กิน ครับ
บันทึกนี้ดีมากขออนุญาตนำไปวิพากต่อนะครับ
สวัสดีท่านเบดูอิน ผมบังเอิญไปพบเรื่องราวนี้จากเนต เห็นว่าน่าสนใจ..ขอบพระคุณมากครับ