เมื่ออ่านหนังสือ “ควอนตัมกับดอกบัว” ๒ บทแรก    ผมก็ตระหนักว่า ผมไม่มี “ความรู้ที่แท้” หรือ “ความรู้จริงแท้”    หรือกล่าวใหม่ว่า ผมเป็นคนที่ไม่รู้จริง    ความรู้ต่างๆ ที่ผมมีอยู่ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ “สมมติสัจจะ” เท่านั้น   ผมเข้าไม่ถึง “ปรมัตถสัจจะ”

          ไม่ใช่แค่ความรู้ ที่เป็น “สมมติสัจจะ”    ตัวผมเองก็เป็น “สมมติสัจจะ” ด้วย    คือไม่มีตัวตนแท้จริง   เป็นแค่ตัวตนสมมติ

          กลับมาที่ความรู้ ผมเป็นคนที่ไม่เชื่อว่าความรู้ใดๆ กฎเกณฑ์ใดๆ เป็น “ปรมัตถสัจจะ”    ผมคิดว่าความรู้ ทฤษฎี และกฎเกณฑ์ต่างๆ เป็นสมมติที่มนุษย์สร้างขึ้น   มันจึงเป็นเพียง “สมมติสัจจะ”   ท้าทายได้ แก้ไขได้   แต่การท้าทายก็ต้องมีหลักฐานและเหตุผลน่าเชื่อถือ และเป็นประโยชน์มากกว่า 

          การท้าทายความรู้เดิม กฎเกณฑ์เดิม เป็นแบบฝึกหัดทางปัญญา ที่ผมใช้มาตลอดชีวิต ตั้งแต่อายุน้อยๆ    ผมจึงได้ชื่อว่าเป็นเด็กดื้อ พ่อแม่เอือมระอาในความดื้อ   และเมื่อทำงาน ผมก็ชอบท้าทายกฎเกณฑ์และวิธีทำงานแบบเดิมๆ

          แต่การท้าทายต่อกฎเกณฑ์และวิธีทำงานแบบเดิมๆ นั้นเอง    ก็ต้องใช้ “สมมติสัจจะ” อีกชุดหนึ่ง เป็นเครื่องมือ    “สมมติสัจจะ” ที่ผมนิยมใช้คือ ความซื่อสัตย์  ผลประโยชน์ของส่วนรวม  คุณภาพ  ประสิทธิภาพ  การเห็นแก่ผู้อื่น  ความเคารพในคุณค่าของความเป็นมนุษย์  และการเรียนรู้     

          ผมเรียก คุณค่า ๗ ประการข้างต้น ว่า “สมมติสัจจะ” เพราะผมเชื่อว่า คุณค่า ๗ ประการที่ผ่านการตีความของผมนั้น มันไม่สมบูรณ์ คงจะมีความบิดเบี้ยวไม่ใช่น้อย

          แต่ถึงจะไม่สมบูรณ์ ผมก็เชื่อว่าคุณค่า ๗ ประการนี้ได้เป็นพลังแห่งชีวิตของผม   ได้ช่วยเป็นทั้งเข็มทิศ พวงมาลัย และเครื่องยนตร์ เรือแห่งชีวิตลำนี้

 

วิจารณ์ พานิช
๓๑ ส.ค. ๕๒