เรื่องราวที่แลกเปลี่ยน ยังสอนให้ได้มุมคิดเรื่องของการบริหารความเสี่ยงที่นำเอา trigger tool มาใช้อย่างง่ายๆอีกด้วย
สำหรับการกำหนดตัวชี้วัดในเรื่องของการจัดบริการอาหารในร.พ.นั้น ทีมงานของอาจารย์แม่ ใช้เรื่องของ ผิดคน ผิดห้อง ผิดชนิด ผิดเวลา ผิดวัฒนธรรมมาเป็นตัวเดินเรื่องของการพัฒนาคุณภาพในหน่วยของตน เรียกว่าใช้เป็น trigger ได้เลย

ตัววัดผิดห้องนั้นชี้เชื่อมโยงไปที่เรื่องของผู้ป่วยที่มีโรคแทรก
ตัววัดผิดเวลานั้นชี้เชื่อมโยงไปที่เรื่องของน้ำตาลสูง-ต่ำ (High-Low) และคุณภาพของการสื่อสาร
ตัววัดผิดวัฒนธรรมนั้นชี้เชื่อมโยงไปที่เรื่องของการฟ้องร้องร.พ.
ข้อตำหนิต่อการบริการที่ไม่เป็นไปตามความต้องการ การย้ายร.พ. การมีสิ่งปนเปื้อนในอาหาร เหล่านี้เป็น trigger ที่นำไปสู่การสืบค้นเพื่อหาโอกาสพัฒนางานด้านการกำหนดอาหาร
โอกาสพัฒนาเหล่านี้นำสู่การมีการ recheck การสื่อสาร การประชุมร่วม round ward คุยกันระหว่างทีมนักกำหนดอาหารและทีมบนหอผู้ป่วย มีการสอนแพทย์และพยาบาลเรื่องการสั่งอาหาร
ในผู้ป่วยที่กลับมารักษาซ้ำด้วย High-Low ระบบบริการจะเน้นเรื่องของการแนะนำอาหารผู้ป่วยตัวต่อตัว เน้นเป้าหมายที่ลดหรือป้องกันโรคอ้วน ป้องกันเบาหวาน ป้องกันความดันสูง โรคแทรก (ตา ไต ตีน) และเพิ่มคุณภาพชีวิต มีระบบติดตามของทีมนักกำหนดอาหาร โดยการเยี่ยมก่อนกลับของนักกำหนดอาหารที่กำหนดไว้ประจำวอร์ด มีการนัดพบกันต่อที่ OPD เพื่อประมวล ทบทวนประเมินความรู้และการปฏิบัติที่บ้าน และให้กำลังใจ การสอนความรู้สอนไปถึงญาติด้วย

ประสบการณ์ของทีมงานได้เรียนรู้ว่าจุดสำคัญต่อไปนี้ให้ใส่ใจถือเป็น Hypoglycemic alert ในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานถ้าพบเจอ นั่นคือ
- กลุ่มคนไข้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไป
- เป็นเบาหวาน 10 ปีขึ้นไป
- คนไข้ที่กินไม่ได้ไม่ว่าด้วยสาเหตุอะไร
- คนไข้โรคตับหรือโรคไต
- คนไข้ที่ป่วยกะทันหันทุกประเภทไม่ว่าด้วยเหตุอะไร
ทีมงานกำหนดอาหารจะมีการตามดูกลุ่มเหล่านี้ที่วอร์ดทุกวัน ทุกวอร์ด เพื่อเฝ้าระวัง เมื่อเกิดปัญหาก็จะวิเคราะห์ปัญหา วิเคราะห์ระบบ แล้วจึงกำหนดเป้าหมายการพัฒนาและตัวชี้วัดระบบ พิจารณาองค์ประกอบของระบบ แล้วจึงออกแบบระบบงานที่ดีและเป็นไปได้ แล้วจึงลงมือสื่อสาร/ฝึกอบรม/ลงมือปฏิบัติ/ควบคุมกำกับ

ฉันชื่นชมในอุดมการณ์การทำงานคุณภาพของทีมงานอาจารย์แม่ที่บอกว่า ยิ่งพบ adverse event มาก ยิ่งเป็นโอกาสพัฒนาระบบงานของตน ปรบมือให้จริงๆค่ะสำหรับจิตใจอย่างนี้
ทั้งหมดทั้งสิ้นที่นำมาเล่านี้ เป็นเรื่องเล่าจากทีมงานนักกำหนดอาหาร 3 คนที่มีใจรักงาน รักคนไข้อย่างน่าชื่นชม เมื่อเรื่องเล่าจบลงไปแล้ว อาจารย์แม่ก็มาทวนซ้ำในเรื่องของ trigger tool ระดับความเสี่ยง A-I ซึ่งอาจารย์เน้นให้ใส่ใจที่ E-I เนื่องจากมีผลถึงคนไข้แล้ว
สิ่งหนึ่งที่อาจารย์แม่ย้ำว่า ใช้กันน้อยไปก็คือเรื่องของเวชระเบียน ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลทางคลินิกที่สำคัญ อาจารย์ชวนให้นึกถึง Harm ให้มากขึ้น ชวนให้หา Harm จากเวชระเบียน โดยค้นหา adverse event (AE) จากเวชระเบียน แล้วนำมาประมวลว่ามี Harm รึเปล่า หากว่าพบว่าใน 1000 วันนอนของผู้ป่วยกลุ่มที่นำมาสืบค้นมี AE 1 ครั้งเกิดขึ้น บ่งบอกว่ามี Harm เกิดขึ้นแล้ว
วิธีสืบค้นก็ให้ทำง่ายๆ เช่น นำเวชระเบียนมาสืบค้น 10 ฉบับทุก 2 สัปดาห์ รวบรวมวันนอน สะสมไปวิเคราะห์เป็นรายเดือน ต่อเนื่อง 3 เดือน การสืบหา AE จะเป็นมุมไหนก็ได้ เช่น พบเรื่องยาก็บันทึกไว้ พบเรื่องการผ่าตัดก็บันทึกไว้ รวบรวมมาสะสมด้วยกัน ถือว่าการพบแต่ละครั้งในหนึ่งเวชระเบียนนับหนึ่งหมด ดังนั้น AE จะมีตัวเลขสะสมต่อหนึ่งเวชระเบียนเยอะก็เยอะ พบแล้วให้เรียงลำดับเหตุการณ์จากวันแรกจนถึงวันสุดท้ายที่คนไข้นอนร.พ.จะได้ความรู้อะไรอีกเยอะแยะ ดูเหมือนจากประสบการณ์ของอาจารย์ อาจารย์จะได้กลุ่มของ High risk chart ไว้ alert ระบบด้วย

สไลด์ที่นำเสนอในเรื่องของ RM และ Trigger tools ที่อาจารย์แม่นำมาให้ดูกันก็เป็นเรื่องราวเดิมๆที่ทางพรพ.ได้เคยเผยแพร่ให้บรรดาคนในแวดวงคุณภาพได้เรียนรู้กันอยู่แล้วนั่นเอง
จบการนำเสนอแล้ว อาจารย์แม่ก็ยั่วเย้าให้มีการแลกเปลี่ยน จะถามจะเล่าอะไรก็ได้ แลกกันกับเครื่องมือเจาะเลือดคนละชุด มีน้องเภสัชกรจากร.พ.แห่งหนึ่งลุกขึ้นมาแจมด้วย ก็เลยได้เครื่องเจาะเลือดกลับไปใช้หนึ่งชุด
เมื่อห้องนี้เลิกกิจกรรมรอบแรกไปแล้ว ฉันก็หวนนึกถึงทีมงานจากกระบี่ มองๆดูก็ไม่เห็นใครสักคนจากทีมงานโภชนาการมาเข้าที่นี่ จึงส่งเสียงไปบอกพรรคพวกให้ตามมาเรียนรู้จากห้องนี้เพื่อเก็บเกี่ยวความรู้กลับมาให้ตรงประเด็นที่ร.พ.กระบี่ยังมีจุดอ่อนอยู่ ซึ่งกว่าจะตามตัวกันเจอทุกคนก็ใช้พลังไปมากมายเนื่องจากคนเยอะมากๆในช่วงที่ทุกห้องต่างจบกิจกรรมภาคต้นเช้าพร้อมๆกัน แค่ตามหาคนยังใช้พลังเยอะเลยในการฝ่าผู้คน สำหรับคนที่คอยบริหารจัดการเรื่องอาหารเบรกให้ทีมงานประจำห้องไม่ต้องพูดถึงเลยแหละ ต่างต้องใช้พลังกันเยอะจริงๆ

ติดตามเรื่องราวแล้วเห็นด้วยมั๊ยว่า เรื่องชวนสนใจสมดังที่มี keywords ที่บรรยายไว้ในบันทึกเล่มน้อยของงาน ซึ่งฉันขอสรุปเป็นเคล็ดลับไปไว้ใช้ต่อดังนี้
กินให้เกลี้ยง-เลี่ยง high low ป้องกันและลดการเกิดปัญหาภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำเกินไปได้เมื่อเติมวิธีการประเมินถาดอาหาร การเสริมอาหารให้ผู้ป่วยที่กินไม่ได้ตามเป้าหมาย เพิ่มเทคนิคการลดข้อผิดพลาดของการสื่อสารข้อมูลในการสั่งอาหารสำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เพิ่มการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยว่าสามารถนำความรู้ที่ได้รับจากการแนะนำเรื่องอาหารไปใช้ได้เหมาะสมกับชีวิตประจำวันได้หรือไม่
4 ส.ค.2552