แต่สำหรับค่ายนี้มีความพิเศษก็คือ เสมือนหนึ่งค่ายสิทธิมนุษยชน กล่าวคือ อาจจะเป็นเริ่มต้นของสังคมไทยที่จะเรียนรู้ร่วมกันถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจุบัน มิใช่แค่การออกค่ายเฮฮา หรือว่าทำกิจกรรมแล้วก็กลับบ้าน ในทางตรงกันข้ามกลับกลายเป็นค่ายที่สร้างองค์ความรู้ให้กับตัวผู้ออกค่ายเอง และการเผยแพร่ความรู้สู่สังคม โดยอาจจะเริ่มจากนักศึกษากลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มนี้นี่เอง ซึ่งสิ่งที่ต้องมีสำหรับผู้ที่เข้าร่วมค่ายนี้ก็คือ ความรู้และความเข้าใจในสภาพปัญหาของกลุ่มคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ

ปฐมบท…ของการเดินทาง

 

            ในยามเงียบสงัดของราตรีที่มาเยือน ซึ่งผมเองก็ยังไม่ได้นอน แต่กำลังนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เพื่อหาข้อมูลสำหรับทำวิทยานิพนธ์ แต่ทันใดนั้น ก็ได้รับอีเมลล์จากอาจารย์แหวว ซ่งก็เป็นเรื่องปกติที่เรามักจะสื่อสารกันทางอีเมลล์เสียมากกว่า จนรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดาของพวกเราไป แต่แล้วความประหลาดใจก็เกิดขึ้นทำให้ผมซึ่งกำลังง่วงนอน อยู่ในภวังค์กลับได้สติขึ้นมา พร้อมกับงุนงง และสงสัยกับอีเมลล์ฉบับหนึ่ง นั่นก็คือ อาจารย์แหวว Forward อีเมลล์จากนักศึกษาคนหนึ่ง ซึ่งเนื้ออความในอีเมลล์มีดังนี้

 

From: [email protected]


To: [email protected]


Subject: ขอเข้าพบอาจารย์ครับ
Date: Wed, 8 Jul 2009 17:43:01 +0700

กระผม นายชยัญ ไชยประพันธ์ นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตัวแทนกลุ่มอิสระนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครับ
 

เนื่องจากคราวที่แล้วได้นัดเวลาเข้าพบอาจารย์แต่อาจารย์ไม่ว่าง ครั้งนี้เลยติดต่ออาจารย์มิวใหม่ บอกว่าเป็นวันพรุ่งนี้สี่โมงครึ่งครับ รบกวนอาจารย์ด้วยนะครับ
 
รายละเอียดเรื่องที่ผมจะกราบเรียนอาจารย์พรุ่งนี้ครับ
 
1. จะนำร่างหนังสือโครงการให้อาจารย์พิจารณาครับ(แนบมาด้วยแล้วนะครับ) เพราะไม่มั่นใจว่าข้อมูลถูกต้องหรือเปล่า เป็นแบบเค้าโครงก่อนครับ เพื่อให้อาจารย์ตรวจแก้ไข หรือเท่าที่ผมทราบมา อาจารย์มีโครงการสำเร็จรูปเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่มาก หากเป็นไปได้จึงอยากขอรูปแบบโครงการของอาจารย์มาทำเลยครับ ซึ่งทางกลุ่มมีงบประมาณอยู่ประมาณสองหมื่นบาทรวมกับพวกเครื่องอุปโภคบริโภคที่ได้รับบริจาคอีกส่วนหนึ่ง ไม่ทราบว่าอาจารย์จะมีโครงการรองรับดังกล่าวหรือเปล่าครับ
 
2. อยากกราบเรียนให้อาจารย์เป็นที่ปรึกษาโครงการให้ครับ
 
ปัญหาของทางกลุ่ม มีดังนี้ครับ
 
1. เนื่องจากทางกลุ่มเพิ่งเริ่มทำโครงการเกี่ยวกับคนไร้สัญชาติเป็นปีแรก เลยไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ สถานที่ จำนวนคน และวิธีการให้ความช่วยเหลือ ซึ่งเท่าที่ทางกลุ่มเสาะแสวงหาข้อมูลได้ ก็เท่าที่พบบนอินเตอร์เนตและโทรสอบถามหน่วยงานในพื้นที่เท่านั้น แต่ก็ไม่สามารถทราบข้อมูลได้มากขึ้นเพราะยังไม่ได้เดินทางไปยังสถานที่จริง แต่เท่าที่ศึกษามา(แบบไม่รู้) ทางกลุ่มจึงกำหนดลงไปก่อนที่ บ้านบะไห ต.ห้วยยาง อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี (เพราะสอบถามนักศึกษาที่เคยอยู่ที่นี่ เค้าบอกว่ามีหมู่บ้านคนไร้สัญชาติจริง) แต่ก็ยังไม่ได้กำหนดลงไปตายตัว ยังต้องการข้อมูลสถานที่ที่เหมาะสมอีกมากครับ ดังนั้น เรื่องของสถานที่จึงอาจเปลี่ยนแปลงได้ ก็รอปรึกษาอาจารย์ก่อนน่ะครับ
 
และปัญหาใหญ่อีกเรื่องคือ ทางกลุ่มสับสนกับคำว่า "คนไร้สัญชาติ" กับ"ผู้อพยพ"และ"ผู้ลี้ภัย" เพราะเข้าใจว่าบางพื้นที่ คนไร้สัญชาติก็คือคนที่
2. รูปแบบของโครงการ ตอนแรกทางกลุ่มตั้งใจจะใช้รูปแบบของโครงการของมูลนิธิกระจกเงา ที่กลุ่มนักศึกษา มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ปีสี่ ได้เคยจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงราย โดยมีอาจารย์โจ้ อัครวัฒน์ เลาวัณย์สิริ เป็นที่ปรึกษาโครงการ คือ นอกจากจะไปจัดกิจกรรมมอบทุนการศึกษา(ให้เฉพาะเด็ก)แล้ว ยังต้องมีกิจกรรมคล้ายๆกับว่า "นักสืบสัญชาติ"(ให้กับชาวบ้านทั่วไป) เช่นการดูเอกสารรับรองสถานะบุคคล ทร 13,14 ใบสำคัญคนต่างด้าว ฯลฯ เพื่อดูถึงที่มาที่ไปของการได้สัญชาติไทย ซึ่งวิธีการดังกล่าวต้องอาศัยผู้ให้คำปรึกษา ซึ่งตอนแรกทางกลุ่มติดต่อไปยังมูลนิธิกระจกเงาเพื่อขอโครงการ แต่ก็เงียบหายมาจนทุกวันนี้ครับ
 
3. ก่อนที่ทางกลุ่มจะได้เข้าพบอาจารย์ ทางกลุ่มได้ประสานขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่นๆมาบ้างแล้วคร่าวๆ เช่น USCRI (คุณวรวิทย์)...UNHCR...UNESCO...UNICEF...และคณะอนุกรรมการคนไร้สัญชาติฯ สภาทนายความ(คุณสุรพงษ์) ซึ่งบางที่ก็มีเงื่อนไขที่จะให้ความช่วยเหลือคือ ต้องไปคิดโครงการแบบ "สอนให้คนจับปลา" ไม่ใช่แบบ "ฉิ่งฉับทัวร์" ทางกลุ่มเลยไม่รู้จะทำอย่างไร จึงต้องปรึกษาอาจารย์ก่อนครับ
 
4. และปัญหาใหญ่อีกเรื่องคือ ทางกลุ่มสับสนกับคำว่า "คนไร้สัญชาติ" กับ"ผู้อพยพ"และ"ผู้ลี้ภัย" เพราะเข้าใจว่าบางพื้นที่ คนไร้สัญชาติบางส่วนคือคนที่อพยพหรือลี้ภัยมาจากประเทศข้างเคียง ทางกลุ่มเลยเขียนร่างโครงการไปให้คลุมกับทั้งคนไร้สัญชาติและผู้อพยพลี้ภัย(ในส่วนของหลักการและเหตุผล) เลยไม่ทราบว่าจะถูกต้องหรือเปล่า จึงรอการแก้ไขจากอาจารย์ครับ
 
5. สำหรับวันที่จะดำเนินการ ต้องรอจนทุกอย่างชัดเจนก่อนครับ จึงจะเริ่มทำได้ ซึ่งคาดว่าน่าจะเดือนนี้(ไม่รู้จะทันหรือเปล่า)ครับ
 
ต้องกราบขออภัยอาจารย์ในความไม่ชัดเจนของทางกลุ่มนะครับ เนื่องจากทางกลุ่มยังไม่ทราบข้อมูลอีกมาก จะศึกษาค้นคว้าเองก็กลัวจะผิดพลาดน่ะครับ
 
รบกวนอาจารย์ด้วยนะครับ กราบขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูง
นายชยัญ ไชยประพันธ์ 081XXXXXXX [email protected]

 

            เมื่อผมอ่านอีเมลล์ฉบับนี้แล้วก็รู้สึกภาคภูมิใจยิ่งนัก เพราะว่าเมื่ออ่านอีเมลล์ฉบับนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ทำให้รู้สึกถึงความพยายามของนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่จะทำกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือสังคม ซึ่งส่วนใหญ่แล้วที่คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์นั้นการออกค่ายก็เป็นไปเพื่อการให้ความรู้กฎหมาย หรือสร้างห้องสมุด แต่สำหรับค่ายนี้มีความพิเศษก็คือ เสมือนหนึ่งค่ายสิทธิมนุษยชน กล่าวคือ อาจจะเป็นเริ่มต้นของสังคมไทยที่จะเรียนรู้ร่วมกันถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจุบัน มิใช่แค่การออกค่ายเฮฮา หรือว่าทำกิจกรรมแล้วก็กลับบ้าน ในทางตรงกันข้ามกลับกลายเป็นค่ายที่สร้างองค์ความรู้ให้กับตัวผู้ออกค่ายเอง และการเผยแพร่ความรู้สู่สังคม โดยอาจจะเริ่มจากนักศึกษากลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มนี้นี่เอง ซึ่งสิ่งที่ต้องมีสำหรับผู้ที่เข้าร่วมค่ายนี้ก็คือ ความรู้และความเข้าใจในสภาพปัญหาของกลุ่มคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ การที่พยายามที่จะเรียนรู้ และสัมผัสกับตัวมนุษย์จริง ซึ่งเป็นตัวเจ้าของปัญหาเองในพื้นที่ อีกทั้งมีการศึกษาข้อมูลก่อนการลงพื้นที่ แสดงให้เห็นว่ามีความพร้อมในระดับหนึ่งที่จะดำเนินการตามโครงการให้สำเร็จลุล่วงได้ ซึ่งโครงการนี้อาจจะเป็นอีกโครงการหนึ่งที่มีความความพยายามที่จะสร้างความมั่นคงเชิงประชากรให้กับมนุษย์ที่มีลมหายใจบนแผ่นดินไทย

วันรุ่งขึ้นผมก็ดำเนินการจองห้องและจัดการนัดหมายให้นักศึกษามาพบกับอาจารย์แหวว

และเมื่อมีการปรึกษาหารือกันแล้ว สรุปว่าอาจารย์แหววก็ได้แนะนำให้นักศึกษาผู้นั้นกลับไปเตรียมข้อมูล และสร้างองค์ความรู้ให้กับตัวเองในเรื่องของคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ อีกทั้งแก้ไขตัวโครงการให้เขียนให้ชัดเจน และให้มีวัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับการดำเนินการจริง นอกจากนี้ยังให้คำนึงถึงการออกค่ายลงพื้นที่ว่าทำเพื่อวัตถุประสงค์อะไร และทำเพื่อใคร ซึ่งชยัญก็รับปากที่จะดำเนินการตามที่อาจารย์แหววแนะนำ...........

------------------------------------------------------------------------------------