การมองสิ่งรอบข้างให้เป็น หรือมีกระบวนทัศน์ โลกทัศน์ วิสัยทัศน์ที่ถูกต้อง นั่นคือต้องมีค่านิยมต่อสิ่งรอบตัวและชีวิตให้ถูกต้อง

วันนี้ตอนเช้าไม่ได้ลงบันทึกเพราะมีคณะญาติโยมของบริษัทหนึ่งในกรุงเทพระดับหัวหน้าผู้บริหาร 

มาเพื่อทำกิจกรรมของบิรษัทประมาณ  ๓๐  คน 

เลยต้องจัดสถานที่แต่เช้ามืด หลังจากนำสวดมนต์นั่งสมาธิแล้วก็ได้พูดถึงเรื่อง..คุณสมบัติของผู้นำในมุมมองพุทธศาสนา..ให้เขาฟัง..

เราทุกท่านขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำด้วยกันทุกๆคน

อย่างแรกสุดคือผู้นำตัวเอง

เป็นพี่ก็ผู้นำน้อง  เป็นพ่อแม่ก็ผู้นำลูก  เป็นต้น

การนำเสนอเรื่องแรกที่พระพุทธองค์ตรัสไว้คือ

คนเราต้องมีสัมมาทิฐิ คือ การมองสิ่งรอบข้างให้เป็น หรือมีกระบวนทัศน์ โลกทัศน์  วิสัยทัศน์ที่ถูกต้อง นั่นคือต้องมีค่านิยมต่อสิ่งรอบตัวและชีวิตให้ถูกต้อง เหมือนดังเราจะไป ณ สถานที่ใดสักแห่งหนึ่ง

หากว่าเรารู้ทิศทางนั้นได้ถูกต้อง

เมื่อเป็นเช่นนี้ไม่ว่าเราจะเดินทางด้วยวิธีการใดๆ

ก็ต้องถึงที่หมายอย่างแน่นอน

นอกจากเราจะต้องมองสิ่งรอบตัวให้เป็นแล้ว

ที่สำคัญต้องมองให้ทะลุ คือต้องยอมรับว่า

สิ่งรอบตัวเรามีทั้งสุขและทุกข์คละกันไป

แต่ใช่ว่าเจอทุกข์แล้วจะท้อถอยก็หาไม่

ผู้ทำการค้าอย่างแรกก็ต้องนึกถึงผลกำไรไว้ก่อนโดยแบบพอดีพองาม แต่ทว่าผู้นำที่เป็นนักการเมืองทุกระดับ  จุดหมายคือประโยชน์สุขต่อคนส่วนรวม หากเห็นแก่ผลกำไรส่วนตนแล้ว

สังคมก็ไม่สามารถพึ่งพาได้

นี้คือคุณสมบัติสำคัญอย่างแรกที่ผู้นำต้องมี

เพราะเมื่อมีมุมมองในสิ่งรอบตัวเป็น

และมองในเชิงบวก  ก็จะเป็นจุดเริ่มแห่งการก้าวสู่ความสำเร็จ ในทางกลับกันถ้าเรามองสิ่งรอบตัวไม่เป็น ไม่เข้าใจ เราก็จะเดินไม่ถูกทาความพลั้งพลาดก็มีมากขึ้น เมื่อมองโลกในภาพลบก็จะทำให้ไม่มีกำลังใจในการทำงาน

ยากที่จะนำพาตนเอง  ครอบครัว 

ชุมชม  สังคม  บริษัทหรือองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้

ธรรมะสวัสดีขอรับ