ไม้ข่มเหง

ผมไม่ได้ไปข่มเหงใคร และใครก็ไม่ได้มาข่มเหงผมหรอกครับ ...

แล้วคำนี้เกี่ยวกับรูปที่เอามาแสดงอย่างไร หลายท่านคงสงสัยและคงสงสัยเหมือนผมงงเมื่อได้ยินคำนี้ท่ามกลางงานศพเมื่อเย็นนี้

 

เมื่อเช้าเข้าที่ทำงานสายหน่อย เพราะเมื่อคืนก่อนนอนดึกเร่งงานให้เสร็จ โชคดีที่ที่ทำงานผมไม่ได้ใช้ระเบียบราชการที่มีเส้นสีแดงกำกับการเข้ามาทำงาน ของผมอิสระ หากมีภารกิจสำคัญก็บอกกล่าวกันได้ อาจเรียกว่า ทำงานแบบเคารพความเป็นคนทำงานที่ต้องรับผิดชอบกันมากกว่าจะเอาเวลามาเป็นเส้นกำหนด

เมื่อเข้าที่ทำงานก็มีโน๊ทบนโต๊ะทำงานกล่าวว่า พ่อไข วงศ์กระโซ่เสียชีวิตแล้ว จะเผาวันนี้ ขอเชิญ...เข้าร่วมงานศพด้วย

พ่อไข เป็นผู้นำชาวบ้านที่เราสนิทสนมด้วยตั้งแต่แรก พ่อไขเป็นกลุ่มคนแรกๆที่ดงหลวงที่ทดลองทำปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพเพื่อใส่พืชผักต่างๆจนได้ผล พ่อไขทำเกษตรผสมผสานให้คนอื่นๆดู ขุดสระน้ำ เอาน้ำมาใช้เพื่อการเกษตรพอเพียง ปลูกทุกอย่างที่กินได้ ตามแนวคิดของเครือข่ายอินแปงแห่งสกลนคร

พ่อไขเข้าร่วมกับ พคท.เมื่อสมัยโน้น และรับผิดชอบด้านการคลัง บริหารการเงินในป่านับล้านๆบาท ความที่พ่อไขเป็นคนนิ่ง สุขุม หนักแน่นจึงได้รับหน้าที่นี้ เมื่อออกมาจากป่าเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยก็กลับมาฟื้นฟูเศรษฐกิจครอบครัวด้วยแนวคิดการเกษตรเพื่อการพึ่งตนเอง เข้าร่วมกับโครงการที่ผมรับผิดชอบอยู่..

นอกจากนี้พ่อไขยังมีบทบาทที่สำคัญในการเป็นมัคทายกวัด ดูแลเอาใจใส่พระสงฆ์องค์เจ้าทุกด้าน โดยเฉพาะเรื่องที่ดินสงฆ์ที่ต้องเดินทางเข้ามาในเมืองหลายต่อหลายครั้งเพื่อดำเนินการตามระบบราชการเพื่อออกเอกสารสิทธิในที่ดินวัด

 

วัย 70 เศษที่มาล้มป่วยด้วยเรื่องของตับ เร่ร่อนไปรักษาตามโรงพยาบาลมามากมายทั้งของรัฐของเอกชน ทั้งสมุนไพร ..แต่ก็ต้องเป็นไปตามกฎธรรมชาติ

กว่าผมจะเสร็จงานก็บ่ายแก่แล้ว รีบเดินทางประมาณ 60 กม.เข้าดงหลวงเพื่อร่วมงานศพ มาถึงบ้านพบว่าเคลื่อนศพไปสถานที่เผาแล้ว ผมยิ่งงงเพราะเขาใช้สวนของพ่อไขเป็นสถานที่เผาศพ ไม่ได้ใช้วัด หรือป่าช้า ทั้งนี้เป็นไปตามความต้องการของลูกหลาน โดยเฉพาะกลุ่มไทโซ่ ที่จะเอาบรรพบุรุษไปเผาและเก็บกระดูกไว้ที่สวน ที่นาของเจ้าของ

ผมได้เห็นพิธีแบบชาวบ้านที่แปลกตาไปจากแบบเมือง การกองฟืนแล้วเอาศพไปวางไว้ข้างบนนั้นทางภาคกลางเรียก “เผามอญ”  หลังจากพระทำพิธีแล้วญาติสนิท มิตรสหายเอาน้ำมะพร้าว และน้ำพิเศษชนิดหนึ่งไปรดลงใบหน้าศพ ครบถ้วนแล้ว ก็จะทำพิธีเผา

แล้วผมก็เห็นชาวบ้านหลายคนช่วยกัน ยกไม้ขนาดใหญ่มากจำนวน 4 ต้นเอามาวางพิงทับโลงศพด้านละสองต้น ดังภาพ ผมแปลกใจว่าเอามาอิงเช่นนั้นไว้ทำไม เป็นฟืนหรือ ก็ไม่น่าใช่เพราะกองฟืนนั้นใหญ่โต โฆษกยังพูดออกไมโครโฟนว่า กองฟื้นนี้เผาสามศพก็ไม่หมดฟืน..

ผมถามผู้นำชาวบ้านหนุ่มว่า ไม้ใหญ่ที่เอามาอิง มาทับนั้นทำไว้ทำไม... ผู้นำบอกผมว่า เอามาทับไม่ให้เวลาเผาศพ เผาโลงแล้ว โลงจะกลิ้งตกลงมาเพราะการเผาไหม้น่ะซี  เขาเรียกไม้สี่ต้นนี้ว่า “ไม้ข่มเหง” ผมฟังไม่ผิดครับเพราะซักผู้นำจนมั่นใจว่าเรียกเช่นนั้นจริงๆ 

เอาไม้ใหญ่ไปวางทับเพราะต้องการข่มเหงโลงศพไม่ให้ไหลกลิ้งลงมาช่วงเผานั่นเอง.....

(ใช้มือถือถ่ายรูปช่วงเย็นมากแล้วจึงไม่ชัด)