“อาจารย์ไหมสมกับเป็นครูคนใหม่...ในห้องเรียนใหม่” และพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่วงการวิชาชีพนักกฎหมาย พร้อมที่จะรับใช้สังคมอย่างเต็มภาคภูมิใจ ในสายตาของผมแล้วหล่ะครับ

ห้องเรียนใหม่...กับครูคนใหม่

 

          ณ วินาทีนี้ผมมีความรู้สึกยินดี และดีใจมากมายเลย กับอีกหนึ่งความสำเร็จของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็คือ การที่บัณฑิต พร้อมทั้งศิษย์รุ่นเก๋านำวิชาความรู้อันเข้มแข็ง และกล้าแกร่งมาช่วยเหลือสังคม ซึ่งตอนนี้ก็คงจะเป็นประเด็นร้อนก็คือ เรื่องของน้องหม่องทองดี ละผู้ที่อยู่เบื้องหลังของความสำเร็จนี้ก็คือ อาจารย์แหวว (ครูตัวแม่ของพวกเรา) พร้อมด้วยคณะลูกศิษย์ก้นกุฏิ ที่มีความรู้รอบตัว พวกเราไม่ได้มีแต่ความรู้เท่านั้น เรายังมีจริยธรรมของนักกฎหมาย และมีคุณธรรมที่อาจารย์แหววคอยอบรมบ่มเพาะ เพื่อพร้อมที่จะรับใช้สังคม ซึ่งกว่าจะผ่านพ้น และทำความเข้าใจ รวมถึงเชียวชาญในเรื่องนี้ก็หนักหนาสาหัสเหลือเกิน

          และสิ่งหนึ่งที่วัดความสามารถของลูกศิษย์ก้นกุฏิของอาจารย์ก็คือ การทำงานอย่างจริงจัง

และวันนี้ วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน 2552 ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่เหมือนกับวันธรรมดาทั่วไป แต่ก็ยังมีอาการลุ้นถึงเรื่องของน้องหม่อง แน่นอนหล่ะครับว่าการที่เรามีความรู้และข้อมูลที่ชัดเจน และข้อกฎหมายที่หนักแน่นแล้ว เราย่อมเป็นผู้มีชัยเหนือกรณีของน้องหม่อง ทองดี

          แต่ว่าวันนี้พิเศษก็คือว่า เป็นวันชี้ชะตาของน้องหม่อง ทองดีแล้วว่าจะได้เดินทางไปญี่ปุ่นหรือไม่

          ผมรีบมาที่ธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) แต่เช้าเพื่อที่จะคอยเป็นผู้ประสานงาน และรับโทรศัพท์ในห้องพักอาจารย์ ซึ่งในช่วงเช้านั้นก็ได้มีผู้คนโทรเข้ามาสอบถามถึงอาจารย์แหววหลายสาย แต่ที่ผมประหลาดใจยิ่งนักก็คือว่า อาจารย์แหววโทรมาจากบ้าน ซึ่งอาจารย์ก็บอกว่าอาจารย์ได้รับเชิญให้ไปเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญในศาลปกครอง ตามคำเชิญของสภาทนายความ ซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดีแทน ซึ่งก็ไม่น่าจะแปลกอะไรถ้าจะให้อาจารย์ไหม (ศิษย์พี่) ไปสอนหนังสือแทน เพราะว่าการเจนต่อเวทีการสอน และประสบการณ์ทำงาน คว่ำหวอดอยู่วงการด้านสถานะบุคคลมายาวนาน อีกทั้งความรู้ระดับมหาบัณฑิตแล้ว เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องธรรมดาของอาจารย์ไหม (ซูปเปอร์ไหม....แรง...ได้อีก)และนี่ก็ไม่ใช่เวทีการสอนครั้งแรกของอาจารย์ไหมของเรา

เหตุผลแรกที่อาจารย์แหววไม่อยากงดบรรยายก็คือว่า อาจารย์กังวลว่าจะสอนไม่ทัน และการหาชั่วโมงสอนชดเชยนั้นแสนจะยากยิ่งนัก และการที่ไม่งดบรรยายก็จะเป็นประโยชน์กับนักศึกษามากกว่า เนื่องจากว่าการเรียนจะได้ต่อเนื่อง ไม่หยุดชะงัก

          ทันทีที่ทราบว่าการสอนของอาจารย์แหววต้องหยุดลง อาจารย์ก็ได้รีบส่งเอกสารการสอน และเตรียมประเด็นที่จะสอนกับอาจารย์ไหมทันที

          แต่สำหรับผมแล้ว ผมกลับรู้สึกืต่นเต้นยิ่งกว่าอาจารย์ไหมเสียอีก เพราะว่าเกรงว่าจะไปสอนไม่ทัน แล้วก็เป็นห่วงอาจารย์ไหม เพราะว่าเหนื่อยล้ามาทั้งอาทิตย์ จากสิ่งที่กังวลนั้นเอง ทันใดนั้นสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น สิ่งนั้นคือ ท้องโอ๊ตร้อง (จ๊อก ๆ ๆ) เนื่องจากว่าเราไม่ได้กินข้าวตั้งแต่เช้าจนเที่ยง แม้กระทั่งไปถึงที่รังสิต และกลับมาท่าพระจันทร์ (อาหารมื้อแรกที่ตกถึงท้องก็เมื่อเวลา 18.00 น. เคารพธงชาติพอดี เราก็เลยแสดงความรักชาติ ด้วยการกินเคารพธงชาติ...)

          ขณะที่นั่งรถตู้ไปอาจารย์พี่ไหมก็ได้เตรียมประเด็นที่จะสอน จนกระทั่งถึงคณะนิติศาสตร์ ม.ธ. (ศูนย์รังสิต) แล้วก็ขึ้นไปรับเอกสารการสอนจากน้าเรือง (ลุงผลิตเอกสารผู้ใจดี แต่ที่ผมเรียกว่าน้า เพราะว่าเรียกน้าแล้วบริการดีเยี่ยม แต่พอเรียกลุงแล้วนั้น จะทำเอกสารผิดทันที ไม่ตกหล่นไป 1 หน้า ก็เรียงผิดหน้า อิอิอิ ไม่ได้ว่าไรนะครับ ลุง เอ๊ย!!! พี่เอ๊ยยย!!! น้าครับ)

เมื่อถึงที่อาคารปิยชาติ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ก็ทำให้รู้สึกแปลกตายิ่งนัก เพราะว่าไม่ค่อยจะคุ้นเคยกันมาก และยิ่งสำหรับอาจารย์พี่ไหมแล้ว กลับกลายเป็นที่ที่แปลกตาไปเสียทุกที่ เพราะว่าตอนที่พี่ไหมเรียน ยังไม่มีการย้ายมาเรียนที่ตึกแบบนี้ (ไม่บอกก็รู้นะครับว่าอายุห่างกันมากเท่าไร...อิอิอิ)

เราขนเอกสารขึ้นมาเพื่อแจกเอกสารอย่างทุลักทุเล(ก็ตอนขนดันไปเรียกน้าเรืองว่าลุงหน่ะสิครับ แกเลยไม่ค่อยมีแรงขน...555) จากนั้นก็ได้ทำการแจกเอกสารประกอบการสอน ผมก็แนะนำเอกสารว่ามีกี่ชุด และตั้มก็ได้เตรียมลงโปรแกรม Mind Map และเตรียม Power Points และเอกสารจากในเว็บอาจารย์แหวว

          สภาพห้องเรียนใหม่ก็ร็สึกว่าสะอาดสะอ้านตา แต่เสียดายนิด ๆ นะครับว่ามันจุคนได้น้อย จนมีนักศึกษาที่สนใจในการเรียนมากมาย จนมีบางคนนั่งพื้น (ตอนแรกก็คิดว่าสงสัย จะยังไม่จ่ายค่าลงทะเบียนหรือเปล่านะ ผู้หญิงคนนนี้ ...น้องสมรนี่...ทำไมมานั่งพื้นนะ... แต่ทีไหนได้ เก้าอี้ไม่พอนั่งอ่ะครับ) แต่สภาพห้องเรียนก็ไม่เป็นอุปสรรคมากนัก แต่สิ่งหนึ่งที่ผมแปลกใจมาก ซึ่งต่างกับรุ่นผมมากก็คือ นักศึกษาในห้องเรียนนี้ ทุกคนต่างก็สนใจเรียนดี และชอบซักถาม พร้อมทั้งการแสดงความคิดเห็นก็มีเยอะ อย่างนี้แสดงว่าความรู้แน่น สมกับเป็นนิติศาสตร์บัณฑิต ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

พอพี่ไหมเริ่มจะบรรยายด้วยคงามมั่นใจ แต่นักศึกษาก็ยังสนทนาแลกเปลี่ยนกลุ่มย่อยยังไม่จบ และก็ประสานเสียงกันจนสอนไม่ได้ อาจารย์ไหมก็เลยต้องบอกกับนักศึกษาว่าขอให้เงียบ ถ้าไม่เงียบก็จะไม่พูด จากนั้นนักศึกษาก็เงียบ นักศึกษาก็รู้สึกแปลกใจ และนักศึกษาหลายคนก็มาถามว่าอาจารย์แหววไปช่วยน้องหม่องใช่ไหม และหลายคนต่างก็สงสัยอยากรู้เรื่องน้องหม่อง

ตั้มเปิด Power Points อาจารย์ไหมเริ่มบรรยายถึงการจำแนกสถานะบุคคลของบุคคลธรรมดาด้วยกฎหมาย 3 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติสัญชาติ ทะเบียนราษฎร และคนเข้าเมือง แล้วก็พูดไปเรื่อย ๆ จนจบสไลด์ จากนั้นก็มาฝึกวิเคราะห์กรณีปัญหา ซึ่งเป็นแน่นอนว่านั่นคือการสอนวิธีที่จะนำกฎหมายไปใช้จริงกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริงใจสังคม พี่ไหมเริ่มด้วยอธิบายข้อเท็จจริง แล้วก็ถามนักศึกษา โดยเอาหลักกฎหมายที่สอนในตอนแรกมาเทียบให้ดูกับกรณีปัญหา ซึ่งนักศึกษาก็ตอบได้ดีทีเดียว (เพราะทีที่สอง ทีที่สามนี่ ตอบไม่ได้แล้วอ่ะครับ...555... อ้ามันไม่ใช่แบบนั้น !!! ผมหมายถึงว่า นักศึกษาได้ฝึกหัดวิเคราะห์ร่วมกันกับอาจารย์)

ระหว่างการสอนผมก็นั่งสังเกตว่าอาจารย์ไหมยืนสอนตลอด 3 ชั่วโมงจนจบ (นั่นหมายถึงอะไร ??? นั่นหมายถึงว่า พี่ไหมนั่งไม่ได้หรือ ... ลมมันเย็น หรือเปล่า 555) แสดงถึงว่าอาจารย์ได้ให้เกียรตินักศึกษามาก แล้วระหว่างการสอนก็จะมีมุขแบบพี่ไหมของเรา และด้วยจิตใจที่รักเด็ก และวิธีการสอนที่สนุก มีการเล่นระดับของเสียง(เสียงพี่ไหมก็เหมือนตัวการ์ตูนอยู่แล้วด้วยนะจะบอกให่ อิอิ แอบเม้าท์) บางทีนักศึกษาก็ยังหัวเราะในห้อง

กรณีศึกษาแรกที่พูดถึงก็คือ เรื่องของนายยี่เกียม ต่อมาก็อธิบายเรื่องของการใช้พระราชบัญญัติสัญชาติตามตารางที่อาจารย์แหววทำแจก จากัน้นก็พูดถึงเรื่องของน.ส.ศรีนวล เสาร์คำนวล พออธิบายจบ อาจารย์ไหมเกรงว่าจะลึกมากไป สำหรับผู้เริ่มต้น จึงบอกนักศึกษาว่าไม่ขอลงข้อกฎหมายเชิงลึก แต่นักศึกษาต่างก็มีความรู้ที่ Advance จึงได้เกิดโกลาหล โวยวายกันใหญ่ ช่วงนี้สถาการณ์เริ่มไม่ค่อยดี แต่ว่าอาจารย์ไหม และผมก้ได้อธิบายถึงเหตุผลของการที่ไม่ลงข้อกฎหมายเชิงลึกมากเกินไป เพราะว่าคาบนี้เป้นคาบของการทำความเข้าใจกับข้อเท็จจริงที่เป็นกรณีศึกา แล้วในคาบหน้าอาจารย์แหววจะมาอธิบายข้อกฎหมายแบบละเอียด จากนั้นจึงอยู่ในความสงบ และต่อมาก็เกิดโกลาหลอีกครั้ง เมื่อแจ้งนักศึกษาว่า งวันนี้จะไม่มีการบรรยายชดเชย นักศึกษาหลายคนต่างก็โวยวาย ถึงการไม่แจ้งล่วงหน้าของคณะ(สมเกียรตินักศึกษาปี 4 ชูปิ่นโตขึ้นมา บอกว่าอาจารย์ครับ ผมเตรียมข้าว เตรียมน้ำมาทานเลยนะเนี่ย ทำไมไม่บอกกันก่อนหล่ะครับ... จากนั้นก็ฮาสามัคคี หัวเราะยกห้องเลย 555 ... ก็แจ้งคณะแล้วเค้าไม่แจ้งอ่ะครับ จะช่วยไงดีอ่ะ???) จากนั้นจึงให้นักศึกษาไปพัก แล้วก็มาสอนกันต่อในเรื่องกรณีศึกษาของนายอเล็กซานเดอร์ไวท์ และแล้ววินาทีแห่งการรอคอยก็มาถึง ... แต่น แตน แต๊นนนนนนน ... หมดชั่วโมงพอดี แต่นักศึกษาก็ยังไม่ได้ออกจากห้องเลย กลับเดินมาซักถามปัญหากับอาจารย์ไหม ผมเอง และตั้ม (ผมคาดว่าจะได้กินข้าววววว .... แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็มาถึงอีก คนขับรถตู้มารับกลับคณะนิติฯ เลย...เง้ออออ หิววววง่า) เรากลับไปเก็บของที่คณะแล้วก็นั่งรถกลับท่าพระจันทร์กันเลย จากนั้นก็ถึงจะแวะหาอะไรทานกันตอนเย็น

สำหรับการถอดบทเรียนในการบรรยายครั้งนี้นั้น อาจารย์ไหมทำได้ดีทีเดียว(ทีที่สอง ทีที่สามคงทำไม่ได้แล้วใช่ไหมหล่ะ...อิอิ ย้อเย่น) การให้เกียรตินักศึกษา ความอดทนต่อความเหนื่อยยาก (โดยเฉพาะความหิว ซึ่งต้องใช้ความอดทนในหมู่พวกเรามาก) การมีความรู้เชิงวิชาการ และเชิงจิตวิทยา และมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่สมกับเป็นครู ซึ่งตอนนี้ผมก็สามารถจะพูดได้ว่า

“อาจารย์ไหมสมกับเป็นครูคนใหม่...ในห้องเรียนใหม่” และพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่วงการวิชาชีพนักกฎหมาย พร้อมที่จะรับใช้สังคมอย่างเต็มภาคภูมิใจ ในสายตาของผมแล้วหล่ะครับ