สมุทัยเวชศาสตร์
(Functional Medicine)
คำตอบของโรคมะเร็ง
มะเร็ง โรคที่ใคร ๆ ก็หวาดผวา ด้วยสถิติที่คร่าชีวิตติดอันดับต้น ๆ ของโลกทุกปี รวมถึงความทุกข์ทรมานจากอาการของโรค ผลข้างเคียงจากการรักษา และการต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมายในการรักษาที่ไม่มีทีท่าว่าจะหาย วันนี้เราจะแนะนำมะเร็งให้คุณรู้จักในมุมมองแห่งความหวัง ด้วยวิถีทางการรักษามะเร็งแบบใหม่ที่เรียกว่า ศาสตร์แพทย์แบบองค์รวม ผ่านประสบการณ์ของนายแพทย์ ต่อศักดิ์ ทิพย์ไพโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ผสานผสานและสมุทัยเวชศาสตร์ ศูนย์บำบัดสุขภาพแบบองค์รวม จีรังคลินิก (Jirung Clinic) แพทย์แผนปัจจุบันผู้ให้ความสำคัญกับการดูแลคุณภาพชีวิตของคน ควบคู่ไปกับการให้การรักษา มากกว่ามุ่งรักษาเพื่อเอาชนะโรคเพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น ทั้งกับตัวผู้ป่วย ครอบครัว และ สังคมรอบข้าง
ศาสตร์แพทย์แบบองค์รวมคืออะไร
ศาสตร์แพทย์แบบองค์รวม และผสมผสาน หรือ Holistic and Integrative medicine คือ การแพทย์ที่มุ่งดูแลผู้ป่วย โดยให้ความสำคัญกับตัวคนทั้งคน มากกว่ามุ่งเน้นเฉพาะไปยังแต่ละส่วน แต่ละปัญหาในคนนั้นๆ โดยมีพื้นฐานที่ว่า ตัวคนเราประกอบด้วย ส่วนการทำงานหลายส่วนที่เชื่อมโยง ประสาน และทำงานสอดคล้องกันเป็นเครือข่าย (web-like interconnections of internal physiological factors ) ความผิดปกติที่เกิดขึ้นในตัวคนที่แสดงออกมาที่จุดหนึ่ง อาจเป็นผลต่อเนื่องมาจากความไม่สมดุล( imbalances ) ในจุดอื่น โดยเฉพาะความผิดปกติที่พบในโรคเรื้อรัง ที่มีระยะเวลาของการก่อตัวของโรคนานๆ มักจะพบว่ามีความไม่สมดุล เสียหายเกิดขึ้นจากหลายระบบในเวลาเดียวกัน การวางแผนการรักษาในผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงต้องมองให้ครบทุกระบบที่มีความไม่สมดุล แล้วกำหนดแผนการรักษาตามสิ่งที่พบของคนนั้นๆ ทั้งระบบ มากกว่ามุ่งจัดการกับปัญหาที่แสดงออกมา เพียงอย่างเดียว
แตกต่างจากการรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน หรือแพทย์แผนทางเลือกอย่างไร
การรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบัน หรือ main stream practice มีจุดเด่นอยู่ที่มุ่งเน้นการ ระบุปัญหาที่เป็นในปัจจุบันของคนๆนั้น ( identify the precise diagnosis ) แล้วให้การรักษาตามแบบแผนของชนิดโรคนั้น ๆ ซึ่งจะได้ผลดี และมีประสิทธิภาพมาก สำหรับกรณีปัญหาหรือภาวะที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ซึ่งต้องการการจัดการที่มุ่งเน้นการระงับอาการ และป้องกันความเสียหายที่จะเกิดตามมา วิธีการที่ใช้ในการรักษาส่วนใหญ่ ก็จะมุ่งไปในแนวทางที่ ใช้ยา การผ่าตัด กระบวนการต่างๆ เพื่อ ระงับ หยุด กำจัด ขัดขวาง กระบวนการปรกติของร่างกาย
แต่ในรายที่เป็นโรค หรือ ภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง เราจะเริ่มเห็นว่า การใช้ ยา และวิธีการต่างๆ ที่มุ่ง หยุด ขัดขวาง กด บังคับ กระบวนการปกติของร่างกาย จุดใด จุดหนึ่ง หรือ หลายๆจุดพร้อมกัน เป็นเวลานาน มักจะก่อให้เกิดปัญหาใหม่ๆ ตามมา จนต้องตามแก้ไข กันอีกเรื่อยๆ และ ผลของการรักษาภาวะเรื้อรังเหล่านี้ ก็ทำได้เพียง ชะลออาการของโรคเท่านั้น ไม่สามารถมุ่งหวังได้ถึงการหยุดกระบวนการเกิดโรค และทำให้การทำงานต่างๆ กลับมาเป็นปกติเช่นเดิมได้อีก
เราจะเห็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก ว่าผู้ป่วยเรื้อรังเหล่านี้ เริ่มมุ่งเสาะหา แนวทางการรักษาแบบอื่น ๆ มากขึ้น ที่แพร่หลายที่สุดก็คือ การแพทย์ทางเลือก ( alternative medicine ) ซึ่งโดยพื้นฐานก็คือการเสนอการรักษาอีกแบบขึ้นมาแทนที่การรักษาแผนปัจจุบัน เช่น การใช้สมุนไพร การฝังเข้ม อายุรเวท เป็นต้น แต่ทั้งนี้แนวทางการรักษาส่วนใหญ่ จะเป็นไปโดยยึดหลักตามความเห็นของบุคคล หรือจากประสบการณ์ที่ถ่ายทอดกันมาเป็นส่วนใหญ่ ( opinion or experience based ) ซึ่งต่างจากการักษาแผนปัจจุบัน ที่ยึดหลักตามหลักฐานที่พิสูจน์ได้ ( evidence based ) มากกว่า แต่เราจะเห็นว่า การรักษาแบบทางเลือกหลายอย่าง เมื่อได้รับการพิสูจน์จนเป็นที่ยอมรับแล้ว ก็จะถูกนำไปใช้ในการแพทย์แผนปัจจุบัน เป็นระยะๆ
ศาสตร์แพทย์แบบองค์รวมและผสมผสาน หรือ Holistic and Integrative medicine นับได้ว่าเป็นสะพานเชื่อมระหว่างการรักษาสองขั้วข้างต้น โดยแพทย์ยังจะใช้หลักฐานที่พิสูจน์ได้ทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจ เลือด น้ำลาย ปัสสาวะ อุจจาระ เพื่อระบุภาวะความไม่สมดุลในตัวคนนั้นๆ แล้วกำหนดแผนการรักษาโดยรวม โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นวิธีทางแผนปัจจุบัน หรือ วิธีการแพทย์ทางเลือก ทั้งนี้โดยมีเป้าหมายหลัก อยู่ที่การมุ่งดูแลคนทั้งคน มากกว่าการมุ่งรักษาตัวโรค ยกตัวอย่างเช่น การนำวิธีจัดการด้านอารมณ์ และ จิตใจ เช่น การทำสมาธิ เข้ามาไว้ในแผนการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง ด้วย หากพบว่าผู้ป่วยนี้มีปัญหาในเรื่อง relaxation technique เช่นเดียวกับการใช้โปรแกรมด้านอาหารชนิดต่าง ๆ เข้ามาเสริมในแผนการรักษา
หลักการรักษาและขั้นตอนการรักษาโรคมะเร็งด้วยศาสตร์แพทย์แบบองค์รวมเป็นอย่างไร
เริ่มต้นจากการประเมินโดยแพทย์ เพื่อหาภาวะความไม่สมดุลต่างๆ และ ประเมินภาวะของโรคที่เป็น ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอย่างต่ำหนึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นก็จะตามมาด้วยการตรวจทางห้องปฏิบัติการต่างๆที่จำเป็น เพื่อประเมิน และ ยืนยันข้อสงสัยข้างต้น แล้วจึงกำหนดแผนการรักษา เป็นรายบุคคล ตามข้อมูลที่ได้รับ
โดยทั่วไปแผนการรักษาจะประกอบด้วยสองขั้นตอน คือ ขั้นพื้นฐาน และ ขั้นก้าวหน้า ( basic and advance )
ขั้นพื้นฐาน ( Replace and Remove ) มีหลักใหญ่อยู่ที่ กระบวนการ replace สิ่งที่ดี ที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วย แต่พบว่าขาด หรือไม่มีในผู้ป่วยคนนั้น เช่น
- Foods (protein, fats, carbohydrates, fiber)
- Vitamins, minerals, accessory or conditionally essential nutrients
- Light, water, air
- Movement
- Rhythm
- Love, community, connection
- Meaning, purpose
ทั้งนี้ต้องทำควบคู่ไปกับ กระบวนการ remove สิ่งที่ไม่ดี ไม่เป็นประโยชน์ และ รบกวนต่อระบบการทำงานของร่างกาย ที่พบในผู้ป่วยรายนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น
- Toxins (biologic, elemental, synthetic)
- Allergens (food, mold, dust, animal products, pollens, chemicals)
- Microbes (bacteria, yeast, parasites, prions)
- Stress (physical, psychological)
- Poor Diet and/or Nutritional Insufficiency
ส่วนในขั้นก้าวหน้า ( Restore and Regenerate ) จะมุ่งเน้นไปทั้งการควบคุมโรค เสริมสร้าง และซ่อมแซมสิ่งที่เสียหายไปจากกระบวนการของโรค โดยผสมผสานทั้งทางเลือกของการแพทย์แผนปัจจุบัน และ ทางเลือกของแพทย์ทางเลือก
ตัวอย่างวิธีการดูแลโรคมะเร็งขั้นก้าวหน้า ด้วยศาสตร์แพทย์แบบองค์รวม
เนื่องจากในทางการแพทย์แผนปัจจุบันมี ทางเลือกอยู่เพียง การใช้การผ่าตัด การฉายรังสี และ การทำเคมีบำบัด ซึ่งประสบปัญหาพอสมควรในเรื่องของผลข้างเคียงจากการรักษา โดยเฉพาะการฉายรังสี และ การทำเคมีบำบัด ซึ่งมีผลกระทบกับระบบการทำงานปกติของผู้ป่วยจำนวนมาก จึงได้เกิดมีทางเลือกใหม่ๆ ในการควบคุมมะเร็ง โดยมุ่งไปเสริมกลไกการทำงานปกติของร่างกายให้แข็งแรงขึ้น โดยให้มีผลกระทบกับระบบการทำงานปกติน้อยที่สุด เช่น วิธีการ adoptive immunotherapy ซึ่งมีการนำเลือดของผู้ป่วยไปเพาะเลี้ยงเพื่อเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาวชนิด Killer T-Cell ซึ่งทำหน้าที่ในการจัดการเซลล์แปลกปลอมในร่างกายโดยตรง แล้วฉีดกลับเข้าไปให้ผู้ป่วย เพื่อเข้าไปเสริมระบบภูมิต้านทางของผู้ป่วย ซึ่งเราพบว่าเม็ดเลือดขาวชนิดนี้มักจะถูกกดการทำงานไว้ จากผลของ cross talk ระหว่างตัวมะเร็ง กับ ระบบภูมิต้านทานของผู้ป่วยเอง หรือในบางครั้งอาจพิจารณาเพาะเลี้ยง dendritic cell จากเลือดของผู้ป่วยและ ฉีดกลับเข้าไปให้ เพื่อช่วยทำหน้าที่เป็น antigen presenting cell และไปเหนี่ยวนำให้เกิดการสร้าง effector cell ที่มาช่วยจัดการเซลมะเร็งต่อไป
หรือในกรณีที่ผู้ป่วยที่สภาพร่างกายทรุดโทรม มากจากผลของโรคเอง หรือ จากผลของการรักษาแบบต่างๆ จนระดับของเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกร็ดเลือกทรุดต่ำลงมาก การพิจารณาให้การรักษารักษาด้วย Stem cell ชนิดต่างๆ เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายเฉพาะหน้า ก็อาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ก็ได้
ทั้งนี้จะเห็นว่า แพทย์มักจะมุ่งใช้ทางเลือกที่เสริม ระบบการทำงานปกติของร่างกาย มากกว่า การมุ่งทำลายล้างตัวโรค โดยไม่คำนึงถึงส่วนอื่นๆที่เหลือ แต่ทั้งนี้ การที่จะเลือกใช้การรักษาแบบใด และเวลาไหน ก็ต้องดูจังหวะเวลา และ สภาพของผู้ป่วยแต่ละคนเป็นสำคัญ ไม่ได้มีการกำหนดเป็นแบบแผนการรักษาตายตัว
ผลการรักษาเป็นอย่างไร
ในแง่ของคุณภาพชีวิต แน่นอน ว่า ในแนวทางแบบนี้ ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่ามาก ทั้งในแง่ส่วนตัว ครอบครัว และสังคม ในด้านของการควบคุมโรคที่เป็น เราพบว่าในรายเป็นไม่มาก เราสามารถตั้งความหวังไว้ได้สูง แต่ในรายที่อาการของโรคเป็นไปมากแล้ว เราพบว่า ตัวมะเร็งยังคงจะมีอยู่ แต่หยุดการลุกลาม หรือ อัตราการลุกลามเป็นไปอย่างช้าๆ เช่นในรายของผู้ป่วยรายหนึ่งที่เป็นมะเร็งของสำไส้ ลุกลามไปที่ปอด และ ตับ ซึ่งถือว่าเป็นระยะสุดท้าย โดยปกติเราจะคาดหวังว่า survival rate ไม่น่าจะเกินสามปี แต่หลังจากที่ได้หันมาใช้แนวทางแบบนี้ ยังสามารถอยู่มาได้ถึงเจ็ดปี โดยยังสามารถทำงานได้ปกติ แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ผู้ป่วยจะต้องเข้มงวดในการปฏิบัติตนให้อยู่ในแนวทางที่กำหนดไว้ ทั้งในด้านอาหาร สิ่งแวดล้อม อารมณ์ จิดใจ ซึ่งเราพบเห็นได้บ่อยที่มีผู้ป่วยที่เริ่มดูแลตัวเองน้อยลง ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของโรคได้เร็วเช่นกัน
สิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งคืออะไร
โรคมะเร็งเป็นโรคเรื้อรัง ที่มีการก่อตัว ของโรคอย่างยาวนาน อันเป็นผลเนื่องจาก สิ่งแวดล้อม พฤติกรรรมการใช้ชีวิต และ ปัจจัยด้านพันธุกรรม เมื่อเกิดมีอาการของโรคเกิดขึ้นแล้ว การจะย้อนกระบวนการ ความไม่สมดุลต่างๆ ที่เคยเป็นมา จะต้องใช้ความตั้งใจ ความเข้าใจ และ ความพยายามเป็นอย่างสูง ในการปรับเปลี่ยน พฤติกรรม ( life style modification ) ปัจจัยของความสำเร็จในการรักษาผู้ป่วยประเภทนี้จึงขึ้นอยู่กับ ตัวผู้ป่วยเป็นสำคัญ หากผู้ป่วย ท้อแท้ หมดหวัง หรือ มีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง โอกาสของความสำเร็จย่อมมีน้อยเป็นอย่างยิ่ง แพทย์เป็นเพียงผู้ให้คำแนะนำ ให้ความปรึกษาเพื่อเสนอทางเลือกต่างๆ เท่านั้น แต่ผู้ที่จะลงมือรักษาตนเองจริง ๆ และ เป็นผู้ที่จะกำหนดความสำเร็จของการรักษา ก็คือตัวผู้ป่วยเอง ทั้งนี้โดยความสนับสนุนจากคนรอบข้าง และครอบครัว
............................................................................................................
นายแพทย์ต่อศักดิ์ ทิพย์ไพโรจน์ ปรึกษาปัญหาสุขภาพ โทร. 02-645-0120
ผู้ป่วยมะเร็งมีจำนวนมาก หากมีทางเลือกของการรักษาที่ได้ผล ย่อมเป็นเรื่องดีต่อสุขภาพของประชาชนโดยรวม
น่าสนใจมากคะ
มะเร็งเป็นไปทั่ว แม้น่ากลัวต้องทำใจไม่หวั่นไหว ดูแลกายดูใจเสมอไป รักษาไว้สุขภาวะน่าจะดี
จะมีการอบรม เรื่องการซึมเศร้าบ้างหรือไม่
เป็นความหวังของผู้ทุกข์กายทุกข์ใจครับ
ตอนนี้ทุกข์มาก ลูกชายเป็น ลิวคิวเมีย ช่วยแนะนำหน่อยค่ะ รักษาหายไหมค่า