..พอนึกถึงลูกกับแม่ ทำให้พ่ออยากมีชีวิตอยู่ต่อไป..

       ประมาณ 2 ปีที่เเล้ว  พ่อของข้าพเจ้าเริ่มป่วยหนัก  ต้องเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยมาก  จนในที่สุดก็ทราบว่าพ่อเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ (ในระยะที่ไม่แย่มาก แต่ก็ไม่ดีนัก)  พ่อเข้าผ่าตัดหลายครั้ง  ...จนสุดท้ายก็ผ่าตัดเอาลำไส้ใหญ่ทั้งหมดออก  และให้ยาเคมีบำบัดมาเรื่อยๆ  จนทุกวันนี้เหลือ แค่ยารับประทานเท่านั้น  และพ่อก็เป็นปกติดี  สามารถทำงานได้  แม้ระบบขับถ่ายจะทำให้อ่อนเพลียเร็ว

      ช่วงชีวิตของข้าพเจ้าในตอนนั้น  ข้าพเจ้าจำได้ดี  จากที่ข้าพเจ้าใช้ชีวิตเหมือนเด็กม.ปลายธรรมดาๆทั่วไป  ที่เรียนๆเล่นๆ  กลับบ้านก็เล่นเกมส์  ดูทีวี  ช่วยแม่ืทำงานบ้านบ้างเล็กๆน้อยๆ    ..เมื่อพ่อเริ่มป่้วยหนัก  แม่และข้าพเจ้าก็ต้องดูแลพ่ออย่างใกล้ชิด  ข้าพเจ้ารู้สึกได้ชัดเจน  และจำได้ดีถึงตอนนี้ว่า  พ่อทนทรมานแค่ไหน  และแม่เหนื่อยแค่ไหน   มันทำให้ข้าพเจ้าต้องเปลี่ยนไป โดย  รู้จัก "รับผิดชอบตัวเอง"  ไม่ทำอะไรให้พ่อกับแม่ต้่องหนักใจเพิ่มอีก  เช่น  เดินทางไปไหนมาไหนเองได้อย่างปลอดภัย  หาอะไรกินเองได้  เลิกทำอะไรไร้สาระ  เป็นต้น  "รู้จักค่าของเวลา" ทำอะไรเร็วขึ้นและ "เป็นคนง่ายๆขึ้น " คือ กินอะไรก็ได้  ไม่ต้องเลือกมาก  นอนที่ไหนก็ได้ที่นอนได้  (เพราะตอนนั้นชีวิตส่วนใหญ่ของข้าพเจ้าจะอยู่ที่โรงพยาบาล)  และทำให้ทัศนคติของข้าพเจ้าเปลี่ยนไป  ข้่าพเจ้าจึงเชื่อ  .. เชื่ออย่างสนิทใจเลยว่า  "คนเราอยู่ได้ด้วยกำลังใจ" จากที่พ่อบอกว่า  

....พอนึกถึงลูกกับแม่  ทำให้พ่ออยากมีชีวิตอยู่ต่อไป... 

      

พ่อทนต่อสู้กับความเจ็บปวดต่างๆนานาเพื่อให้ได้กลับมาอยู่กับครอบครัวอีกครั้ง  และพ่อก็ทำได้  ^^ ข้่าพเจ้าจึงเชื่อ  .. เชื่ออย่างสนิทใจเลยว่า  "คนเราอยู่ได้ด้วยกำลังใจ"จริงๆ

และจากคำพูดนั้นข้าพเจ้าได้สัญญากับตัวเองไว้ว่าจะไม่ทำให้พ่อเเม่ผิดหวังเป็นอันขาด

       

       

       สุดท้าย  เหตุการณ์นั้นทำให้ข้าพเจ้ามีความฝันที่ชัดเจนขึ้น  นั่นคือจะเป็น "หมอ" เพื่อช่วยรักษาคนให้หายป่วย  ให้ญาติที่กำลังรอด้วยความทุกข์ที่ไม่เเพ้กัน  ได้มีความสุข        ... เพราะการที่คนๆนึงป่วย  ไม่ใช้เขาคนเดียวที่เจ็บปวด  แต่ครอบครัวของเขา  ก็เจ็บปวดเช่นกัน  เพราะฉะนั้น  ข้าพเจ้าจึงตั้งใจจะเป็นหมอที่ดี  ช่วยเหลือคนไข้ทั้งด้านร่างกาย  และคำนึงถึงจิตใจ  อย่างสุดความสามารถของข้าพเจ้าค่ะ  ^___^