หนังสือพิมพ์ "คม ชัด ลึก" 8 กันยายน 2552 ตีพิมพ์เรื่อง "มะกันขายอาวุธมากผิดสังเกตคิดเป็น68%ของทั้งโลก" ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟัง ถ้าท่านได้รับประโยชน์จากบทความนี้ ขอความกรุณาแวะไปเยี่ยมเยียนเว็บไซต์ "คม ชัด ลึก" กันครับ

เรื่องที่น่าสนใจคือ US พูดเรื่องสันติภาพมากที่สุด แต่มีรายได้จากการขายอาวุธ และเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามแทบทุกภูมิภาคของโลก

... 

เศรษฐกิจของ US ส่วนหนึ่งเป็น 'war economy' หรือเศรษฐกิจสงคราม นักธุรกิจสงครามสหรัฐฯ มีรายได้จากการผลิต ขาย ส่งออกอาวุธ และจะมีรายได้สูงสุดถ้าโลกมีสงครามระหว่างคู่สงครามที่รวยเป็นพักๆ หรือไม่ก็มีประเทศที่ร่ำรวยต้องการสะสมอาวุธมากขึ้นเรื่อยๆ

การที่ประเทศผู้ขายน้ำมันซื้ออาวุธมากเป็นพิเศษบอกเราว่า รายจ่ายจากน้ำมันทุกหยดที่คนบนโลกเบี้ยวๆ ใบนี้ใช้ไหลไปตะวันออกกลางก่อน ไม่นานเงินที่อุ่นๆ ยังไม่ทันเย็นดีก็จะรี่เข้าไปหา US อีกต่อหนึ่ง

[ ข้อความคัดลอก ]> [ คม ชัด ลึก ]

...

หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทม์ส รายงานเมื่อวันอาทิตย์ (6 ก.ย.) ว่าสหรัฐอเมริกา ซึ่งครองแชมป์ประเทศค้าอาวุธมาเป็นเวลานาน ได้ขายอาวุธในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นมากคิดเป็น 2 ใน 3 ของการค้าอาวุธที่มีอยู่ทั่วโลก

ขณะที่ทางการสหรัฐจับกุมนักค้าอาวุธชื่อดังเจ้าของสมญานาม "เดอะ ฟิลด์ มาร์แชล" ซึ่งเป็นที่ต้องการตัวของหลายประเทศได้สำเร็จ

...

รายงานที่อ้างผลการศึกษาชิ้นใหม่ของสำนักวิจัยของสภาคองเกรส ระบุว่า สหรัฐลงนามในข้อตกลงค้าอาวุธคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 37,800 ล้านดอลลาร์ (กว่า 1.2 ล้านล้านบาท) เมื่อปีที่แล้ว หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 68.4% ของธุรกิจการค้าอาวุธบนโลกใบนี้ โดยตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นจากยอดค้าอาวุธปี 2550 ซึ่งอยู่ที่ 25,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ สหรัฐยังครองแชมป์ขายอาวุธให้ประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มขึ้นด้วย โดยยอดขายส่วนนี้มีมูลค่า 29,600 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 70% ของยอดขายอาวุธของประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก ซึ่งผู้ซื้อรายใหญ่สุดคือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 9,700 ล้านดอลลาร์ ตามด้วยซาอุดีอาระเบีย 8,700 ล้านดอลลาร์ และโมร็อกโก 5,400 ล้านดอลลาร์

...

สำหรับประเทศที่ขายอาวุธมากเป็นอันดับ 2 ของโลก คือ อิตาลี นั้นมียอดการขายอาวุธห่างจากสหรัฐแบบเทียบกันไม่ติด คือ 3,700 ล้านดอลลาร์ ใกล้เคียงกับอันดับ 3 คือ รัสเซีย ที่ขายอาวุธไป 3,500 ล้านดอลลาร์ เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งจุดที่น่าสังเกตคือ ปริมาณการขายอาวุธของแดนหมีขาวลดลงอย่างฮวบฮาบจากเมื่อปี 2550 ที่มียอดค้าอาวุธอยู่ที่ 10,800 ล้านดอลลาร์

นิวยอร์ก ไทม์ส ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ยอดขายอาวุธที่ทวีจำนวนอย่างมหาศาลของสหรัฐเมื่อปีที่แล้วนั้น สวนทางกับแนวโน้มที่เป็นไปในโลก คือ มูลค่าของการค้าอาวุธทั่วโลกเมื่อปีที่แล้วนั้นอยู่ที่ 55,200 ล้านดอลลาร์ ลดลงจากเมื่อปี 2550 ถึง 7.6% ซึ่งนับเป็นมูลค่าต่ำสุดของการค้าอาวุธโลกนับตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมาเลยทีเดียว

...

ผลศึกษาระบุว่า ยอดขายอาวุธที่เพิ่มของสหรัฐนั้นไม่ได้มาจากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้ารายใหญ่ในแถบตะวันออกใกล้ และในเอเชียเท่านั้น แต่ลูกค้าเก่าของสหรัฐที่มีอยู่ทั่วโลกนั้นก็สั่งซื้ออาวุธ รวมถึงบริการเสริมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ขณะเดียวกันมีรายงานว่านักค้าอาวุธชื่อดังที่มีสมญานามว่า "เดอะ ฟิลด์ มาร์แชล" ถูกจับกุมตัวได้แล้ว ถือเป็นความสำเร็จของทางการสหรัฐที่เล่นไล่จับกับนักธุรกิจผู้นี้ที่พยายามลักลอบค้าอาวุธกับอิหร่านจนได้

...

ชื่อจริงของ "เดอะ ฟิลด์ มาร์แชล" คือ ฌากส์ มองซิเออร์ เป็นชาวเบลเยียมที่ถูกรัฐบาลหลายประเทศไล่ล่าตัวมาเป็นเวลานานฐานส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ให้แก่สมรภูมิเดือดทั่วโลก โดยเขาถูกจับกุมตัวได้ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาในข้อหาพยายามซื้อเครื่องยนต์ของเครื่องบินประจัญบานให้แก่อิหร่าน